โพสต์ 11 ส.ค.2015 16:21 น.
และ "ลมปราณอิติปิโสเดือนตะวันเบิกเมฆ"
Candabham suriyabhanca,
...โดยรัศมีแห่งพระอาทิตย์
และรัศมีแห่งพระจันทร์
(*รัศมีแห่งพระอาทิตย์=สูรยกลา:Solar Plexus
รัศมีแห่งพระจันทร์ =จัทรกลา:Lunar Plexus)
Yodha panna gadhati,
...อันตั้งคลุมไว้แล้วด้วยกำลังแห่งปัญญา
(นตฺถิฌานํ อปญฺญสฺส..
ไม่มีปัญญา ก็ไม่มีฌาน
ปญฺญานตฺถิ อฌายิโน..
ฌานไม่มี ปัญญาก็ไม่มีฯ)
Avitakkena jhanena,
...คือ "ฌาน" อันไม่มีวิตก
(การดับ "วจีสังขาร" ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทุติยฌาน)
Hoti ahabhassarupago.
...ผู้บรรลุย่อมถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสรพรหมฯ
(อาภัสสรพรหมเป็นพรหมต้นกำเนิดของมนุษย์มีรายละเอียดเป็นประวัติศาสตร์การค้นพบอยู่ใน "อัคคัญสูตร" ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 11/45)
เทียบโหราศาสตร์ คือ ระบบ สุริยคติ
สัญลักษณ์เส้นสายเรขาคณิต เรียกว่า
"ตะวันเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางวัน
เส้นสนามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างระบบเวลาภายในจิต นี้ เรียกเป็นศัพท์เทคนิคว่า
"ปิงคลา นาภี(Pingla Nabhi)"
= สูรยกลา
สัญลักษณ์เส้นสายทางเรขาคณิต เรียกว่า
"เดือนเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางคืน
เส้นแรงานามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างเวลาภายในจิตระบบนี้ เรียกเป็นศัพท์เทคริคว่า
"อิทา นาภี(Ida Nabhi)"
= จันทรกลา
เพราะมี "นาภี" กำกับท้าย
ความหมายของ "นาภี" เท่ากับ มณฑล
หมายถึง "สนามแรง(Force Field)" ในทางฟิสิคส์
นั่นเพราะหลักสูตรคัมภีร์ปถมัง สอนให้มีสติระลึกย้อนหลังไปจนถึงตอน เมื่อ ไข่แม่และสเปิร์มจากพ่อรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วเริ่มแตกตัวแบ่งเซลล์เพื่อก่อตัวเป็นตัวชีวิต ที่มี ๕ ปุ่มกับระบบการหายใจ แนวเส้นแตกตัวนี้ยังปรากฏร่องรอย เรียกว่า ฝีเย็บ เมื่อเชื่อมร่องรอยแตกตัวเข้ากันได้ระหว่างฝีเย็บกับกระหม่อม...แรงสนามแม่เหล็กชีวภาพของมนุษย์จะทำงานร่วมกับสนามแม่เหล็กดวงดาว ทำให้เกิดการเข้าถึง...ปัญญาโดยสัญชาตญาณ ที่อ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติล่วงหน้าได้...
แสดงสมมาตรโครงสร้างของระบบเวลาในจิตสำนึก(Subjectivity of Time)ที่พระพุทธศาสนาค้นพบเป็นรายละเอียดอยู่ใน "#ปฏิจจสมุปปาท" ที่เรียกว่า "#ภวจักร" ประกอบด้วยสมมาตรโครงสร้าง ขวา-ซ้าย และสมมาตรโครงสร้างบน-ล่าง(ทิศทั้งสอง คือทิศเบื้องบนและทิศเบื้องล่าง) มีรูปธรรมรองรับเรียกว่า "#อาการ๓๒(ทวัตติงสาการ)" โดยเฉพาะ "ปิตตะ"..ถุงน้ำดีและระบบน้ำเหลือง(Gallbladder and Lymphatic System) ที่รองรับสติสัมปชัญญะ..ความสามารถในการอ่านค่าเวลาในจิต(Subjectivity of Time)
No comments:
Post a Comment