Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label อากาสธาตุ. Show all posts
Showing posts with label อากาสธาตุ. Show all posts

Monday, March 5, 2018

การเชื่อมโยง ระหว่างธาตุ ๒ (อากาสธาตุ, วิญญาณธาตุ)





*** Atthanij Pokkasap about an hour ago


การเชื่อมโยง ระหว่างธาตุ ๒ (อากาสธาตุ, วิญญาณธาตุ)
และมหาภูตรูป ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบเป็น กายเนื้อ นี้
เป็นการเชื่อมโยงระหว่าง จิต(วิญญาณธาตุ) กับ กายเนื้อ(มหาภูตรูป ๔)
โดยมี ตัวเชื่อมโยง คือ "ช่องว่าง(นาทิ..Nadi)" แห่ง อากาสธาตุ
ที่ตำรานวดแผนโบราณ เรียกว่า "เส้น (Sen)"
...เส้น = ช่องว่าง ... !!! @@
จิต และกายเนื้อเชื่อมโยงไว้ด้วย เส้น คือ ช่องว่าง
ช่องว่าง ๗๒,๐๐๐ ท่อ...ขาดหายไปมากเท่าไหร่
อาการเจ็บป่วยก็จะเกิดขึ้นและแปลกประหลาดมากขึ้นเท่านั้น

ปริศนานี้จึงอยู่ที่ ฐานของวิชาแพทย์แผนพุทธ คือ ;
ตรีธาตุ > ตรีโทษ > ตรีทูต
ปกติ > ไม่ปกติ > สาหัส
จากสมดุลของ.. ลม(วาตะ) - น้ำดี(ปิตตะ) - เสลด (เสมหะ)
เป็น ธาตลม ๑ ธาตุน้ำ ๒
แล้ว ธาตุดิน...หายไปไหน....

ในพระสูตรว่าด้วยการเกิดแผ่นดินไหว..
(ภูมิจาละสูตร ข้อ ๑๖๗ อัฏฐกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  ไตรปิฎกสยามรัฐ เล่ม ๒๓/๔๕)
อธิบายการแปรปรวนของธาตุดิน(แผ่นดินไหว) ไว้ ดังนี้ ;

"อานนท์!
แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ
น้ำ ตั้งอยู่บนลม
ลมตั้งอยู่บนอากาศ
สมัยนั้น ลมพายุพัดจัด
ลมพายุพัดให้น้ำไหว
น้ำไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว
อานนท์!
นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยประการหนึ่ง
แห่งความปรากฏ แผ่นดินไหวใหญ่."

"อีกประการหนึ่ง
สมณะหรือพราหมณผู้มีฤทธิ์ บรรลุความชำนาญทางจิต
หรือเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก
เจริญปถวีกสิณ นิดหน่อย
เจริญอาโปกสิณหาประมาณไม่ได้
ย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว
อานนท์!
นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ประการที่ ๒
แห่งความปรากฏ แผ่นดินไหวใหญ่."

รู้ไหมว่า พระพุทธศาสนามีทฤษฎีประกอบกฎแห่งกรรมอยู่ว่า...
ธาตุดินภายใน ฉันใด ธาตุดินภายนอกก็ ฉันนั้น
ธาตุดินภายนอก ฉันใด ธาตุดินภายในก็ ฉันนั้น !!!

สรุป...
ธาตุลม และ ธาตุน้ำ..คือตัวกำหนดคุณภาพธาตุดิน
นำมาเป็น สมุฏฐานหลักในวิชาการแพทย์แผนพุทธ คือ
ลม(วาตะ) ๑ ส่วน
น้ำ ๒ ส่วน คือ น้ำดี(ปิตตะ) และ เสลด(เสมหะ)

เนื่องจากลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
คือโครงสร้างหลักของกระบวนการหายใจ
ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตวบุคคล และเป็น..
กระบวนการแรกที่สุดที่เกิดขึ้นหลังเซลล์พ่อ
เข้ารวมตัวกับเซลล์แม่ แล้วเหลือร่อยรอยสุดท้ายไว้ที่เรียกว่า
"ฝีเย็บ"
เห็นความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ของลมหายใจ ละยัง???!




Atthanij Pokkasap  ร่างกายตัวเองมันยังไม่ให้เกียรติเรียนรู้...แล้วเสือกไปรู้ โน้นนนน..นอกจักรวาล ดาวเสาร์ ดาวอังคาร ดาวพลูโต โน้นนน..ไอ้วิทยาศาสตร์....                                  


Atthanij Pokkasap  ชีววิทยา มันก็ตกหายเรื่องพลังงานไฟฟ้าเคมีชีวภาพของระบบอายตนะ สรีรวิทยา(Physiology) กายวิภาควิทยา(Anatomy)มันก้เรียนแต่เรื่องผ่าซาก ผ่าศพ..พลังงานชีวิตตกหายไปทั้งดุ้นอีกเหมือนกัน


Atthanij Pokkasap  พุทธน่ะ...ไบโอ ฟิสิคส์(Bio Physics) นะน้อง..ไบโอ ฟิสิคส์..


Atthanij Pokkasap  ตอนหน้า..จะเป็นตอนสำคัญ..ว่าด้วย..
ความสัมพันธ์ อันสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่าง..
ลมหายใจเข้า+ออก กับ..
เลือด(ฐานกำลังของเสมหะ) และ น้ำดี (ปิตตะ)
ที่มาของ อำนาจไสยศาสตร์ และ..
อนุตตรธรรม ที่เป็นปาฏิหาริย์ทั้งมวลของพระศาสนา


Atthanij Pokkasap  พระศาสดา ไม่เคยปกปิดคำสอนใดๆ...มีแต่ท้าทายและท้าพิสูจน์ จนเป็นที่มาของ..อนุสาสนีปาฏิหาริย์..อย่าทำตัวเก่งเสมอหรือเก่งกว่าพระศาสดา...


Atthanij Pokkasap  อธิบายความสัมพันธ์ ได้ด้วย...
๑.หลักวิชา วิทยาศาสตร์โภชนาการ หรือ โภชนศาสตร์
(Nutrition Science...คือ Food & Biological Chemistry)
๒.วิทยาศาสตร์ควอนตัมสัมพัทธภาพ หรือ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า(Modern Science) แห่ง คริสตศตวรรษที่20
๓.แพทย์แผนพุทธ(แพทย์แผนโบราณ)
๔.ไตรภูมิพระร่วง
๕.ตำรานวดแผนโบราณ
...หลักๆ มี ๕ ตามว่านี้ครับ.




Wednesday, December 28, 2016

๙๕.Buddha-Dharma-Sangha-Science-Fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-Religion-Language-Math-Mind-Universe-Meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food=Good Life Health.



95.พระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระสงฆ์ - วิทยาศาสตร์ - นิยาย - มวยไทย - ประวัติศาสตร์ - โหราศาสตร์ -ไสยศาสตร์ - ศาสนา - ภาษา - คณิตศาสตร์ - จิต - จักรวาล - สมาธิ - โยคะ - ดนตรี - ศิลปะ - เกษตรกรรม - สมุนไพร - อาหาร = สุขภาพและชีวิตที่ดีงาม








Atthanij Pokkasap  :



ข่าวสาร จาก...พุทธตันตระ สยาม
ตอน...จิตสรีระร่าง..ร่างกายที่ชาวพุทธวันนี้ ไม่รู้จัก!!!
.... ....



...ชาวพุทธโบราณมีตำราจิตสรีระวิภาค ที่ต้องเรียนรู้ก่อนฝึกกรรมฐาน อยู่ในพุทธตันตระทั้งหมด   ชาวพุทธโบราณแบ่งองค์ประกอบร่างกายแบบเดียวกับวิชาฟิสิคส์ โดยเฉพาะ จลนศาสตร์ (Dynamics แบบเดียวกับโหราศาสตร์ดวงดาว)  และ นิวเคลียร์ฟิสิคส์


...ฉะนั้น  อย่านำวิชาชีวะ และสรีระวิทยา หรือกายวิภาคแบบชีววิทยายุคเก่า (สมัยล่าอาณานิคม)  มาเปรียบเทียบ   เพราะจะทำให้โง่และขี้โกง....



ธาตุ  - ตามหลักชาวพุทธโบราณหลังจากปะทะสังสรรค์กับวิชาการแพทย์อันสุดยอดของ
บาบิโลเนียนแล้ว...ประกอบแบบเดียวกับจักรวาล  คือ  ดิน (ปถวีธาตุ), น้ำ (อาโปธาตุ),
ไฟ (เตโชธาตุ), ลม (วาโยธาตุ), อากาส (อากาสธาตุ) และ วิญญาณธาตุ (อันที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรียกว่า Subjectivity of Time และ...Participeter...ที่มาแทน Observer แบบที่หน้าด้านใช้ในงานวิจัยปัจจุบันทั่วไปอยู่)...


...เป็นการแบ่งตามคุณสมบัติพื้นฐานทางฟิสิคส์   เพราะชาวพุทธโบราณเน้นไปที่ปรากฏการณ์ของแรง...การกระทำ (กรรม) ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่...ไม่มีอะไรเป็นเรื่องหยุดนิ่ง...ทุกอย่างต้องเรียนรู้ในสภาวะของเหตุการณ์ที่กำลังไหลเลื่อน(อนิจจตา)


...องคาพยพ ที่เรียกอาการ ๓๒ (ทวัตติงสาการ) เป็นอวัยวะตามคุณสมบัติธาตุดิน ๒๐ ชนิด คุณสมบัติแบบธาตุน้ำ ๑๒   ลมที่เคลื่อนไหวในร่างกายก็จำแนกเป็น ๖ กลุ่ม   และธาตุไฟ (กระบวนการเมตาโบลิสม์ภายในเซลล์) อีก ๔ กลุ่ม


...แยกเวลา กลางวัน-กลางคืน แบบเดียวกับปรากฏการณ์การหมุนของโลก อีก ๒ กลุ่ม คือ
แบบสุริยคติ และแบบจันทรคติ โดย...


...จิตที่ทำงานในตอนกลางคืน (จิตใต้สำนึกจิตไร้สำนึก)  มีวิถีเป็นเวลากลางคืน  เรียกวิถีเวลากลางคืนภายในของจิตนี้ว่า จันทระกลา


...จิตที่ทำงานในตอนกลางวัน (จิตสำนึก ปกติ)  มีวิถีเป็นเวลากลางวัน  เรียกวิถีเวลากลางวันภายในของจิตนี้ว่า สูรยะกลา


...ปรากฏการณ์เวลาภายใน หรือ จิตผู้ลำดับเหตุการณ์นี้ คือ สนามเวลาที่รองรับชีวิตและอายุขัยของสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตวบุคคล  คือเรา-ท่านทั้งหลาย เป็นต้น



...ในวิชาแพทย์ฝ่ายพุทธตันตระ...การสูญเสียระเบียบของเวลาภายใน  คือที่มาของการกลายพันธุ์ของอวัยวะที่ประกอบเป็นองคาพยพทั้งหมดเป็นร่างกาย...นี่เอง


..พูดด้วยสมัยใหม่ก็คือ การทำลายเวลาของจิต (ไม่แยกแยะกลางวันกลางคืนของคนปัจจุบัน) เป็นที่มาของการทำให้สนามแรงที่รองรับอวัยวะในระบบหายใจและระบบขับถ่ายพินาศ..ได้แก่การกลายพันธุ์ของกรดอมิโน..ที่มาของ เบาหวาน ความดัน และมะเร็ง  รวมทั้งภูมิแพ้ทั้งหลายด้วย...






...มีความรู้อะไรจะมาฝึกจิตและจะมานั่งสมาธิ...อ่านตรงนี้ก่อน...อย่าโง่แล้วขี้โกงหน้าด้านๆกันอยู่เลย....มีความเป็นมนุษย์กันเสียบ้าง...เก่งมาจากไหน   มาเรียนกรรมฐานข้ามหน้าวิชาจิตสรีระศาสตร์ฝ่ายพุทธตันตระ!!!   เหมือนเรียนหมอแล้วไม่ยอมเรียน สรีระวิภาควิทยาเลย....สมองบิดเบี้ยวสิ้นดี...


คนทุกวันนี้ทำงานไม่รู้กลางวัน  ไม่รู้กลางคืน...เป็นมะเร็งตายเร็วเลย....(มะเร็งก่อตัวและกำเริบ เพียง ๓ เดือน  ก็จบชีวิต)    เพราะกรดอมิโนกลายพันธุ์  เนื่องจากสนามเวลารองรับอวัยวะแต่ละส่วนสับสน.. อย่างเกรงใจของธรรมชาติ  ก็เบาหวาน  ความดันและภูมิแพ้...สะสมมาจากการไปสร้างความสับสนให้เวลาของจิตกันทั้งนั้น...


ครับ...แพทย์สมัยใหม่ไม่มีความรู้เรื่องจิตเลย..เพราะวิชาที่เรียนเป็นแบบ Observer  ไม่ใช่แบบ Participater  ที่เพิ่งมีการค้นพบเมื่อหนึ่งร้อยปีมานี้เอง!!!      
Participater...จิตผู้ลำดับเหตุการณ์ถูกค้นพบโดยวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ    ยังไม่มีศาสตร์ที่แอบอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์สายไหนเอาไปประยุกต์ใช้ได้แม้แต่สาขา...โจรวิชาการโดยแท้...


พูดแบบสมัยใหม่จริงๆ    พิกัดของจิตอยู่ที่ โฟคัสของ Vibrations จากอายตนะประสาททั้ง ๖ ระบบ....ถ้าหมออ้างอย่างที่ว่ามา...แสดงว่าหมอแย้งกฏอนุรักษกรรมแห่งพลังงาน...หมอตอแหล...ไม่รู้วิทยาศาสตร์จริง!!


มะเร็ง  เบาหวาน  ความดัน  ภูมิแพ้...เอดส์.   หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน. เป็นโรคสมัยใหม่ที่แพทย์สมัยใหม่ล้มเหลวแล้วอย่างสิ้นเชิง    เพราะไม่มีความรู้เรื่องจิตอย่างที่อารยธรรมโบราณค้นพบ....หน้าด้านมาก...โจรสุขภาพ...ฉีกกก...หน้ากากความรู้แพทย์สมัยใหม่ของไทย...
มันดิครับ..งานนี้...สูงส่งกันนักไม่ใช่รึ....


...ขั้นที่ ๑ ไปหัดหายใจเลย...หายใจยาวๆ   คิดได้เมื่อไหร่ทำเมื่อนั้น...ครั้งละ ๓-๕ นาที...ธรรมชาติเค้าให้โอกาศเวลาท้อและเหนื่อยก็ถอนใจยาว    แต่ไม่เอามาเป็นนิสัยเอง...มันจึงป่วยง่าย  กรอบง่าย  แล้วก็แก่ง่าย...หายใจยาวๆเป็นนิสัย   มันจะเกิดญาณโตงเตงโตงเว้า   สัมผัสรู้สัมผัสเห็นอะไรอีกเยอะแยะ   แต่ที่ผ่านๆมาหายใจตามอารมณ์ตามยะถากรรมทำร้ายตัวเองกันทั้งนั้น...





...ที่สุขภาพขนาดอายุ 38 ครับ....เพราะท่าเคลื่อนไหวในศิลปมวยไทยหลายท่า...ไม่ปรากฏมีแล้ว...ต้องแสดงเอง  ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบนัก (เพราะขาขวาที่หักแล้วหมอต่อยึดไม่ดี  มีปัญหากระดูกรอยต่อคดเกือบฉาก)...


ตำรามวยไทยรุ่นแรกๆ มีหลักฐาน  ไม่ว่าจะของ ครูกิมเส็ง ที่เป็นต้นแบบของประเทศเอง หรือของ อ.เปลี่ยน สมชาติ (ตำรับพระเจ้าเสือ)  ของ น.วงษ์ธนู (ลูกหลานทหารเรือ...แขกจาม) และของ ไชยยันต์  ศิษย์ ผล พระประแดง...พูดถึงเรื่องการฝึกสมาธิทุกเล่มครับ...เป็นศิลปะการต่อสู้ของพุทธตันตระแน่นอน....ตำราที่เขียนในช่วง พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๐ ได้เอามาเปิดเผยประจานแน่นอนว่า  ชั้นหลังๆมานี่  กูรูที่หาความซื่อสัตย์ไม่มี  มันตอแหลลวงโลกอะไๆรกันไว้บ้าง....


ฝอยประวัติ (เหลือเชื่อตัวเองนิดนึง)...ผมต่อยมวยไทยแค่ 18 ครั้งเท่านั้นครับ  แต่ 5 ครั้ง เป็นการเป็นตัวแทน  แทนเพื่อนนักมวย (สวมรอย) ขึ้นชิงแชมป์มวยไทยรุ่น แบนตัมเวท ทั้งของ ราชดำเนินและของลุมพินี   เหตุที่เพื่อนอ้างป่วยชกไม่ได้เพราะแชมป์น้ำหนักเกิน   ขึ้นต่อยเอาเดิมพันเล่นเป็นยก   ผมทำให้เพื่อนได้กินเดิมพันหมด...(แพ้  เพราะไม่ออกจากมุมทั้ง ๕ ครั้ง เพราะต่อกันเป็นยก  ชนะเดิมพันแล้วเลยไม่ต้องออกจากมุม...ชกเอาสนุกแลัมันเข้าว่า  ไม่ได้สนเรื่องรายได้หรืออนาคต ครับ)     สไตล์เอาเดิมพัน สกปรก ตุกติก ทุกรูปแบบ...ถนัดมาก....


...สมเดช ยนตรกิจ  อีซ้ายฟ้าผ่า..อดีตคนพายเรือจ้างข้ามแม่น้ำมูลครับ..
ฟ้าใส ทวีชัย  ซ้ายหนักธรรมชาติแบกน้ำหนักจนกรอบแพ้ภัยตัวเองไปเลย..การแบกน้ำหนักที่ดีต้องเตรียมพร้อมตั้งกะการซ้อมกระสอบทรายที่หนักพิเศษ และเล่นบาร์เบลแบบนักยกน้ำหนักครับ
แต่ที่แน่นๆ...การฝึก "ท่าจับ" ที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดในการฝึกมวยไทย..คือสุดยอดในการแก้และเก็บอาวุธคู่ต่อสู้ทุกรูปแบบครับ...


ผมไม่หนักแต่...แรง เร็ว และคม ครับ    แข็งแรงและมีแรงปะทะมหาศาล...เกิดจากการยกน้ำหนัก (บารฺเบล) แบบนักยกน้ำหนักครับ...ยกแบบเอากำลัง ไม่เอากล้ามเนื้อ  มีจังหวะการหายใจและจังหวะดึงน้ำหนักที่ค่อนข้างเร็วกว่านักยกน้ำหนัก...แล้วแรงปะทะมหาศาลเลย....นักมวยทุกวันนี้ไม่ชอบออกกำลังเรื่องนี้   แรงปะทะห่วยแตกทุกคน...กระสอบก็ซ้อมกระสอบเศษผ้าเศษฟองน้ำ....



                                                                                             ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap