Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label participater. Show all posts
Showing posts with label participater. Show all posts

Friday, December 28, 2018

วิเคราะห์สัมพันธ์..."ปฏิบัติการกักลมอัสมิตา"




วิเคราะห์สัมพันธ์..."ปฏิบัติการกักลมอัสมิตา"
ว่าด้วยความรู้ เรื่อง....
กระบวนการหายใจ
กับ ธาตุลมภายในทั้ง ๖(ลมในกองธาตุ)
จาก อาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน !!!
การเชื่อมต่อ...ที่ขาดหายไป
ในแบบผังอริยสัจ 4...!!!
ในปฏิบัติการโยคะ..
อานาปานสติ คือหลักการทางเทคนิค บริหารจัดการ ลมในกองธาตุทั้ง 6 ที่มีลมหายใจออกลมหายใจเข้า
(อัสสาสะปัสสาโส)เป็นที่ 6 ที่ชักนำสติ ไปพบกับ ถิ่นกำเนิดของวิญญาณ(มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ)ที่ "หัวใจ" ครับ !!!

การได้พบและเข้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ของสติ กับจิต
จึงจะสามารถเกิด สติ-ผู้พิจารณาเห็น ทำงานในฐานะ
"ผู้ร่วมในเหตุการณ์(Participater)"
กับจิต ใน "ปรากฏการณ์ปฏิจจสมุปปาท" ครับ !!!
การเข้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพ...
คือ ตอน จิตในจิต..จตุกกะที่สามของอานาปานสติกถา และเป็นตอน จิตตานุปัสสนา ในมหาสติปัฏฐาน ๔
การพิจารณาเห็น "ปรากฏการณ์ปฏิจจสมุปปาท".....
คือ ตอน ธรรมในธรรม...จตุกกะที่สี่ของอานาปานสติกถา และเป็นตอน ธัมมานุปัสสนา ในมหาสติปัฏฐาน ๔
จึงเป็นการปฏิบัติที่ครบกระบวนการ...
"ยมกํ นามรูปญุจ...ฯลฯ" รูปและนามต่างเป็นปัจจัยอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น...ฯลฯ
ฉะนั้น ในแผนผัง..ต้องเชื่อมโยง เส้น อานาปานสติในมรรค เข้ากับ วิญญาณ ใน ทุกข์
และเชื่อมโยง เส้น วิญญาณในทุกข์ เข้ากับ ปฏิจจสมุปปาท ในสมุทัย
จึงจะถือเป็นความเข้าใจเพื่อปฏิบัติการโยคะขั้นอุกฤษฎิ์ สมตามความหมายของปฏิจจสมุปปาท
คือ การเกิดขึ้นพร้อมกันของเหตุที่อาศัยความเป็นปัจจัย
ซึ่งกันและกัน
และวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า(Modern Science)แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ก็พบปรากฏการณ์นี้ในกระบวนการนิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ(nucleosynthesys)
แล้วเรียกสภาวะเกิดใหม่ร่วมกันของอนุภาคว่า
"การสอดประสานสัมพันธ์(Interpanertration)"...ครับ

อานาปานสติสมาธิ ไม่มีบริกรรม
หากแต่ประณีตสงบด้วย ความรู้สึกที่ตาม ลมในกองธาตุทั้ง 6 กอง
ประณีตลึกเข้าไปถึงสมุฏฐานของลมหายใจออก-ลมหายใจเข้า ที่เป็นต้นกำเนิดของกองลมทั้งหมด
ที่สุดของการฝึกใช้ความรู้สึก ตามกองลมเข้าไปในภายในกาย
เป็นเท็คนิคตามพระพุทธวจนะที่ทรงตรัสไว้ถึงวิธีการ ของ
"อิทธิบาท ๔ ภาวนา"
นั่นคือ ความรู้สึก ที่เป็นอิสระไปจากข้อมูลทั้งหมดของระบบอายตนประสาท และไม่ตึงไม่หย่อน ไม่อยู่ในการจำกัดขอบเขตใดๆ
เหมือนภาพ "สัมพัทธภาพ" ที่มัวริทส์ เอสเชอร์ เขียนอธิบายภาพ "ท.สัมพัทธภาพ" ....
กักลมอัสมิตา ของหลายๆท่านได้พัฒนามาถึงขั้นที่ต้อง
เรียนรู้เท็คนิค "อิทธิบาท ๔ ภาวนา" นี้กันแล้ว....
ขอให้ท่านดื่มด่ำกับรสธรรมในปฏิบัติการโยคะ ที่มี "กักลมอัสมิตา" เป็นพื้นฐานมาตั้งแต่แรกเริ่ม...
จงเพลิดเพลินกับธรรมโยคะนี้ โดยถ้วนหน้ากันเถิด

เท็คนิคหนึ่งในหลายๆเท็คนิค
ของ "กักลมอัสมิตา"
เมื่อคุ้นเคยกับการฝึกกักลมขั้นพื้นฐานทั่วไปแล้ว
ก็พึงฝึก...การหายใจที่ประณีตลึก, การกระจายลมในกายให้แผ่ซ่านไปตลอดเรือนกายขณะทำการอัดลมในร่างเข้า น้ำเหลืองหรือ
ที่กรรมฐานพุทธเรียกว่า "น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก" ที่เคลือบอาบตลอดร่างใต้ผิวหนัง(ตะโจ)
น้ำดีที่ไม่เป็นฝักนี้ ท่านอุปมาไว้ว่า
สีดังน้ำมันสกัดจากผลมะซาง(เหลืองอ่อนจางๆและเป็นมัน)
มีหน้าที่แบบเดียวกับน้ำดีจากตับ คือ
หน่วยส่งเสบียงแก่เม็ดเลือด แต่....น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก เป็น
"หน่วงส่งเสบียงเคลื่อนที่เร็ว"
ประจำอยู่ทุกจุดที่ปรากฏในตำรานวดแผนโบราณ ..!!!
การฝึกความรู้สึก "กำหนด" ตามลมที่ขับเข้าน้ำดีแบบไม่เป็นฝักให้แผ่ซ่านเคลือบสนิท
ตลอดในเรือนกายใต้ผิวหนัง
จะทำให้เม็ดเลือดไม่ขาดออกซิเจน..เกลือแร่ และอาหารไปเผาผลาญสร้างพลังงานหล่อเลี้ยงเซลล์ร่างกายได้ประสิทธิภาพสูงสุด
เป็นขั้นตอนแรกที่มีการ "กำหนด"ความรู้สึกตาม !!!
ประสิทธิภาพประณีตลึกที่ได้จากการฝึกขั้นนี้...
เป็นไปตามตำนานไสยศาสตร์ไทยทุกประการเกือบทุกสาขา
และเป็นฐานสำคัญยิ่งของปรากฏการ "เวทนาในเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา"
ทั้งในบทอานาปานสติสมาธิ...มหาสติปัฏฐาน และ เวทนาทั้ง ๔ ระดับในสัมมาสมาธิ
ผล ที่ได้คือ ประสิทธิภาพในการขับโรค ตามบทสวดสักกัตวา สังฆะระตะนังฯ และสรรพวิชา
ทุกสาขาของไสยศาสตร์ไทย  ที่เริ่มต้นด้วย วิชาเรียกพลกำลัง และ วิชาคงกะพันชาตรี

เมื่อครั้ง นางวิสาขา..เบญจกัลยาณีผู้มีพลกำลัง ๕ แรงช้างสารได้ลืม เครื่องทรงนกยูงทองคำประดับอัญมณี "มหาลดาปสาธน์"
..ที่มีน้ำหนักกว่า ๒๐๐ กิโลกรัมไว้บนพื้นพระวิหารเชตุพน
ท่านพระอานนท์ ได้เป็นผู้ยกขึ้นพาดไว้บนหัวบันไดของพระวิหาร แสดงถึงพลกำลังนักรบในตัวของพระพุทธอนุชาเป็นอย่างดีครับ

Monday, December 24, 2018

Phenomena of Time Experienced By Participater not by Observer; ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา



Phenomena of Time Experienced
By Participater not by Observer

ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา เป็นรายละเอียดอยู่ใน "เหตุเกิดแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทัย) ของ "อริยสัจจ์ 4"
มีศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า
"ปฏิจจสมุปปาท"
มีอุบัติการณ์เวลาเป็นโครงสร้างสำคัญเรียกว่า
"ภวจักร"
ลักษณะเป็นสัมพัทธภาพระหว่าง โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต
มีรายละเอียดถูกรวบรวมเป็นภาคทฤษฎีไว้โดย พระราชานักปราชญ์แห่งสยาม
คือ พ่อขุนพระญาลิไทย (พ.ศ.1890-1917) เป็นบทที่ 9 (นวมกัณฑ์) ชื่อว่า บท "อวินิพโภครูป"
และภาคคำนวณ ชื่อ "คัมภีร์สุริยยาตร์"
Book of Solar Orbit with Mind
ประกอบด้วยการคำนวณหาพิกัดดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล เป็นสัมพัทธภาพ 5 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบการหมุนรอบตัวเองของโลก
(วัน/24ชั่วโมง)
2. ระบบการหมุนรอบซึ่งกันและกัน
ระหว่างโลกกับดวงจันทร์
(เดือน)
3. ระบบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก
(ปี)
4. ระบบการหมุนแกว่งของโลก
โดยสุริยจักรวาลรอบแกนดาวเหนือ
(ทักษา)
5.ระบบสัมพัทธภาพระหว่าง
วัตถุวิสัย (Objective) และจิตวิสัย (Subjective)
ที่มาของท้องฟ้าไตรภูมิ
ซึ่งมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ (รวิมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาว 12 ราศี เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนดพิกัดดวงอาทิตย์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงจันทร์(จันทรมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาวนักขัตรฤกษ์ 27 กลุ่ม
เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนด พิกัดดวงจันทร์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
โดยพิกัดเริ่มต้นที่ตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีของระวิมรรคกับจันทรมรรค อยู่ที่กลุ่มดาวราศีเมษและหมู่ดาวอัศวินีฤกษ์ คือเดือนเมษายน
เดือนเมษายนจึงเป็นเดือนเริ่มต้นของการจัดระบบรวมของสัมพัทธภาพแห่งเวลาขนาดต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมา
สัมพัทธภาพระหว่างเหตุการณ์อันเป็นโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต ใช้ค่า จุติ-อุบัติ สูงสุดของปรมาตมันแห่งจิต
คือ อรูปฌานที่ 4..เนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งเป็นตัวเลข 84,000 มหากัปป์
มากระจายเป็นอัตราอนุกรมเรขาคณิต แล้วใช้เป็นหน่วยนับลำดับเหตุการณ์
ในปรากฏการณ์เวลาส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงอาทิตย์ว่า
"ระบบสุริยคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิตว่า
"สูรยกลา..Solar Plexus"
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงจันทร์
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ ว่า
"ระบบจันทรคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิต ว่า
"จันทรกลา..Lunar Plexus"

**** **** **** ****

Saturday, December 22, 2018

Phenomena of Time Experienced By Participater not by Observer



Phenomena of Time Experienced
By Participater not by Observer

ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา เป็นรายละเอียดอยู่ใน "#เหตุเกิดแห่งทุกข์(#ทุกขสมุทัย) ของ "#อริยสัจจ์4"
มีศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า
"#ปฏิจจสมุปปาท"
มีอุบัติการณ์เวลาเป็นโครงสร้างสำคัญเรียกว่า
"#ภวจักร"
ลักษณะเป็นสัมพัทธภาพระหว่าง โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต มีรายละเอียดถูกรวบรวมเป็นภาคทฤษฎีไว้โดย พระราชานักปราชญ์แห่งสยาม คือ พ่อขุนพระญาลิไทย(พ.ศ.1890-1917) เป็นบทที่ 9 (นวมกัณฑ์) ชื่อว่า บท "#อวินิพโภครูป"
แะภาคคำนวณ ชื่อ "#คัมภีร์สุริยยาตร์"
Book of Solar Orbit with Mind
ประกอบด้วยการคำนวณหาพิกัดดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล เป็นสัมพัทธภาพ 5 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบการหมุนรอบตัวเองของโลก
(วัน/24ชั่วโมง)
2. ระบบการหมุนรอบซึ่งกันและกัน
ระหว่างโลกกับดวงจันทร์
(เดือน)
3. ระบบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก
(ปี)
4. ระบบการหมุนแกว่งของโลก
โดยสุริยจักรวาลรอบแกนดาวเหนือ
(ทักษา)
5.ระบบสัมพัทธภาพระหว่าง
วัตถุวิสัย(Objective)และจิตวิสัย(Subjective)
ที่มาของท้องฟ้าไตรภูมิ ซึ่งมีเขาพระสุเมรุ
เป็นศูนย์กลาง
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงอาทิตย์(รวิมรรค)
ใช้พิกัดหมู่ดาว 12 ราศี เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนดพิกัดดวงอาทิตย์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงจันทร์(จันทรมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาวนักขัตรฤกษ์ 27 กลุ่ม เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนด พิกัดดวงจันทร์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
โดยพิกัดเริ่มต้นที่ตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีของระวิมรรคกับจันทรมรรค อยู่ที่กลุ่มดาวราศีเมษและหมู่ดาวอัศวินีฤกษ์ คือเดือนเมษายน
เดือนเมษายนจึงเป็นเดือนเริ่มต้นของการจัดระบบรวมของสัมพัทธภาพแห่งเวลาขนาดต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมา
สัมพัทธภาพระหว่างเหตุการณ์อันเป็นโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต ใช้ค่า จุติ-อุบัติ สูงสุดของปรมาตมันแห่งจิต คือ อรูปฌานที่4..เนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งเป็นตัวเลข 84,000 มหากัปป์ มากระจายเป็นอัตราอนุกรมเรขาคณิต แล้วใช้เป็นหน่วยนับลำดับเหตุการณ์
ในปรากฏการณ์เวลาส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงอาทิตย์ว่า
"#ระบบสุริยคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิตว่า
"#สูรยกลา..Solar Plexus"
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงจันทร์
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ ว่า
"#ระบบจันทรคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิต ว่า
"#จันทรกลา..Lunar Plexus"
นักปราชญ์ในยุคพระพุทธศาสนาเป็นเสาหลักอารยธรรมโลกตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงยุคทวารวดีที่สร้างอารยธรรมสากลบนลุ่มแม่น้ำสินธุ ล้วนคุ้นเคยชำนาญหลักการทางคณิตศาสตร์สัมพัทธภาพ นี้..ก่อนการค้นพบวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นับพันๆปี เลยทีเดียว.


Monday, December 17, 2018

จิตที่พระพุทธศาสนาพิสูจน์พบ



Cr. Atthanij Pokkasab
โพสต์ 19 กรกฎาคม 2018 09:06 น.

วิทยาศาสตร์ทุนนิยมตามพิธีกรรมแบบนิวโตเนียน(Newtonian..ลัทธิวิทยาศาสตร์ภายใต้อิทธิพลการค้นพบของนิวตัน) ไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของจิต ปรากฏการณ์เวลา และปรากฏการณ์จริยธรรม ที่จิตเป็นไปแต่อย่างใด
ซึ่ง เกี่ยวกับปรากฏการณ์จริยธรรมนั้น คาร์ล มาร์กซ์ก็ได้พิสูจน์ความไม่มีจริยธรรมของวิทยาศาสตร์ทุนนิยมนิวโตเนียนอย่างเด็ดขาดเฉียบแหลมชัดเจนไปแล้วในทฤษฎีมาร์กซิสม์
วิทยาศาสตร์ที่ค้นพบจริยธรรมเป็นปรากฏการณ์ของนิวเคลียร์การสังเคราะห์ธาตุ มีเฉพาะอยู่ในห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิคส์ของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ที่มี ทฤษฎีควอนตัม-สัมพัทธภาพเป็นเสาหลัก กับวิทยาศาสตร์แห่งภูมิปัญญาและการค้นพบของกรีกไอโอเนียนที่อยู่ร่วมสมัยพุทธกาล เท่านั้น แต่...ก็ไม่ได้รู้เรื่องของจิต และเวลา
ฉะนั้นการอ้างอิงวิทยาศาสตร์ตามพิธีกรรมลัทธินิวโตเนียน เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของจิต และ/หรือ จริยธรรม นับเป็นความวิปลาศทางจิต วิปริตทางปัญญาของผู้แอบอ้างนั้นๆ ทั้งสิ้น
ข้อแตกต่างพื้นฐาน;
@ วิทยาศาสตร์ลัทธินิวโตเนียน กำหนดแบบมโนให้ผู้วิจัย ผู้ทำวิทยานิพนธ์เป็น "#ผู้สังเกตุการณ์..#Observer" คือเป็นกลางโดยไร้จริยธรรมรับผิดชอบต่องานวิจัยและวิทยานิพนธ์ บูชาความจริงตามรูปแบบที่ตนเองเชื่อเท่านั้น
@ วิทยาศาสตร์เพื่อภูมิปัญญาและการค้นพบของกรีกไอโอเนียน กับ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าโดยทฤษฎีควอนตัม-สัมพัทธภาพ กำหนดว่า ผู้วิจัย ผู้ทำวิทยานิพนธ์เป็น "#ผู้ร่วมในเหตุการณ์...#Participater" คือต้องประกอบด้วย จริยธรรมและจิตสำนึกสูงสุดในงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่ส่งผลกับสังคมทั้งหมดด้วย
สรุป วิทยาศาสตร์ทุนนิยมนิวโตเนียน เป็นวิทยาศาสตร์ทางพิธีกรรมของพวกไร้จิตสำนึก ขนาดหนักตอนนี้ถึงกับเชื่อเอาเองเลยว่า "#สมองก็คือจิตหรือมีอำนาจเหนือจิต"
(บุคคลผู้ป่วยหนักมาก...น่ะเอง)
ปรากฏอยู่ในพระสูตร ข้อ(230-234) อัสสุตวตาสูตร นิทานวรรค สังยุตตนิกาย พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่ม 16/45
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า จิต/ มโน/วิญญาณ พ้นทั้งจากนามธรรมและรูปธรรม แต่ ครอบงำทั้ง นามธรรมและรูปธรรม
ไม่ใช่อย่างที่รู้ที่เข้าใจ ทั่วไปในสังคมปัจจุบันนี้ แต่อย่างใด
ทั้งยังแสดงถึง จิตมี 2 ภาค ไว้ที่ปฏิจจสมุปปาท ใน "#มหาปทานสูตร" มหาวรรค ทีฆนิกาย พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่ม 10/45 ด้วยว่า..
สำนักสอนธรรมทั้งหลาย ที่ทั้งละเมิด ทั้งฉ้อฉล จนสาวกทั้งหมดทั้งปวงทุกสำนัก ล้วน ป่วยเรื้อรังสมองขาดอ็อกซิเจน ร่างกายบางส่วนก็ขาดอ็อกซิเจน ยังจะไม่สำนึกกันอีกหรือ ?!!


Experience Between Observer and Participater



Experience Between Observer and Participater

ประสบการณ์ระหว่าง "ผู้สังเกตการณ์" และ "ผู้ร่วมเหตุการณ์"
ในธรรมเครื่องเห็นเทวดา ที่เรียกว่า..
"ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป"
หรืออีกสำนวนไทย ว่า.."ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป"
เป็นทิศที่ 1 ของวิโมกข์ 8 ซึ่งเป็นหลักสูตรประจำพระพุทธคุณที่ว่า..
"อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ"
...ทรงเป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า.
ตามพระพุทธนิยามใน ข้อ (637) สฬายตนวิภังคสูตร อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย
พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 14/45
เหตุการณ์การได้ประสบนี้..
เป็นเหตุการณ์ของสติสัมปชัญญะ
ในสถานภาพของ "ผู้ร่วมเหตุการณ์"
ไม่ใช่เหตุการณ์ของ ความรู้สึกที่มาของเวทนาทั้งหลายซึ่งตั้งอยู่กับระบบปสาทรูป
ที่รวมอินทรีย์ทั้ง 5 คือ ตา - จักขุนทรีย์ หู - โสตินทรีย์ จมูก - ฆานินทรีย์
รส - ชิวหินทรีย์ กาย - กายินทรีย์ ไว้ด้วยกันเป็น... "ผู้สังเกตการณ์" แต่อย่างใด
พระพุทธศาสนาค้นพบ "ความทรงจำในการประสบ" นามกาย ที่เรียกเป็น "กายทั้งปวง (สัพพกาย)" ในขั้นที่ 3 ของอานาปานสติสูตร
เป็นกลุ่ม "สัญญา"...ความทรงจำภายในเซลล์ที่ทำงานขึ้นตรงกับสติสัมปชัญญะ
บนฐานของ "อาการะ" ธาตุน้ำใน "มหาภูต 4" ที่แสดงพุทธบัญญัติไว้เรียกว่า..
"ปิตตะทั้ง 2" คือ
พัทธปิตตะ.. ถุงน้ำดี
Gallbladder และ
อพัทธปิตตะ.. ระบบน้ำเหลือง
Lymphatic System
ง่ายๆ ภาษาปัจจุบันก็คือ
อวัยวะที่ใช้ในการเห็นเทวดา ก็คือ สติสัมปชัญญะที่สำเร็จประสิทธิภาพอย่างสูงจาก ถุงน้ำดีและระบบน้ำเหลือง
ทั้งสามารถใช้เห็นผ่านเซลล์ประสาทของตา-จักขุทวาร ได้ด้วย ไม่ใช่ระบบเซลล์ประสาทของตาตามปกติทั่วไป
โดยประสิทธิภาพอย่างสูงนี้ตั้งอยู่บน จิตขณะปฐมฌาน ที่ทรงบัญญัติสั้นๆว่า
"ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป" หรือ
"ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป (ทั้งหลาย)"
ซึ่งในขณะรูปฌานนั้น ระบบปสาทรูปที่ทำงานรองรับ ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย จะอยู่ในสถานภาพ พักหลับทั้งหมด
ซึ่งมีการพักหลับ 3 ระดับ คือ
ระดับเบื้องต้น.. อาทิมิทธสติวิธา
ระดับท่ามกลาง..มัชฌิมมิทธสติวิธา
ระดับลึกสุด... ปริโยสานมิทธสติวิธา
ที่มีนิยามอีกอย่างว่า
อชาคโร นมิทฺธสมาปนฺโน
...แปลว่า การถึงพร้อมด้วยการไม่หลับโดยไม่ใช่ตื่น


Subjectivity of Time (Participater ; Interpenetration)...พระพุทธศาสนาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปปาท"






ถ้าต้องการคำตอบเรื่อง จิต หรือที่วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพเรียกว่า
Subjectivity of Time(Participater ; Interpenetration) และพระพุทธศาสนาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปปาท"... หมายถึง จิตที่สังเคราะห์กาย และจิตที่เกิดจาก กายสังเคราะห์ขึ้นมา...มีคำตอบไปแล้วในหลายๆโพสต์ของเฟซตราคนอุ้มเด็กนี้ครับ


พวกไม่มีสมอง....ไม่มีความรู้...มันแค้ปเอาไปละเมิดเป็นความผิดทางอาญาแผ่นดินหลายๆตัวแล้ว....มันก็ไม่น่าจะหน้าด้านอยู่รกสังคมไทยนะ...ครับ...รอให้หลักฐานคดีอาญา...ต่างกรรมต่างวาระพอกพูนพอที่ให้มันไปตายคาคุก...คงได้เห็นการจัดการขั้นเด็ดขาด ในเร็วๆวันครับ



    December 15, 2015 at 9:49am · 

    หมอแผนโบราณ เข้าใช้โองการทำน้ำมนต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ  น้ำมนต์เอามาประสมเป็น
    น้ำต้มยา ตัวยาก็ต้องเสก สวดด้วยโองการต่างฯที่ประจุแปรตามธาตุ ซึ่งนับว่ามีคุณค่ายิ่ง
    อัญเชิญทั้งพระรัตนตรัย เทพไทยเทวา ครูบาอาจริยะ ครูมหาเถร ครูฤาษีทั้งหลาย รวมทั้ง
    ปลุกแม่ธาตุ ทั้งหลายให้สมบูรณ์  นับว่าเป็นการสอนการฝึกความอดทนความเพียรเป็นที่สุด
    ให้จิตใจมุ่งมั่นในครู  จนเกิดพลังสมาธิจิตและปาฎิหารแห่งมโนมยิทธิในการปรุงยา
    ต่างกับในสมัยใหม่นี้มากฯทุกอย่างต้องเร็วหาได้ง่ายรักษาแบบง่ายฯ รับเงินง่ายฯ พอรักษา
    ไม่หายก็โทษกรรมเก่า ไปตามระเบียบแลครับ



ส่วนบนของฟอร์ม

Panu Wongpanuvut    ทบต้นทบดอก squint emoticon


Atthanij Pokkasap  ไม่มีความรู้ในสิ่งที่เสือกเข้ามา....เลวเกินกว่าที่จะเรียกว่าคนหรือมนุษย์ไปไกลมาก...ปริญญาไม่มีสมอง



การเชื่อมต่อ...ที่ขาดหายไปในแบบผังอริยสัจ ๔ ในปฏิบัติการโยคะ..อานาปานสติ






ของขวัญ ปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๙ ครับ
การเชื่อมต่อ...ที่ขาดหายไป
ในแบบผังอริยสัจ ๔...!!!
ในปฏิบัติการโยคะ..
อานาปานสติ คือหลักการทางเทคนิค บริหารจัดการ ลมในกองธาตุทั้ง ๖ ที่มีลมหายใจออก
ลมหายใจเข้า(อัสสาสะปัสสาโส)เป็นที่ ๖ ที่ชักนำสติ ไปพบกับ ถิ่นกำเนิดของวิญญาณ
(มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ)ที่ "หัวใจ" ครับ !!!
การได้พบและเข้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ของสติ กับจิต จึงจะสามารถเกิด
สติ-ผู้พิจารณาเห็น ทำงานในฐานะ "ผู้ร่วมในเหตุการณ์ (Participater)" กับ
จิต ใน "ปรากฏการณ์ปฏิจจสมุปปาท"
ครับ !!!


การเข้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพ...
คือ ตอน จิตในจิต..จตุกกะที่สามของอานาปานสติกถา และเป็นตอน จิตตานุปัสสนา
ในมหาสติปัฏฐาน ๔
การพิจารณาเห็น "ปรากฏการณ์ปฏิจจสมุปปาท".....
คือ ตอน ธรรมในธรรม...จตุกกะที่สี่ของอานาปานสติกถา และเป็นตอน ธัมมานุปัสสนา
ในมหาสติปัฏฐาน ๔
จึงเป็นการปฏิบัติที่ครบกระบวนการ...


"ยมกํ นามรูปญุจ...ฯลฯ" รูปและนามต่างเป็นปัจจัยอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น...ฯลฯ
ฉะนั้น ในแผนผัง..ต้องเชื่อมโยง เส้น อานาปานสติในมรรค เข้ากับ วิญญาณ ใน ทุกข์
และเชื่อมโยง เส้น วิญญาณในทุกข์ เข้ากับ ปฏิจจสมุปปาท ในสมุทัย
จึงจะถือเป็นความเข้าใจเพื่อปฏิบัติการโยคะขั้นอุกฤษฎิ์ สมตามความหมายของปฏิจจสมุปปาท คือ การเกิดขึ้นพร้อมกันของเหตุที่อาศัยความเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน


และวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า(Modern Science)แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ก็พบปรากฏการณ์นี้ในกระบวนการนิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ(nucleosynthesys) แล้วเรียกสภาวะเกิดใหม่ร่วมกันของอนุภาคว่า "การสอดประสานสัมพันธ์(Interpanertration)"...ครับ
ปฏิบัติการโยคะหลักของพระพุทธศาสนาค้นพบปรากฏการณ์มีคุณค่าเท่าๆกับที่...ห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิคสที่ทันสมัยที่สุดค้นพบ... ครับ !!!




Atthanij Pokkasap  การเข้าใจตามผัง อริยสัจจ 4 คือการเข้าใจรายละเอียดของอริยสัจจตามทฤษฎี งัย   แต่ ถ้าต้องปฏิบัติ...ต้องโยงความสัมพันธ์ ตามที่โพสต์

Atthanij Pokkasap  ส่วนการดับ นั้น...พวกเราได้เรียนรู้ขั้นพื้นฐานทางรูปธรรม(สรีระตามเป็นจริง)กันแล้ว...คือ การฝึกกักลมอัสมิตา ครับ

Atthanij Pokkasap  การกักลมฯ ...นี่แหละ คือ ฝึกดับ...

Atthanij Pokkasap  เมื่อเข้าใจได้ตามโพสต์ เราก็จะตอบต่อปาฏิหาริย์ที่ปรากฏมาในพระไตรปิฎกได้ทั้งหมด โดยไม่มีข้อลังเลสังสัยใดๆเลย ครับ

Atthanij Pokkasap  พิสูจน์หาคำตอบได้ด้วยตนเองครับ ไม่ต้องอ้างใครๆอีก นอกจาก
พระคัมภีร์หลักๆ เพื่อปกป้องพระธรรมวินัยตามหน้าที่ต่อไป...

ตะวัน อ่อนน้อม   ปัญญาอันเลิศ ตอนรับปีใหม่เลยครับครู

บุญมี โพธิ์ไพจิตร    ของขัวญปี่ใหม่ ที่มีค่ามากที่สุด สำหรับผม ขอบคุณครับครูท่าน

Monchai Sahapornudomkan    ที่คุยกันเมื่อวาน ครูท่านขยายให้เราแล้ว

Panu Wongpanuvut    ร้อยมาลัย