Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label พระนาคเสน. Show all posts
Showing posts with label พระนาคเสน. Show all posts

Wednesday, January 11, 2017

58.Breaking Dharma PART 57




Breaking Dharma PART 57...!!!
....


สติ ในความหมายของชาวพุทธโบราณนั้น
คือปัญญาในการแยกแยะ ดี-ชั่ว
และเป็นปัญญาที่สร้างความฮึกเหิมที่จะลงทุนด้วย
พฤติกรรมให้ชีวิตของตนเองมีคุณค่าสูงสุด (เศรษฐศาสตร์ชีวิต!!!)

นี่คือ หลักฐาน ที่ทำให้รู้ว่า พวกท่านทั้งหลาย
บิดเบือนความหมาย สติ ของชาวพุทธโบราณ  จงมาดู....!!!


ขณะนั้น พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการ
ตรัสถามด้วยลักขณะแห่งสติต่อไปว่า
"ภันเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า
สติเล่า มีลักขณะประการใด?"

พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า
"มหาราช ดูกรบพิตรพระราชสมภาร
สติลักขณะมี ๒ ประการ คือ
อปิลาปนลักขณาสติ ๑
อุปคัณหณลักขณสติ ๑

อปินาลักขณาสตินั้น คือ
อารมณ์ให้ระลึกในธรรมทั้งหลาย
คือเตือนว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว
สิ่งนี้ ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ
สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาว สิ่งนี้ดำ
... ...ฯลฯ
เปรียบปานดุจภัณฑาคาริกบุรุษผู้หนึ่งเป็นชาวคลังของบรมจักร
ย่อมทูลบรมจักรตักเตือนให้ระลึกถึงสมบัติทุกเช้าเย็น
ทูลว่า เครื่องประดับช้างเท่านั้น ม้าเท่านั้น รถเท่านั้น
พลเดินลำลองเท่านั้น ทองเท่านั้น เงินเท่านั้น
มีครุวนา ฉันใด

อปิลาปนลักขณาสติ เมื่อบังเกิด
ก็เตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงปฏิภาคธรรมทั้งหลาย
คือกุศลอกุศลบาปบุญคุณโทษ...ฯลฯ
เหมือนชาวคลังระลึกทูลเตือนบรมจอมจักรพรรดิ
ให้ระลึกถึงสมบัตินั้น ขอถวายพระพร...ฯลฯ

และ อุปคัณหณสติ นั้น
เมื่อจะบังเกิดในสันดานนี้ ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี
ย่อมพิจารณาว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการ ธรรมสิ่งนี้หาอุปการมิได้
ก็นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นประโยชน์
นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นอุปการ
ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นอุปการ

ดูรานะ บพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ
อุปคัณหณลักขณาสตินั้น มีลักขณะละเสียซึ่งสิ่งอันชั่ว
ถือเอาแต่สิ่งอันดีนี้แหละ ขอถวายพระพร

เปรียบปานดุจนายประตูของบรมกษัตราธิราช
ถ้าเห็นผู้ใดประหลาดเข้าไปสู่ประตูพระราชวังนั้น
ก็ห้ามเสียมิให้เข้าไป
ผู้ใดที่เป็นอุปการแก่บรมกษัตริย์เจ้าคือ ข้าเฝ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้น
ก็ให้เข้าไปสู่พระราชฐาน..ฯลฯ...

สติอันเป็น อุปคัณหณลักขณาสติ เมื่อบังเกิด
ก็เตือนอารมณ์ให้เว้นเสียซึ่งอันเป็นโทษ
ถือเอาซึ่งธรรมอันเป็นประโยชน์เป็นคุณ
จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "ภิกขเว"
ดูรานะภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตนี้สรรเสริญว่า
สติให้สำเร็จประโยชน์นำเสียซึ่งโทษ (ให้ไปปราศ)
โปรดไว้ ฉะนี้ ขอถวายพระพร"


อัญเชิญ ย่ออรรถะ จาก สติลักขณปัญหาเป็นคำรบ ๑๒ ปฐมวรรค
มิลินทปัญหาฉบับพิสดาร  ฉบับหอสมุดแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๑๖


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอด
06:09 น.แรม ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ วันอังคารที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖


หมายเหตุผู้อัญเชิญมาถ่ายทอด;

สติตามความหมายของชาวพุทธโบราณ เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาชั้นสูง
ต้องมีการเรียนรู้มาก่อนหน้าอย่างมากมาย  เป็นฐานของความเพียร (สัมมาวายามะ)
ผู้มีสติย่อมต้องมีความบากบั่นมุ่งมั่นต่อการแสวงหาธรรมพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตของตน

ฉะนั้น การที่มีบางคำสอนว่ารู้น้อยปฏิบัติดีกว่ารู้มาก (แล้วมัวแต่แสดงความรู้โดยไม่ปฏิบัติ)
จึงเป็นไปไม่ได้  เป็นการแสดงธรรมบิดเบือนคำสอนหลักพระศาสนาโดยแท้
พระพุทธศาสนานี้เป็นลัทธิความเชื่อ และเต็มไปด้วยกระบวนพิสูจน์สำหรับ
ผู้มีปัญญา ไม่ใช่เรื่องของผู้รู้น้อย..ครับ!!!

การปฏิบัติธรรม  ปฏิบัติสมณธรรม ต้องอาศัยสติที่ประกอบด้วยปัญญา
ย่อมทำให้เกิดความกระตือรือร้นในความเพียร (วายามะ, สัมมัปปธาน ๔)
เพื่อการลงทุนแสวงหาประโยชน์แลประสิทธิภาพสูงสุดของชีวิต
ไม่ใช่เอ้อระเหย  แม้กระทั่งดีชั่วก็แยกแยะไม่ออก
แล้วเที่ยวประกาศออกมาว่า  ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น..




...สังคมที่แยกแยะดีชั่วไม่ออกจะเอาแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเฉพาะตนโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษยืด้วยกัน สังคมแบบนี้  สังคมของสัตว์เดรัจฉานยังมีมาตรฐานสูงกว่า ครับ....

...ภาษาไทยชั้นหลังๆมาเนี่ย  เอาศัพท์สูงของพระพุทธศาสนามายำ..บูดเละเทะเลย   
ภาษาไทยยุคปัจจุบันเอาสติในพระพุทธศาสนามายำซะบูด เละเทะเลย..
พฤติกรรมเป็นไปตามที่ชาติเพื่อนบ้านหลายๆชาติเค้าว่า...ไทย.... อย่างแดกดันและดูถูก...สม!!!




                                                                                                          ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

Friday, January 6, 2017

43.Breaking Dharma PART 42





Breaking Dharma PART 42...!!!
....



พระพุทธศาสนา ค้นพบ ปรากฏการณ์เวลา


ใน พ.ศ. ๓๙๒

คิง เมนันเดอร์ (มิลินทราช) กษัตริย์นักปราชญ์กรีก มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ปกครองอาณาจักรตลอด
ลุ่มแม่น้ำกาบูล  จดลุ่มแม่น้ำสินธุ  ทะลุลุ่มแม่น้ำคงคาใน ช่วงคาบ พุทธศตวรรษที่ ๔ และที่ ๕
คุยเรื่อง..การค้นพบ ปรากฏการณ์เวลาของพระพุทธศาสนา กับท่านพระนาคเสน มีความว่า ดัง นี้...ครับ..


"ราชา" สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นธรณีมีพระราชโองการถามพระนาคเสนว่า
"ภนฺเต นาคเสน" ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ

ธรรมสิ่งใดเล่า  เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นอดีต ?
ธรรมสิ่งใดเล่า  เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นอนาคต ?
ธรรมสิ่งใดเล่า  เป็นมูลแห่งกาล อันเป็นปัจจุบัน ?

นิมนต์วิสัชนา ให้แจ้งก่อน!

พระนาคเสนถวายพระพร ว่า "มหาราช" ดูรานะ มหาบพิตรพระราชสมภาร

ธรรมที่จะเป็นมูล แห่งกาลทั้ง ๓ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน นั้น
ได้แก่ พระปฏิจจสมุปปาท
คือบทว่า อวิชฺชา ปจฺจย..นี้ตลอดไปจนจบ
นี้แหละ เป็นมูล แห่งกาลทั้ง ๓ นั้น

"ปุริมโกฏิ"
ที่สุดเบื้องต้นแห่งกาลทั้ง ๓ จะได้ปรากฏ หามิได้

ก็ที่สุดเบื้องต้น แห่งมูล แห่งกาลทั้ง ๓ ไม่ปรากฏนั้น
ได้แก่ เราท่านบังเกิดมานี้ เป็นรูป เป็นกาย เป็นจิต เป็นใจ แต่เมื่อไรมา ก็ไม่ปรากฏ
ถึงสมเด็จพระศรีสุคตทศพลญาณเจ้า เมื่อเปล่งพระญาณสอดส่องไปดู
เวไนยสรรพสัตว์ทั้งปวง
ว่าที่สุดเมื่อแรกจะตั้งเป็นรูปเป็นนามมานี้  แต่ครั้งไรมา
จะเล็งเห็นที่สุดเดิม หามิได้

มาทรงทราบ เข้าพระทัย แต่ว่า
"อิเม สพฺพสตฺตา" บรรดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้
คือ เทพา มนุษย์ และสรรพสัตว์อื่นๆ นอกกว่านั้นก็ดี
บังเกิดมานี้ อาศัยอวิชชา บังปัญญาไว้

มิได้เห็นทางพระนิพพาน
ที่จะหาเดิมว่า ตั้งรูป ตั้งนาม ตั้งสังขารมาช้านานเท่าใดนั้น
ก็สุดสำคัญ ที่พระพุทธญาณจะกำหนดได้
ที่สุด ต้นเดิมแห่งสังขาร
นานกว่านาน เหลือที่พระญาณ จะกำหนดได้
ขอ บพิตร พระราชสมภาร พึงสันนิษฐาน
เข้าพระทัย ด้วยประการดังนี้

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ามิลินทร์บรมกษัตริย์ ได้ทรงฟังพระนาคเสน
ถวายวิสัชนาว่า
อวิชชา ปัจจยา..ฯ เป็นกาล ๓ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน
ปัจจุบันนั้นจะมี ก็ อาศัย อวิชชา
เมื่อทรงทราบ ด้วยพระปรีชาญาณ ดังนี้แล้ว ก็สาธุการพระนาคเสนว่า

พระผู้เป็นเจ้า พยากรณ์แก้ปัญหานี้ สมควรในกาล บัดนี้.


จาก อัทธานปัญหา ที่ ๑ ตติยวรรค มิลินทปัญหาฉบับพิสดาร

(ถอดความเป็นภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัว พ.ศ ๒๓๖๗-๒๓๙๔  
ซึ่งยกย่องกันว่า เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก  เพราะต้นฉบับโบราณสูญหายไปแล้ว ต้องอาศัยฉบับภาษาไทยนี้แปลกลับไปเป็นภาษาบาลี-มคธใหม่)


ข้อสังเกต;

๑.ปัญญาแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการค้นพบของชาวกรีกไอโอเนียน
(Ionion..อียอน>ยวนะ>โยนะ>โยนก...แคว้นโยนกสมัยพุทธกาล  คือ กรีกไอโอเนียน) 
เกิดจากการสันทนาการกับพระพุทธศาสนา ครับ


๒. เวลา เกิดจาก ปฏิจจสมุปปาท เป็นศัพท์เทคนิค ของเหตุเกิดแห่งทุกขฺ 
(ทุกขสมุทัย..ที่ขึ้นคำสวดว่า อวิชชา ปัจจยา สังขารา..สังขารา ปัจจยา วิญญาณัง ในงานสวดศพ..) 
เปิดเผย ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนา ค้นพบว่า...จิต คือ ผู้ลำดับเหตุการณ์   
ลำดับเหตุการณ์ ก็คือ เวลา และเป็นที่มาของ ตัวเลข

วิทยาศาสตร์ที่ค้นพบเรื่องเวลา  ที่เรียกว่า Subjectivity of Time 
มีเฉพาะในวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ แห่งคริสตศตวรรษที่ 20   เปิดเผยโดย ไอน์สไตน์ (ค.ศ.1905) เท่านั้น..
เป็นวิทยาศาสตร์สัมพัทธระหว่างพลังงานนิวเคลียร์และจริยธรรมที่โบราณกำหนดให้กับมนุษย์ โดยตรง 
ไม่มีในวิทยาศาสตร์นอกไปจากนี้ทั้งสิ้น...

..วิทยาศาสตร์แห่งพลังงานนิวเคลียร์ และ จริยธรรมแห่งอนุภาค....ครับ!!!


๓. ตามคำวิสัชนาใน อัทธานปัญหา นี้ เห็นชัดว่า..
ท่านอธิบาย  ความหมายของ ความไม่รู้ (อวิชชา) หมายถึง..
การไม่รู้..ที่พิสูจน์ จนถึงที่สุดแล้วว่า .." ไม่รู้ "
แต่..นักการศึกษาเมืองไทยพูดแบบนกแก้วเหมือนกันหมด  คือ 
นำไปมั่วกับความหมาย " การเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) " ครับ.


๔. ฉะนั้น  เมื่อรู้เรื่องของจิต  ย่อมต้องรู้เรื่องของปรากฏการณ์เวลา และการล็อคสนามเวลา (เจ้าชายสิทธัตถะแสดงไว้แล้วในใต้ร่มหว้า  ในราชพิธีแรกนาขวัญ  เมื่อครั้งอายุ ๗ ขวบ  อย่าบิดเบือนและเลี่ยงปาฏิหาริย์แห่งจิตครับ)  
ควบคุมจิตได้ ก็ควบคุมสนามเวลาได้ และควบคุมตัวเลขแห่งเหตุการณ์ต่างๆได้   
เป็นที่มาของ การรู้อดีต (บุพเพนิวาสานุสสติญาณ)   การรู้อนาคต (จุตูปปาตญาณ)   
สุดท้าย การดำรงอยู่ในขณะปัจจุบันด้วยคุณภาพแห่งสุขสูงสุด (อาสวขยญาณ)


หยุด..!!  คอร์รัปชั่นธรรม และคำสอนตามเป็นจริง ของพระพุทธศาสนากันได้แล้วครับ..
อย่าได้เลวทรามลงไปกว่าที่กำลังเป็นอยู่กันในขณะนี้เลย...


Atthanij Pokkasap รายงานจากขอนแก่น
08:19 น.ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ วันอังคาร ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖




...ชาวพุทธทุกวันนี้  มันเรียนอะไรกัน ครับ???!
พูดเป็นนกแก้วกันอยู่ได้   กำหนดจิต ๆๆๆๆๆๆๆๆ
รู้จักจิตกันจริงแล้วละหรือ?????????!

...จิตน่ะกระจายไร้สภาพอยู่ในลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่ขาดๆหายๆตามกิเลส นู้นนน...รวบรวมง่ายตายละ..

...กลับไปที่ต้นเรื่อง จิต น่ะ เป็นแม่กุญแจ กาย ก๊ออ..ลูกกุญแจ...อะไรเอ่ย ลูกจัญไร ไชก้นแม่.?..
ไชเสร็จก็ต้องหารหัสเป็นรอยฟันหยัก เพื่อให้แม่กุญแจอ้า....แม่กุญแจ  ก็แค่ ปริตตารมมณา...ยังหาไม่เจอเลย...




                                                                                                   ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap