Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ไสยศาสตร์ไทย. Show all posts
Showing posts with label ไสยศาสตร์ไทย. Show all posts

Saturday, January 5, 2019

ต้นตอไสยศาสตร์ไทยต้องศึกษาจากวรรณคดีไทย เรื่อง "ลิลิตพระลอ" เท่านั้น




Atthanij Pokkasap  



อยากรู้จักต้นตอไสยศาสตร์ไทย


ต้องศึกษาจากวรรณคดีไทย เรื่อง "ลิลิตพระลอ"เท่านั้น 


เพราะเป็นเอกสารเก่าแก่กว่าใครทั้งหมดที่บันทึกเท็คนิคต่างๆของ


ไสยศาสตร์ไทยเอาไว้..ก่อนล้วงลึกตามรอยไปถึงรากเหง้า...คือ


ชาดกในพระพุทธศาสนา



ส่วน..เดรัจฉานวิชา..แปลตรงว่า วิชาที่เป็นไปในทางขวาง...


ขวางปัญญา.. ดวงตาเห็นธรรม..ครับ


ขวางปัญญาเพื่อการหลุดพ้นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ครับ...


ใครมันขัดขวางศรัทธาเพื่อ


การเกิดปัญญาหลุดพ้น...เป็นเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น ...

ไม่ใช่ประเภทวิชา แต่เป็นประพฤติของพวกมีวิชาครับ


Wednesday, January 2, 2019

ยันต์...จิตที่ใช้สร้างอำนาจไสยศาสตร์ให้ศักดิ์สิทธิ์



Atthanij Pokkasab

10 มิถุนายน 2015


อารัมภบท....
"ยันต์เรียกโจรมาให้ประชุมชนลงโทษ"
เป็น ยันต์พญาเต่าเลือน ใช้คาถาหัวใจพญาเต่าเลือน กับ...ฯลฯ ไสยศาสตร์ไทยใช้จัดการกับพวกโจรปล้นชาติขายแผ่นดิน โจรปล้นและโกงภาษีแผ่นดินโดยตรง...
แค่มีรูปหน้าของมัน หรือรอยหลักฐานที่พวกมันทำทิ้งไว้.. นำมาใช้เข้าพิธี เรียกมันมารับโทษได้ทั้งหมดครับ
จิตที่ใช้สร้างอำนาจไสยศาสตร์ให้ศักดิ์สิทธิ์...
มีองค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ
๑. ปฐมจิต ที่สร้างภาพฝัน
๒. ศรัทธาแห่ง พระรัตนตรัย ที่บริสุทธิ์มั่นคง
๓. สติที่เชื่อมต่อระหว่าง องค์ประกอบ ข้อ ๑.กับ ข้อ ๒. ที่ศัพท์เทคนิคพระพุทธศาสนา เรียกว่า "อาทิมิทฺธสติวิธา" และ มัชฌิมมิทฺธสติวิธา"
จะค่อยๆถ่ายทอด..แล้วมาแข่งกันฝึกเรียกโจรใหกลับมารับตีน กันครับ.....

Sunday, December 23, 2018

เกร็ดความรู้ด้านโหราศาสตร์; คัมภีร์สุริยยาตร์



เกร็ดความรู้ด้านโหราศาสตร์
คัมภีร์สุริยยาตร์ 

* จากหลักฐานการศึกษาของชาวพุทธโบราณ ที่มีร่องรอยทางโบราณคดี ตำนาน เรื่องปรัมปรา อย่างหลากหลายอยู่ในราชอาณาจักรสยาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มาจนถึงยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ คือระหว่าง พ.ศ. 1720 ถึง พ.ศ. 2394
...การศึกษาของชาวพุทธโบราณแยกออกเป็น 2 สาย
ตามวิธีการจำแนกของคัมภีร์ "ปัญจตันตระ" หรือ "หิโตปเทศ" ซึ่งเป็นเอกสารโบราณที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 11 ได้เป็น...
...สายที่ 1...เป็นสายนักรบ เรียกว่า "ศัตรวิทยา"
ซึ่งต้นราชวงศ์ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาได้ไปค่อนข้างชัดเจน สายนี้เรียกรวมๆว่า "ไสยศาสตร์ไทย" มีคัมภีร์ต้นหลักสูตรเรียกว่า "คัมภีร์ปถมัง"
...สายที่ 2...เป็นสายนักปราชญ์ เรียกว่า "ศาสตรวิทยา"
ต้นราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยเป็นฝ่ายได้ไป สายนี้เรียกรวมๆในชั้นหลังๆว่า "โหราศาสตร์ไทย" คัมภีร์ต้นหลักสูตรก็คือคัมภีร์สุริยยาตร์นี้เอง
...วิชาการทั้ง 2 สายนี้เคยรวมตัวเป็นเอกภาพครั้งสำคัญ คือรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทำให้ยุคกลางของกรุงศรีอยุธยาเรืองอำนาจอย่างยิ่งใหญ่กระทั่งมาจบลงเมื่อสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

* หลักฐานคัมภีร์สุริยยาตร์นั้นปรากฏอย่างเด่นชัดอยู่ในประวัติศาสตร์ของวิชาโหราศาสตร์ไทยเอง และศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง
ในรัชสมัยของพ่อขุนพระญาลิไทย. โดยหลังจากที่พ่อขุนพระญาลิไทยทรงเรียบเรียง "เตภูมิกถา" หรือที่เราคุ้นหูในชื่อ "ไตรภูมิพระร่วง" สำเร็จแล้ว
ก็ได้ทรงเป็นประธานชำระวิทยาการโบราณต่างๆ ของอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำสินธุ
ที่แผ่เข้ามาสู่ตอนใต้ของอินเดียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนหน้า ให้ยุบตัวลงมาเป็นสรรพวิทยาการของสังคมชาวสยามอย่างเป็นเอกเทศและมีเอกภาพ
* ตัวหนังสือไทยหรือ "ลายสือไทย" เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับสรรพวิทยาการเหล่านี้คู่กับอักษร "ขอมไทย"
ที่พัฒนามาจากอักษรคฤนห์สมัยราชวงศ์ปัลลวะต้นวงศ์วานของราชวงศ์พระร่วง - ตามจารึกที่พ่อขุนพระญาลิไทยได้สร้างเป็นศิลาจารจารึกไว้
* คัมภีร์สุริยยาตร์นั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือภาคทฤษฎี และภาคคำนวณ.
...ภาคทฤษฎีนั้น มีเนื้อหาสาระซ้อนทับอยู่ใน "นวมกัณฑ์ (กัณฑ์ที่ 9)" แห่งเตภูมิกถา
...ส่วนภาคคำนวณนั้น อยู่ในคัมภีร์สุริยยาตร์ล้วนๆ มีสูตรคำนวณที่พ่อขุนพระญาลิไทยท่านทรงปรับปรุงขึ้นมาเองด้วย เรียกสูตรนั้นว่า "สรุปอัปปะ"
ใช้คำนวณปฏิทินไทย ปฏิทินโหราศาสตร์ไทย แม่นยำอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ มีผลงานหลักฐานคือปฏิทิน 100 ปีของ อจ.ทองเจือ อ่างแก้ว เป็นสำคัญ

* ท้องฟ้าในไตรภูมินั้น ได้เล่าย้ำหลายรอบแล้วว่าไม่ใช่ท้องฟ้า ไม่ใช่ดวงดาวตามรูปแบบการสังเกตของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
เพราะท้องฟ้าของไตรภูมิเป็นภาพที่มีความทับซ้อนไม่ได้ด้อยกว่าร่องรอยปรากฏการณ์ของนิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ
ที่เป็นภาพถ่ายในห้องฟอง (Bubble Chamber) ในห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ !
ผู้ทำการวิเคราะห์ร่องรอยปรากฏการณ์นิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุจะต้องมีความรู้ด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์สูงล้ำอย่างมากๆ ฉันใด
ผู้ที่อาจหาญมาวิเคราะห์สารพัดคลื่นในระบบอายตนะสัมผัสที่โบราณท่านจำลองออกมาเป็นภาพท้องฟ้าไตรภูมิ ก็ไม่ได้ด้อยกว่า...ฉันนั้น

* ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในกระบวนสังเกตการณ์ของท้องฟ้าไตรภูมิ กับท้องฟ้าดาราศาสตร์ปัจจุบัน ตรงนี้.
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความรู้จักกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
"โลกภายนอก (External World / World of Matters)" และ "โลกภายใน (Internal World)"
พร้อมทั้ง "พิกัดตำแหน่งของมนุษย์" ว่าอยู่ในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์ (Observer)" ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ยุคล่าอาณานิคม และ/หรือ
"ผู้ร่วมในเหตุการณ์ (Participator)" ที่เป็น "จิตวิสัยแห่งเวลา (Subjectivity of Time)"
ตามแบบวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าที่เพิ่งมีการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1905 ที่ผ่านมาหยกๆ

* โลกภายนอก ซึ่งเป็นโลกแห่งความเป็นจริง (External World - The Nature of Reality) นั้น...ยกไว้เลย...
เพราะวิทยาศาสตร์ยุคล่าอาณานิคมอ้างอย่างหัวชนฝาไว้แล้วว่าเป็น "ความสับสนของอายตนะสัมผัสของมนุษย์เอง"

* ส่วน "โลกภายใน (Internal World)" มีโครงสร้างตามประสบการณ์ของชาวพุทธโบราณ ประกอบด้วย
1) ความรู้ที่เกิดจากการรับรู้ทางความรู้สึก (Sensory Knowledge). และ
2) ความรู้ที่เกิดจากการบริหารจัดการระบบการทำงานในเชิงตรรกะของสมอง (Logical Knowledge)
...ความรู้ที่เกิดจากการรับรู้ทางความรู้สึก-ที่ชาวพุทธโบราณเรียกว่า "เวทนา"
อันนี้ - เป็นปรากฏการณ์ถักซ้อนของสารพัดคลื่นพลังงานที่มาจากการสั่นสะเทือน (Vibration)
ที่อายตนะประสาทสัมผัส ปะทะกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือ "สิ่งเร้า" จากภายนอก.
* ชาวพุทธโบราณทำลายกำแพงแห่งความสับสนในเรื่องของความสั่นสะเทือนของอายตนะประสาททั้งหมด
ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันโดยอำนาจฌานชั้นสูง ที่เรียกว่า "สัมมาสมาธิ"
กระบวนการเหล่านี้ถูกทำให้เป็นมาตรฐานมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยนักปฏิบัติการชั้นสูงที่เราเรียกว่า "พระฤๅษี"
และตรรกะการใช้สมองก็มาจากการฝึกสมาธิเบื้องต้นที่อาศัยคัมภีร์ปถมัง เป็นต้น.

* หลักสูตรที่ฤๅษีเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุแล้วได้พัฒนามาตรฐานความรู้ขึ้นนี้
มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล ทั้งยังมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับพระพุทธศาสนา ด้วยบรมครูของวิชาโหราศาสตร์ไทย 2 ท่านแรกก็คือ
1) ท่านอัญญาโกณฑัญญะ เอตทัคคะ หนึ่งใน อสีติมหาสาวก "ผู้เลิศในทางรู้ราตรียาวนานกว่าใคร"
เพราะท่านคือโหรที่พยากรณ์ชะตากรรมของสิทธัตถะกุมารตั้งแต่แรกสมภพจนกระทั่งบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
ทั้งยังได้เฝ้าติดตามผลงานพยากรณ์ของตนอย่างต่อเนื่อง

2) ท่านวังคีสะ นักปราชญ์ผู้พยากรณ์ที่มาที่ไปของดวงจิตทุกดวง-ด้วยการฟังเสียงเคาะกระโหลกศีรษะคนตาย!
เป็นเอตทัคคะ "ผู้เลิศในการร่ายโฉลกสรรเสริญพระบรมศาสดา" ทั้งยังเป็นองค์ต้นของปรากฏการณ์ "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระตถาคต"
...วิชาการแพทย์แผนโบราณมีท่านหมอ ชีวกะโกมารภัจ เป็นบรมครูฉันใด
วิชาโหราศาสตร์ไทยก็มีท่านอัญญาโกณฑัญญะ และท่านวังคีสะเป็นบรมครูฉันนั้น

* การทำความเข้าใจในเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างวิชาโหราศาสตร์ไทยโบราณนี้ จำเป็นต้องใช้ "จินตนาการชั้นสูง"
ให้สมกับที่ท่าน ศจ.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"... เพิ่มอีกสัก [ไม่] หน่อย ว่า...
...เทวดา อินทร์ พรหม ทั้งหลายในศาสนาของอารยธรรมโบราณแห่งเอเซียทั้งหมดเป็น "แบบจำลอง (Model)"
ปรากฏการณ์เชิงลึกของธรรมชาติ มีฐานทางคณิตศาสตร์ และสัญลักษณ์ทางเรขาคณิตรองรับครับ!
* โดยคณิตศาสตร์นั้นค้นพบตั้งแต่สมัยอาณาจักรบาบิโลเนียเรืองอำนาจ และเรขาคณิตค้นพบ
ตั้งแต่ที่กรีกไอโอเนียนเข้าปะทะสังสรรค์กับพระพุทธศาสนาช่วง 300 - 400 ปีก่อนคริสตกาล
ทำให้นักปราชญ์กรีกที่ชื่อ "ยูคลิด" ค้นพบวิชาเรขาคณิตและปรัชญาของความจริงแห่งเส้นสายทั้งหลาย
ที่เรียกว่า Axiom หรือที่ยุคนี้เรียกย่อๆว่า ซ.ต.พ.
...โดยฐานทางเรขาคณิตนั้น ถูกนำไปพัฒนาเป็น "ตรรกะแห่งการใช้อำนาจไสยศาสตร์"
ที่ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาว่า งมงาย ล้าหลัง ฯลฯ ทั้งๆที่พวกกล่าวหาไม่ได้รู้อะไรเลย-ในสิ่งที่ตนเองไปกล่าวหา...นอกจากเชื่อตามอคติที่ตนเองรู้สึก
* ซึ่งเรื่องทำนองนี้ก็มีอยู่นานแล้ว กระทั่งปรากฏอยู่ในบันทึก Quitilion ของปราชญ์โรมัน ข้อที่ X บันทึกไว้ว่า
...Damnant quod non intelligent
...ถอดความเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า...
They damn what they do not understand.
...คือ ไม่เข้าใจ ก็หาว่า ไม่ดี...
* [ฉะนั้น เราควรมาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนขึ้นกันเถิด..]

ในเบื้องต้นการพยากรณ์ของวิชาโหราศาสตร์ไทยนั้น อาศัยตำนานต้นกำเนิดข้อมูลสถิติ, ตำนานต้นกำเนิดข้อมูลสถิติ
อาศัยปัญญาโดยสัญชาตญาณ...ที่คุ้นหูกันว่า "จินตามยปัญญา (Cintamayapanna)"...ปัญญาพื้นฐานที่โลกวิชาการไม่เคยรู้จัก!
* ปัญญาโดยสัญชาตญาณนั้นเป็นพื้นฐานของอำนาจไสยศาสตร์
คือ พระโยคี (ก็นักปฏิบัติการโยคะ น่ะแหละ) ส่งคลื่นความถี่ต่ำจากสมองส่วนกลาง
(ส่วนที่ใกล้ชิดติดบนและหลังกระบอกตา สัญลักษณ์โบราณคือ "ดวงตาที่ 3" กลางหน้าผาก หรือเครื่องหมายสวัสดิกะเหนือหว่างคิ้ว)
ไปสัมผัสกับคลื่นพลังงานต่างๆใน "สนามแรง" (ศัพท์เทคนิกชาวพุทธโบราณเรียกสนามแรงนี้ว่า "อายตนะ" อันหมายถึง "แดนอาศัย")
ซึ่งสนามแรงเหล่านั้นก็มีความสั่นสะเทือนอยู่แล้วจากการกระทบกับ "สิ่งเร้า" อันเป็นเหตุการณ์ของโลกภายนอก...
แล้วท่านโยคีนักปราชญ์เหล่านั้นก็อ่านความหมายจากเหตุการณ์การกระทบกันของสารพัดคลื่นเหล่านั้นเอง.
...เป็นการอ่านเหตุการณ์จากภายในทั้งหมด ไม่ได้พูดถึงโลกภายนอกอย่างที่นักวิทย์หัวโบราณเข้าใจกันเลย...
[ตัวอย่างที่เห็นชัดตรงนี้ก็คือขนาดของดวงอาทิตย์ในท้องฟ้าไตรภูมินั้น มีขนาดแค่ไม่กี่โยชน์
ซึ่งตรงข้ามกับที่นักดาราศาสตร์คำนวณและประกาศไว้ว่าดวงอาทิตย์มี ผศก.ใหญ่โตมโหฬารเป็นแสนเป็นล้านกิโลเมตร...
ก็เพราะกระบวนการวัดค่านั้นมันแตกต่างกันคนละขั้วอย่างนี้ไง]

* ปัญญาญาณที่เกิดจากคลื่นสั่นสะเทือนที่สัมพันธ์กับโลกแห่งวัตถุ หรือ โลกภายนอกนี้
เราสามารถพบเห็นได้จากเวลาเกิดภัยพิบัติใหญ่ๆ ที่สัตว์บางชนิดบางสายพันธุ์เขารู้ตัวกันก่อนหน้า ทำให้หนีรอดพ้นภัยพิบัตินั้นๆได้
"จินตามยปัญญา" จึงเป็นคนละเรื่องกับ "ความคิด" อย่างที่พวกพระนักปราชญ์แปลกันไว้
หากแต่เป็นปัญญาที่เกิดจาก "จิตธรรมชาติ" ของสิ่งมีชีวิต-ไปสัมผัสกับโลกแห่งวัตถุ...เป็นปัญญาโดยสัญชาตญาณ ครับผม!
* เป็นปัญญาที่อยู่บนพื้นฐาน กฎอนุรักษกรรมแห่งพลังงาน (Law of Conservative of Energy) ที่เป็นกฎพื้นฐานทั่วไปของวิชาวิทยาศาสตร์นั่นเอง !?!
* นักวิทยาศาสตร์หัวโบราณพูดถึงโลกภายนอกโดยไม่รู้จักพิกัดตำแหน่งโครงสร้างของตน แต่กระแดะเรียกตนว่าเป็น "ผู้สังเกตการณ์ (Observer)"
...โมเมพิกัดตนเองว่า "เป็นกลาง"...เนี่ย...อุปาทาน หรือ ตอแหล เต็มขั้นตอนอย่างไร้ยางอายเลยล่ะ
...เพราะในโลกแห่งสัมพัทธภาพ ไม่มีที่ตั้งของผู้สังเกตการณ์ ครับ! วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าค้นพบแต่ "ผู้ร่วมในเหตุการณ์ (Participator)"
เพราะผู้ร่วมในเหตุการณ์ คือ ตัวการสำคัญในการสร้างเนื้อหา - โดยเป็น "ผู้ลำดับเหตุการณ์"
...ก๊อออ..ตัวที่ท่านไอน์สไตน์เรียกว่า Subjectivity of Time - จิตวิสัยแห่งเวลา นั่นงั๊ยยยย์
....ไอน์สไตน์ รู้จักจิตวิสัยแห่งเวลา...แต่...ไม่รู้พิกัดที่ตั้งของมัน!
ในขณะที่ คาร์ล มาร์กซ์ ค้นพบพิกัดของมันแล้วแต่โยงความสัมพันธ์เข้ากับทฤษฎีของตนไม่ถูกครับ

* โหราศาสตร์ไทยจึงต้องมีการคำนวณหาพิกัดของ "ผู้ร่วมเหตุการณ์" ก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ลัคนา" !?! ...
การหาพิกัดของลัคนา เป็นการแสดงถึงความรอบรู้ของนักปราชญ์โบราณที่ว่า โลกไม่ได้อยู่นิ่ง
หากแต่หมุนรอบตัวเองด้วย - หมุนรอบดวงจันทร์ด้วย - แล้วก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วย
ความรู้เหล่านี้เกิดจากการใช้ปัญญาโดยสัญชาตญาณ [จินตามยปัญญา] ทั้งสิ้น
จากนั้นสะสมจนเป็นประสบการณ์แล้วสร้างปัญญาจากประสบการณ์ ที่เรียกว่า "สุตามยปัญญา (Suttamayapanna)" หรือ "สุตตมยปัญญา"
แต่ก็ยังไม่ได้ถ่ายทอดความรู้หรือประสบการณ์ค้นพบออกมา...
...ต้องนำประสบการณ์สัมผัสรู้ที่สั่งสมข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ไปผ่าน "จักระ" ที่อก ที่คอ เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นสื่อภาษาพูดของมนุษย์...ต่อไป.

* การขับเคลื่อนข้อมูลมหาศาลผ่านจักระสำเร็จ เป็นปัญญาที่เกิดจากสมาธิ เรียกขั้นตอนนี้ว่า "ภาวนามยปัญญา (Bhavanamayapanna)"
เหล่านี้เป็นขั้นตอนปฏิบัติโยคะของพวกฤๅษี แต่ถูกจัดระเบียบขั้นตอนโดยพระพุทธศาสนา [จรณะ 15 ?]
พระฤๅษีที่เป็นนักปฏิบัติการโยคะจึงศิโรราบเข้ามาบวชแล้วเป็นแนวร่วมสำคัญตั้งแต่รุ่งอรุณของพระพุทธศาสนา
...ความรู้ของเหล่าพระฤๅษีที่ถูกพระพุทธศาสนาพัฒนาและบูรณาการแล้วนี้ละครับ คือประมวล "ปกรณ์วิเสส" เป็น "พ็อกเก็ตบุ้ต"
ที่ชาวพุทธโบราณสะสมเอาไว้เป็นหลักฐานให้กับทายาทเป็นจำนวนมากมหึมามหาศาล ที่ต่อมาถูก เผา ทำลาย และให้ร้ายป้ายสีจนยับเยินไปหมด!!!
ทำให้ราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
กลายเป็นประเทศของชนชาติจรจัด, รุกรานคนพื้นถิ่น, เที่ยวขโมยประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติเพื่อนบ้านมาเป็นของตัวเอง...ตราบจนทุกวันนี้...

* กรุณาจดจำให้ขึ้นใจด้วยนะครับ ราชอาณาจักรสยาม
เป็นราชอาณาจักรเดียวในโลกที่เอาชาวตะวันตกจอมอหังการอย่าง โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส
มาเป็นทหารอาสารับใช้อยู่ในกองทัพ - อยู่ในราชสำนัก.
ในขณะที่ชนชาติอื่นๆในทวีปเอเซียทั้งหมดพ่ายแพ้และตกเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตกเหล่านั้น..ในยุคสมัยเดียวกันแท้ๆ.
...แล้วจู่ๆ ทั้งสื่อ ทั้งตำราเรียนของเยาวชนยุคนี้ กลับจารึกหลักฐานลงไปเองว่า
เป็นประเทศของชนชาติที่เที่ยวขโมยประเพณีวัฒนธรรมของชาติเพื่อนบ้านที่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตกเหล่านั้นไปเสียได้ ?!?
มันจะทำลายเกียรติประวัติของชาติพันธุ์ที่มีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ให้ป่นปี้กันไปถึงไหน ?!?
* โปรตุเกส ฮอลันดา เข้ามาเป็นทหารอาสาอยู่ในกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เพราะมีปราชญ์ชาวสยามเห็นว่าปืนไฟกับดินดำที่ชาติตะวันผลิตขึ้นนั้น มีคุณภาพไม่เท่าไหร่
จึงพัฒนาอานุภาพของดินปืนและอาวุธปืนไฟไปไกลกว่าอย่างก้าวกระโดด
ทั้งโปรตุเกสกับฮอลันดาซึ่งเป็นต้นตำรับอาวุธปืนไฟแท้ๆ ต้องมาขอเรียนรู้โดยการเข้ามาเป็นทหารอาสาในกองทัพ...เคยรู้เรื่องกันไหม?
* สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ท่านทรงส่งเหล่าจอมขมังเวทย์ไปแสดงอานุภาพถึงกรุงปารีส
ทำให้ราชสำนักฝรั่งเศสตกตะลึง! ไม่กล้าเข้ามาล่าเมืองขึ้นในเอเซียเกือบ 200 ปี
เรื่องนี้ก็มีบันทึกเป็นหลักฐานชัดเจนอยู่ในกรุงปารีส ทั้งเหล่าจอมขมังเวทย์ที่ไปประกาศศักดาคราวนั้น นอกจากจะ "ไข่" ทิ้งไว้ที่ฝรั่งเศสแล้ว...
บางท่านที่ไม่กลับสยามก็ยังมีส่วนร่วมในการเมืองฝรั่งเศสอีกด้วย...เคยรู้เรื่องกันไหม?
* ส่วนในยุคของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากเงิน "ถุงแดง" ที่เกิดจากการค้าเกินดุลกับราชสำนักจีนแล้ว
ท่านยังมีเรื่องทันสมัยที่ชาวตะวันตกต้องเกรงกลัวอีกหลายเรื่อง...!!!
* กษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์นี้ล้วนอยู่ในยุคที่ชาวตะวันตกกำลังเรืองอำนาจ และส่งกำลังรบเข้าปล้นทรัพยากรกับล่าอาณานิคมอย่างสนุกมือ
แต่ราชอาณาจักรสยามกลับมั่นคงอย่างยิ่งใหญ่...แล้วไฉนศักดิ์ศรีแห่งชาติพันธุ์จึงสูญสิ้น...
จนชาติเพื่อนบ้านที่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตกทั้งหมดเขาพูดกันลั่นโลกว่า...มันเป็นแค่ขโมยและโจรปล้นวัฒนธรรม! ...ไม่ได้ยินกันเลยหรือ???
[หมายเหตุ]
ข้อมูลชุดการนับเลขโดยโหราศาสตร์ไทย และชุดคัมภีร์สุริยยาตร์นี้
ต้องเล่าไว้เพื่อให้เห็นความสำคัญของวิทยาการที่ชาวพุทธโบราณท่านทิ้งไว้ให้เป็นมรดก และให้เริ่มมอง "ภาพรวม" ของวิทยาการสายนี้ได้ชัดขึ้นครับ

ประวัติศาสตร์ไสยศาสตร์ไทย



Atthanij Pokkasab

19 มิถุนายน 2015

#ประวัติศาสตร์ไสยศาสตร์ไทย
๑. ไสยศาสตร์ปรากฏเป็นจารึกคู่พระพุทธศาสนาขึ้นอยู่ใน จารึกบนฐานพระอิศวรสัมฤทธิ์ จังหวัดกำแพงเพชร พ.ศ.๒๐๕๓
๒. มีการบันทึกเรื่องราวพิธีกรรมอย่างเป็นระบบฉบับแรกสุดเป็นวรรณกรรม เรื่อง ลิลิตพระลอ ในรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ.๑๙๙๑ - ๒๐๓๑)พร้อมๆกับการปรากฏของอาวุธปืน เพราะ พระลอ-พระเพื่อน-พระแพง สิ้นชีพิตักษัย ด้วยอาวุธปืนระดมยิงใส่
๓. ไสยศาสตร์ไทยพัฒนาขึ้นในฐานะวิชาควบคุมอานุภาพอาวุธปืน ถูกใช้ในการพิชัยสงคราม อย่างชัดเจน ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช-สมเด็จพระเอกาทศรถ(พ.ศ.๒๑๓๓-๒๑๕๓) ทำให้ชาวตะวันตกนักล่าอาณานิคมรุ่นแรก คือ โปรตุเกส และฮอลันดา สลายอานุภาพนักล่า มาเป็นกองพันปืนทหารอาสา อยู่ใน หกกองทหารอาสา เกรียงไกรในกองทัพแห่งราชอาณาจักรสยาม
๔. เช่นเดียวกับข้อ ๓. แต่เป็นยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)ที่ทรงส่งตัวแทนไสยศาสตร์ไทยพิชัยสงครามอย่างเป็นทางการไปแสดงถึงกรุงปารีส ทำให้ชาวตะวันตกนักล่าอาณานิคมรุ่นถัดมาอย่างฝรั่งเศส และ, ชะงัก ไม่สามารถแสดงอานุภาพนักล่าอาณานิคม
นอกจากเข้ามาเป็นทหารอาสากองฟันปืนใหญ่อยู่ใน, จนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๙๔) ที่อังกฤษได้อินเดีย จีน และโดยเฉพาะพม่าอังกฤษเข้าครอบครองหมดและเสนอแบ่งให้ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ท่านครึ่งพม่า

การกล่าวถึงไสยศาสตร์ไทยในปัจจุบัน..
ขอประณามพวกไม่รู้จริง และไม่เคยศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยเลยทุกคนครับ ที่ไร้ยางอาย ไร้สำนึก กล้าโกหก อวดรู้ในสิ่งที่ตนไม่ได้มีความรู้ เลย
เป็นพฤติกรรมทางวิชาการที่เลวทรามหาที่เปรียบมิได้ ครับ!!!!!

Monday, December 17, 2018

หนังสือคู่มือไสยศาสตร์ไทยที่เกิดจาก..ทฤษฎีแห่งความศรัทธา




Atthanij Pokkasab
13 ธันวาคม เวลา 09:32 น.

#ผมเจอมากับตัวเองนี่แหละ...
พวกมีความรู้ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตจริง
ที่ทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยกฎหมายโง่ๆ..
กำลังมีอำนาจ ก็จะทำแบบนี้แหละครับ
บ้านเมืองถึงเสื่อมหาความเจริญไม่ได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสิบกว่าปีก่อน
หลายมหาลัยจะเปิดคณะแพทย์แผนไทย
ติดต่อมาที่ผมเยอะมาก
สุดท้ายพอทราบว่า
ผมไม่จบจากสถาบันใดๆทั้งสิ้น
ไม่มีใบปริญญา ใบประกาศใดๆมารับรองด้วย
แล้วตลอดชีวิตก็ไม่เคยขวนขวาย
หาใบรับรอง วุฒิใดๆด้วย..
ก็เลิกติดต่อ หายไปหมด
วันนี้เห็นความรู้ที่ออกมาจากมหาลัยแล้ว
ปล่อยก๊ากเลย
ความรู้อันเป็นเท็จและมโนล้วนๆ
ไม่เกี่ยวกับความเป็นอยู่จริงของชีวิต
แม้แต่วิชาเดียว
ผลจากการดูหมิ่นความรู้
จากประสบการณ์ในชีวิตจริง
และทั้งเหยียบย่ำ ทั้งก้าวข้ามสรรพวิืทยาการ
ตำรับตำราโบราณที่บรรพบุรุษชนชาวสยามบันทึกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไว้ให้มากกว่าชาติพันธุ์ใดๆในคาบสมุทรทะเลจีนใต้เดียวกันนี้ ครับ.

..... ..... .....
ภาพประกอบโพสต์

ภาพที่1.-2.
เหมือนไม่เกี่ยวกับโพสต์ แต่เป็นหนังสือคู่มือไสยศาสตร์ไทยที่เกิดจาก..
ทฤษฎีแห่งความศรัทธา ;
1.ในพระพุทธคุณ(อิติปิโสฯ)
2.ในพระรัตนตรัย(อิสวาสุ) และ
3.ในจารีตประเพณีตามอรรถกถาแห่งชาดก, ธรรมบท..ฯลฯ
4. ตามวรรณคดียิ่งใหญ่เรื่องรามเกียรติ์ที่ สยาม-จาม-ชวา-มลายู รับมาจากอารยธรรมสากลแห่งลุ่มแม่น้ำสินธุก่อนอินเดียไม่ต่ำกว่า 200 ปีขึ้นไป
**วรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์นี่ยังท่องแบบนกแก้วตาบอดในกรงผุๆไม่เลิกนะครับว่า..มาอินเดีย ..มาจากอินเดีย ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดเหมือนสังคมวรรณะของชาวอินเดียทั้งสิ้น ..68 แม่บทรำไทยจากรามเกียรติก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนรำในรามายณะของอินเดียแม้แต่องศาขี้เล็บ ...
เป็นที่มาของภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมรากฐานที่สถาปนาราชอาณาจักร ที่ไม่มีการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยใดๆทั้งสิ้น....หนังสือไสยศาสตร์ไทยโดยอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร 2 เล่มนี้ เป็นเล่มหลัก..ที่ผมใช้เป็นแผนที่คู่มือเบื้องต้นเพื่อค้นหาแผนที่แม่ต้นตำรับ จนทำให้มีความรู้แตกฉานในวิชาโบราณทุกแขนง...และรู้ด้วยว่า มหาลัยไหนสร้างหลักสูตรเท็จลวงโลก จนสติปัญญาทางวัฒนธรรมของสังคมไืทยตกเหว อนาถาและไร้กำพืดอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
2 เล่มนี้..เป็นฉบับตีพิมพ์ เมื่อ พ.ศ.2516 ครับ.
ก่อนหน้า..ผมศึกษาคัมภีร์วิสุทธิมรรคมาตั้งแต่ พ.ศ.2507 ตอนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อายุ 10 ขวบด้วย.

ภาพที่3.
แสดงวิชาการแพทย์ชุบชีวิต ที่ชาดกเรียกว่า "#มนต์สัญชีวนี" โดยพระฤาษีชุบชีวิต หลวิชัย-คาวี เหมือนการสังเคราะห์สเต็มเซลล์ในสมัยปัจจุบัน แต่ประสบความสำเร็จสูงกว่าอย่างเด็ดขาด
พระฤาษีนี่..มีรายละเอียดเพียบในชาดก ในเถรี-เถรคาถา ในเถราปทาน พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา โดยสรุปคือนักวิชาการชั้นสูงสุดที่รอธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะรอบรู้ถึงประวัติศาสตร์ดึกดำบรรพ์ว่าด้วยอุบัติการณ์ของพระพุทธเจ้าแทบทั้งนั้น ขุมกำลังขับเคลื่อนพระพุทธศาสนายุคต้นพุทธกาล ก็ล้วนเป็นเอหิภิกขุที่มาจากพวกเหล่าฤษีทั้งนั้น..ศีล8 และกุศลกรรมบถ10 มาจากจารีตวัตรประเพณีของฤษีทั้งนั้น...หึ้ยย์ !!!

ภาพที่4.
แสดงวิชา "#ฝากครรภ์ย้ายตัวอ่อน" โดยพระฤาษีอังคัต อาจารย์ของพญาพาลี เอาตัวอ่อนจากครรภ์ของนางมณโฑไปเข้ารกฝากไว้ในครรภ์ของแม่แพะ ให้กำเนิดเป็น องคต ทหารเอกของพระรามรองจากหนุมาน #วิชาการแพทย์โบราณในวรรณคดีไทย มีเป็นร้อยเคสที่แสดงความก้่าวหน้ากว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งบาบิโลเนียนทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้มากมาย ในรุ่งอรุณแห่งอารยธรรมของมนุษย์ ..ที่ทุกวันนี้ตกต่ำมากๆ