Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ไตรปิฎก. Show all posts
Showing posts with label ไตรปิฎก. Show all posts

Saturday, January 5, 2019

พุทธนิยามความหมายของ "จิต" ที่อยู่ใน "อัสสุตวตาสูตร..Assutavatasutr"



Atthanij Pokkasap




(ตอกย้ำ....)

พุทธนิยาม ความหมายของ "จิต"
ที่ชาวพุทธปัจจุบัน ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องด้วย
อยู่ใน "อัสสุตวตาสูตร..Assutavatasutr"
...พระสูตรว่าด้วย
"ทะลทุกข์อันท่วมท้นไปด้วยน้ำตาแห่งสังสารวัฏ"
จากหมวดนิทานวรรค สังยุตตนิกาย
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่ม ๑๖/๔๕
เป็นเหตุให้การเรียนสรรพศาสตร์เชิงพุทธ ในปัจจุบัน บิดเบี้ยว เลอะเทอะไปทั้งหมด
แม้แต่กรรมฐาน !!!



รายละเอียดของ "ภาพภูมิทัศน์" ที่ประกอบร่วมอยู่ใน "ปฏิจจสมุปปาท"...เหตุเกิดแห่งทุกข์(ทุกขสมุทัย) คือพวงมาลัยแห่งธรรม ที่ประกอบด้วย ดอกไม้ จำนวนถึง ๘๔,๐๐๐ ดอก คือ
พระสูตรที่ ร้อยประสาน เป็น ๙ หมู่องค์คำสอน(นวางคสัตถุสาสน์) ถักทอ เป็น รูปตะกร้า ๓ ใบ
(ไตรปิฎก) สานผูกเป็น "พวงมาลัยแห่งธรรม" พวงมหึมา
ถูกพวก "ช่างกระจอก" รื้อกระจุยกระจาย ออกมาแล้วร้อยกลับเข้าพวงดังเดิมไม่ได้.... แล้ว
ช่างกระจอกเหล่านั้น ต่างประกาศว่า...
เพราะมีการคัดลอกผ่านกาลเวลา ยาวนาน มีการแต่งเติม ตัดต่อ แปลกปลอมเข้าไป บ้างละ
กูจะเอาแต่พระพุทธวจนะบ้างละ
กูจะชื่อแต่กาลามสูตรบ้างละ...
กูฝ่ายปฏิบัติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตำรา บ้างละ



นี่คือ "อัสสุวตาสูตร"... บทนิยามแห่งจิต 
ที่เชื่อมโยงกำเนิดมนุษย์ ระหว่าง เกิดแต่ครรภ์ ตาม อินทกสูตร ข้อ (๘๐๒-๘๐๓)
สคาถวรรค สังยุตตนิกาย เข้ากับ การจุติมาจากอาภัสสรพรหม แห่งอัคคัญญสูตร
ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย ....บุปผา ๘๔,๐๐๐ ดอก ที่เหล่าพระขีณาสพ ๕๐๐ องค์
ร่วมกันร้อยเรียง จนเกิดเป็น พวงมาลัยแห่งธรรม พวงใหญ่ที่วิจิตรมั่นคง
ถามตัวเองด้วยเถอะ...
มึงรื้อดอกไม้ดอกไหนออกมา...
แล้วที่มึงใส่เข้าที่เก่าคืนไม่ได้...
ความกระจอก สิ้นคิด สิ้นปัญญาของมึง คือความผิดของ เหล่าพระขีณาสพเจ้า กับ
บัณฑิตผู้ทำการคัดลอก ภาพพวงมาลัยแห่งธรรมออกมา..
อย่างนั้นหรือ...?!!!

คัมภีร์โบราณของการแพทย์แผนไทยล้วนมีรายละเอียดของ ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ จาก
หัวข้อ(อุเทศ)...ขยายนัยพระพุทธวจนะ
มากกว่า คัมภีร์กรรมฐาน ปฐม ก.กา ของพวกกรรมฐานลวงโลก...ทั้งสิ้น
ได้เวลาเปิดเผยเพื่อปกป้อง...
พระธรรมรัตนะอย่างเต็มตัวกันเสียที



อย่าให้คำสอนแห่งพระศาสนาถูกพวกสิ้นคิด พวกช่างกระจอก รื้อทำลายมากไปกว่านีอีกเลย
ไม่รู้กำเนิด อุบัติ-จุติ ของจิต ตามพระพุทธนิยาม...ของพระศาสดาที่ทรงเรียกพระองค์เองว่า "ศัลยแพทย์" ...คนแรกของโลก...เรียนแพทย์ยังไง ..ก็ไปไม่ถึงไหนหรอก..
เพราะ มันก็แค่...
อุปาทาน.....
ที่มีแผ่นกระดาษรับรองการอุปโลกน์
เท่านั้น เอง
กำหนด "ธรรม" ขึ้นตามความคิดตนเอง
= พวกมึง ที่เอาโพสต์กูไปด่า ` ไง !!!
กำหนดความคิด ให้ตรงตาม"ธรรม"
ตามหลักฐานดั้งเดิม
= กู ที่โพสต์ปกป้องธรรม ที่มึงและพวกด่าอยู่นี่ `ไง !!!


"นายขยะ"Atthanij Pokkassap
14:30 น.แรม ๗ ค่ำ เดือน ๔
อังคาร ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙



Monday, December 26, 2016

๘๔.Buddha-Dharma-Sangha-Science-Fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-Religion-Language-Math-Mind-Universe-Meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food=Good Life Health.



84.พระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระสงฆ์ - วิทยาศาสตร์ - นิยาย - มวยไทย - ประวัติศาสตร์ - โหราศาสตร์ -ไสยศาสตร์ - ศาสนา - ภาษา - คณิตศาสตร์ - จิต - จักรวาล - สมาธิ - โยคะ - ดนตรี - ศิลปะ - เกษตรกรรม - สมุนไพร - อาหาร = สุขภาพและชีวิตที่ดีงาม





Atthanij Pokkasap  :
  


ข่าวสาร จาก...พระอรหันต์ (สมัยพุทธกาล)
ตอน...คุณสมบัติของสมาธิในพระพุทธศาสนา
..... .....


๑. สมาธินี้ มีสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป

๒. สมาธินี้เป็นอริยะ ปราศจากอามิส

๓. สมาธินี้ คนเลวเสพมิได้

๔. สมาธินี้ ละเอียด ประณีต ได้ด้วยการสงบระงับ บรรลุได้ด้วยธรรมเอกผุดขึ้น 
ไม่ใช่การข่มธรรมที่เป็นข้าศึก ห้ามกิเลสด้วยจิตอันเป็นสสังขาร

๕. มีสติจึง เข้าสมาธินี้ได้ มีสติจึงออกจากสมาธินี้ได้.


จาก สมาธิสูตร ข้อ(๒๗) ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ไตรปิฎก เล่ม ๒๒/๔๕




แท้จริงสมาธินี้  จะมีคนรู้จักโดยแท้จริงอยู่หรือเปล่าหนอ...??!     

เห็น, ประจักษ์   มีการแอบอ้างและพาดพิงถึงกันเสียเหลือเกิน....อ่านเข้าถึงขนาดไหนสำนวนชาวพุทธโบราณ   สุขในปัจจุบัน ปราศจากอามิส   คนเลวเสพมิได้   ละเอียดประณีตด้วยการสงบระงับไม่ใช่ข่ม... มีสติจึงเข้าได้มีสติจึงออกได้....รู้เรื่อง-เข้าถึงจริงแล้วละหรือ??!


จิต เป็นพลวัตอยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการกระบวนการหายใจเข้า หายใจออกทั้งระบบภายนอก(จมูกถึงหัวใจ,ปอด)และระบบภายใน(Metabolism) 


ยังไม่รู้จักหายใจเลยไปกำหนดจิต...อุปาทานชัดๆๆๆๆๆ    
ชี้ขุมทรัพย์   แต่ถูกตอบโต้ด้วยการกระแนะกระแหน แดกดัน..สูงส่งกันเหลือเกิน....



ลามะชั้นสูงของทิเบต  ท่านจึงอุปมาไว้ว่า  

ลมหายใจคือม้า  จิตคืออัศวินผู้ขี่ม้า
อยากพบอัศวินผู้ขี่ม้า(จิต)  พึงควบคุมม้าเข้าให้ได้เสียก่อน



....คัมภีร์ออริจินัลไม่เคยสัมผัส   แล้วมาแสดงอหังการ มมังการ   ทั้งยกอหังการมมังการของตนให้เป็นของผู้ที่ขัดปัญญามืดบอดของตน....อเวไนย....จริงๆ ...ไม่มีความรู้เรื่องจิต  ไม่มีความรู้เรื่องเวลา  แล้วใช้อุปาทานกำหนดโครมๆๆๆๆ   


...เคลียร์อดีตไม่จบ  อดีตกินพื้นที่อนาคต   ผมก็เทียบการเดินทางย้อนมิติของคนเหล็กอาร์โนล....งัย...คือต้องแก้โจทย์อดีตให้จบ


...ปัจจุบัน  พระพุทธศาสนาล็อคค่าไว้ด้วย (ปฐม)ฌาน    ดังที่สิทธัตถราชกุมารทำไว้เป็นหลักฐาน   
จิตปุถุชนไหนจะทันปัจจุบัน   


ก็..เวลา มันเป็นโครงสร้างของจิต ตามที่ไอน์สไตน์เรียก Sbjectivity of Time    
หรือที่ท่านพระนาคเสนวิสัชนา คิง เมนันเดอร์ว่า   เวลาเกิดจากปฏิจจสมุปปาท...หนักเข้าไปอีก
หลักฐานตามเป็นจริง!!!    วิทยาศาสตร์นิวตันล้าหลังชัดเจน...ช่วยไม่ได้


โครงสร้างไตรภูมิสร้างจากมิติเวลาต่างกัน  ก็แสดงตามข้อมูล  สร้างเรื่องขึ้นแต่ที่ไหน 
ซื่อสัตย์ต่อบันทึกโบราณสิ   





รูปฌาน ๔ คือ วิธีการพิสูจน์ค่าปัจจุบันที่ประสิทธิภาพสูงสุด   
คือ สุขที่ไม่อื่นใดเหนือกว่า(โดยเฉพาะ..สัมโพธิสุข)    
ที่เป็นเส้นทางที่พระอรหันต์เข้าแล้วออกสุดท้ายตอนดับขันธปรินิพพานด้วย

ไม่ข่มธรรมก็คือ "เป็นกลาง"  ที่ลงในอิทธิบาท ๔ คือ
๑.ไม่ย่อหย่อนเกินไป
๒.ไม่ประคองเกินไป
๓.ไม่หดหู่ในภายใน
๔.ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

นี่เป็นคุณภาพของจิตที่เป็นกลางที่ควรแก่งาน(กรรมฐาน)...บาทแห่งกิจสูงสุดในพระศาสนางัยครับ  คนละเรื่องกับการนั่งสะกดจิตตัวเองด้วยประการทั้งปวง



                                                                                        ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap