Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ท่านพระโคธิกะเถระ. Show all posts
Showing posts with label ท่านพระโคธิกะเถระ. Show all posts

Monday, January 2, 2017

25.Breaking Dharma PART 24







Breaking Dharma PART 24...!!!
....




สมสีสี ๓ (Samasisi 3)
(สุด-สุด แห่งการบรรลุ และดับขันธ์)



๓ อริยบุคคลชั้นสูงสุดสมัยพุทธกาลที่อยู่ เหนือเหตุผล  และนอกจินตนาการ ของชาวพุทธทั้งหมด ในวิธีการบรรลุและวิธีการดับขันธ์ ;


ท่านที่ ๑. ท่านพระอานนท์เถระ

ได้ชื่อว่าเป็น * อิริยาบทสมสีสี (Iriyapata Samasisi)*  ตามหลักฐานบันทึก มหาเถระผู้เลิศในพหูสูตร องค์นี้  สมควรเป็นต้นแบบ พลวัตแห่งกำเนิดของพระโพธิสัตว์   เพราะเป็นพระเถระองค์เดียวที่ทรงพลังมหาศาล..จนสามารถยืดเวลาแห่งการบรรลุออกไปจนถึงที่สุดของวัย   กระทั่งถึงภาระกิจสุดท้าย   จึงเข้าสู่สถานะของการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด

ในตอนได้อริยะผลชั้นต้น    ทรงพละกำลังเสมอกับ นางวิสาขา   ต้นตำหรับเบญจกัลยาณี  คือ มีพละกำลังเทียบเท่ากับช้าง ๕ เชือก (5 แรงช้าง) สามารถใช้มือข้างเดียวยกเครื่องมหาลดาปสาธน์   ที่เป็นเครื่องประดับนกยูงรำแพนประกอบด้วยทองคำและอัญมณีหนักไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ กิโลกรัมของนางวิสาขา ได้ราวกับปุยนุ่น   ขึ้นวางพาดราวบันไดปราสาทได้

ในตอนบรรลุอริยธรรมสูงสุด (อรหัตผล) ไม่อาจอยู่ในท่านิ่งท่าใดท่าหนึ่งได้   
เนื่องจากพละกำลังมหาศาล   จึงต้องบรรลุในท่าระหว่างการเคลื่อนไหว   คือ จากท่าขึ้นนั่งเตรียมจะเอนกายนอน เป็นที่มาของ * อิริยาบท สมสีสี *

และในตอนดับขันธปรินิพพาน    ก็ต้องปรินิพพาน ณ ที่ที่ไม่เคยมีใครตายมาก่อน    
คือท่ามกลางอากาศ เหนือแม่น้ำโรหิณี   กำหนดเตโชธาตุเผาผลาญสรีระร่างจนกลายเป็นพระธาตุแล้วระเบิดให้พระธาตุกระจายตกทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโรหิณี    เพื่ออุปัฏฐากทั้งสองฟากฝั่งจะได้ไม่ต้องทำสงครามชิงพระธาตุกัน.


ท่านที่ ๒. ท่านพระปูติคัตตติสสะเถระ (Putigatta Tissa )

ชื่อท่านแปลว่า ติสสะ ผู้มีกายเน่า ในสมสีสี ๓ได้ชื่อว่าเป็น * โรคสมสีสี (Roga Samasisi) * ตามหลักฐานบันทึกท่านป่วยด้วยโรคกรรมเก่า   มีกายเป็นฝีแตกเน่าไปทั้งร่าง   ภิกษุรอบข้างพากันทอดทิ้งไม่อาจดูแลไหว   จนพระพุทธเจ้าต้องเสด็จมา ต้มน้ำ  ซักจีวรและเปลี่ยนสบงจีวรให้ด้วยพระองค์เอง (พระมหากรุณาของพระศาสดาลึกซึ้งนัก T T)  

พระศาสดามาดูแลด้วยพระองค์เอง   จัดการชำระร่างกายให้จนเถระท่านเบาตัว    พระศาสดาก็ประทับยืนเบื้องเหนือศรีษะของท่านเถระแล้วตรัสพระคาถาว่า..

* ไม่นานหนอ  กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน,
กายนี้มีวิญญาณไปปราศ  อันบุคคลทิ้งแล้ว,
ราวกับท่อนไม้  หาประโยชน์ มิได้  ฉะนั้น.*

ท่านเถระฟังพระคาถาจบก็บรรลุพระอรหัต  พร้อมทั้งขาดใจปรินิพพานทันที.


ท่านที่ ๓. ท่านพระโคธิกะ เถระ (Godhika)

เถระท่านนี้ได้ชื่อใน สมสีสี ๓ ว่า เป็น * ชีวิตสมสีสี (Jivita Samasisi)*
เนื่องจากท่าน  ฝึก สจิตฺตปริโยทปนํ แล้ว    พลังชีวิต ท่านไม่พอหล่อเลี้ยงฌานสมาบัติที่บรรลุ ทำให้ได้ฌานแล้วเสื่อม  ได้แล้วเสื่อม   จนท่านเถระแน่ใจแล้วว่าเกิดจากพลังชีวิตท่านไม่พอ จึงหยิบศัสตรา คือมีดโกน  เตรียมไว้เลย...

พอท่านเข้าฌานสมาบัติได้แล้วออก  เพื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ตามลำดับกระทั่งสุดท้ายคืนกลับมาที่ฌาน ๔ แล้วออกเพื่อดับขันธปรินิพพาน   ก่อนที่ฌานสมาบัติจะเสื่อม   ท่านก็ใช้มีดโกนเชือดคอ ตายพร้อมกับการดับขันธปรินพพานทันที

ตอนนี้ละครับพระยามารแปลงร่างเป็นควันพวยพุ่งตามหาปฏิสนธิวิญญาณของพระเถระท่าน ตลอดช่องทวารทั้ง ๙ ไม่พบ   ด้วยความเสียใจถึงทำพิณหล่นไว้   ต่อมาท้าวสักกะเทวราช เก็บไปและประทานให้แก่คนธรรพ์เทพบุตรปัญจสิขร ครับ.

สถานที่ปรินิพพานของท่านพระโคธิกะ   ถูกแสดงไว้โดยบันทึกของท่านหลวงจีนฟาเหียน โดยบันทึกว่า  เป็นที่ๆพระอรหันต์องค์หนึ่งฆ่าตัวตายพร้อมกับปรินิพพาน...มีพระไทยที่ศึกษาไม่ถึงเมื่อ ๓๐ กว่าปีมานี้  ด่าท่านหลวงจีนฟาเหียนไว้เละเทะเลยครับ...น่าอายมาก


พระเถระ ในทำเนียบ สมสีสี ๓ ทั้ง ๓ ท่าน  เป็นหลักฐานในเรื่อง พลวัตแห่งปราณเพื่อการบรรลุ โดยตรงครับ. เป็นหมวดธรรมพิเศษ...

Atthanij Pokkasap  รายงาน จาก ขอนแก่น.
13.45 น.พุธ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖





...บรรลุพร้อมกับการตายของชีวิต   ถูกต้อง ครับ
(การบรรลุ  ต้องโอ้โลม  ปฏิโลม สมาบัติ ๙ ก่อน    แล้วถอยลงไปที่ ฌาน ๑  ขึ้นมาที่ ฌาน ๔ แล้วออกไปเลย ครับ    
ไม่ใช่กำหนดออกได้เลย...พระไทยไม่รู้เรื่องของวิธิการนิพพานกันเลยครับ   เมื่อจับโครงสร้างสมาบัติ ๙ มาวิเคราะห์!!!)

...ครับ เป็นข้อสังเกตสำมะคัญที่คนไทยไม่เคยให้ความสนใจ....พลาดตั้งแต่เริ่มต้นสอนกันให้กำหนดจิต ให้กำหนดสติ  ไปนู้นเลย...แล้วละครับ...

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค...ท่านจึงว่า  อานาปานาสติ เป็นเรื่องของมหาบุรุษ...คนไม่จิตใจยิ่งใหญ่พอ  ฝึกไม่ขึ้นครับ...ผมจึงพยายามไม่พูดถึงขั้นที่สอง.... เอาแค่ขั้นแรกที่ผมสรุปว่า  ตั้งใจหายใจ...พอแล้ว  ขั้นแรกนี้พอแล้ว...แข็งแรงเมื่อไหร่    
ขั้นต่างๆตามมาเอง...ครับ

ท่านศิษย์คงจำที่เขาสอน ญาณ ๑๖ ได้ อยู่ใช่มั้ย...สำนักดังๆ  เขาก็สอนสติปัฏฐาน สอนอานาปานสติ..สอนการเข้าฌาน  แบบเดียวกะสอนญาณ ๑๖ ขั้นนั่นเอง...แก้วจ๋า  แก้วจ๋าทองจ๋า...งัยครับ

ความหมายทั้งหมดของหมวดปฏิบัติอยู่ใน ปฎิสัมภิทามรรค  ขุททกนิกาย  ไตรปิฎกเล่ม ๒๙, ๓๐/๔๕ ครับ   เป็นอรรถาธิบายของท่านพระสารีบุตร...


พวกสำนักปฏิบัติธรรมไม่เคยอ่าน  ถึงอ่านก็อ่านไม่รู้เรื่องครับ...ใช้ปฏิภาณจากประสบการณ์ในเนื้อพระสุตตันตทั้งหมดประกอบครับ...

เป็นการถักสานพระสูตรที่ซับซ้อนมาก...ผมเอาแสดงอันเดียวคือ  จิตมั่นคงในวัตถุใด...นั่นละครับ...เพราะมีประกาศิตในนั้นเองให้ถือเป็นเรื่องวงในสุดยอด...ไม่ใช่ให้รู้ทั่วไป...

คนที่จะเข้าใจทะลุ (แบบหลวงจีนกั๊กเอี๋ยง อาจารย์ของจางซันฟง..คืออ่านไปปฏิบัติไปบรรลุไปในขณะอ่าน)  จะต้องแม่นยำทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก   ผมได้แค่พระวินัยกะพระสุตตันตะ เท่านั้น...ส่วนอภิธรรมผมยังไม่แม่นพอ...ครับ...


บอกไปอาจเหลือเชื่อ  กุญแจไขความลับทั้งหมดของพระอภิธรรม  คือ คัมภีร์สุริยยาตร์ครับ
(ผมยังไม่มีอยู่ในมือเลย..เขษมบรรณกิจพิมพ์ขายเล่ม ๑๐ บาทเท่านั้น เมื่อ ๔๐ ปีก่อน)   เข้าใจสูตรในคัมภีร์สุริยยาตร์  จะจำทุกหมวดหมู่ของอภิธรรมได้แม่นยำทั้งหมดครับ...ประหลาดมาก...

...ผมยังไม่มีโอกาสตามล่าคัมภีร์สุริยยาตร์  เคยเห็นแต่ในรายการมีวงเล็บว่า หมดแล้ว เท่านั้น...เพราะสูตร ที่พ่อขุนพระญาลิไทยท่านเรียกว่า "สรุปอัปปะ"  คือประมวลหัวข้ออภิธรรมที่ใช้ในการคำนวณหาเวลาที่เป็นโครงสร้างในแต่ละส่วนของจิต ครับ   
ยิ่งใหญ่ลี้ลับ...มาก.

โหราพวกนี้ไม่รู้เรื่องหรอกครับ   ขนาดว่า  ดาวทั้งสิบโคจรรอบเขาพระสุเมรุยังไปไม่เป็นเล้ยยยย....ว่าแต่หมุนรอบดวงอาทิตย์   ทั้งที่อาทิตย์ก็อยู่ในวิถีดาวทั้ง ๙ ที่เหลืออ...ทั้งหมดไม่รู้เรื่องหรอกครับ...


ทำไมพระพุทธศาสนา   จึงกำหนดให้เขาพระสุเมรุเปนศูนย์กลางของจักรวาล?...

   ตอบว่า  เพราะพระพุทธศาสนาค้นพบว่า  โลก มีการหมุนอย่างน้อย ๖ ระบบ น่ะครับ

   ๑.หมุนรอบตัวเอง (๘ กม./วินาที)
   ๒.หมุนรอบซึ่งกันและกันกับดวงจันทร์
   ๓.หมุนรอบดวงอาทิตย์
   ๔.ดวงอาทิตย์พาหมุน (แกว่ง) รอบแกนดาวเหนือ
   ๕.กลุ่มสุริยจักรวาลพาหมุนรอบแกนกาแล็กซี(แสนโกฏิจักรวาล)
   ๖.กาแลกซี่ (กลุ่มแสนโกฏิจักรวาล) พากลุ่มหมุนรอบแกน...(เอกภพ?)

   เขาพระสุเมรุ = ครน.ของการหมุนอย่างน้อย ทั้ง ๖ ระบบที่ว่าน่ะละครับ
   ...เป็นค่าเฉลี่ยที่ดาราศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยคิด และคิดไปไม่ถึง  
   ทั้งๆที่วิทยาศาสตร์สัมพันธภาพของไอน์สไตน์ก็กล่าว    เอาไว้...ครับ


ความรู้ที่มีอยู่ในจิตใจของเราจึงไม่มีค่าสมบูรณ์  เพราะต้องเปรียบเทียบ (สัมพัทธภาพ) เอาทั้งหมด....เป็นที่มาของ สมมติสัจจะ...การที่คนแสดงความคิดตามที่ผมได้ชี้ให้เห็น...คือเป็นการคิดแบบลุแก่อำนาจ (แสดงค่าสมบูรณ์ ..แบบคิดเอาเอง)    
การไม่เปรียบเทียบกับอะไรเลยเป็น "ปรมัตถสัจจะ" เกิดขึ้นได้จากจิตที่หลุดพ้น (เจโตวิมุตติ....สาระที่สุดของพรหมจรรย์) แล้วเท่านั้นครับ....

อย่าไปเปรียบเทียบกะคนอื่น  ให้มองมาที่จิตของตนเท่านั้น……..เอาอะไรมองไม่ทราบ!?!……
นี่คือสเตตัสที่แสดงการลุแก่อำนาจทางความคิด...ไม่มีเทคนิคอะไรเลยที่ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่จะเป็นไปได้...อยู่คนเดียวในโลกยังงั้นเหรอ   ก็เปล่า...รู้จักเทคนิคการมองภายในตนเองแล้วเหรอ...ก็เปล่า...บ้าสิครับ...มันบ้าอำนาจ ลุแก่อำนาจ....

เรากำลังคุยกันถึงมรรคา...แห่งพระพุทธศาสนา...ชีวิตที่ถือเอามรรคาแห่งพระพุทธศาสนาเป็นเส้นทางดำเนินไป...แล้วมีกี่คนจะบอกได้ว่า ที่สุดของมรรคานี้คืออะไร...(อาจมั่วๆว่า คือนิพพาน  แต่ก่อนนิพพานคืออะไร   เทคนิคนิพพานสิครับ)

มรรคานี้มี "เจโตวิมุตติ" เป็นอานิสงส์ครับ....เป็นชาวพุทธต้องรู้...แต่ที่คุยกันมาส่วนใหญ่   ผมพูดถึงเทคนิค...ไม่ได้พูดบรรยายความงามของเส้นทางอย่างที่ชอบเพ้อเจ้อกัน...




                                                                                     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap