Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label space. Show all posts
Showing posts with label space. Show all posts

Tuesday, December 26, 2023

Traibhumikatha : Buddhism's Legendary in Space and Time



ไตรภูมิพระร่วง

(Traibhumikatha :- Buddhism's Legendary in Space and Time)

Sunday, September 10, 2023

พระพุทธศาสนากับจักรวาลฟิสิกส์สมัยใหม่ : Buddhism and the modern physics universe

 



   <<<พระพุทธศาสนากับจักรวาลฟิสิกส์สมัยใหม่>>>

 

   การกำเนิดจักรวาล

 

   ผู้เขียน -ในฐานะที่เรียนและทำงานในด้านวิทยาศาสตร์แห่งชีวิตในระดับของเซลล์มานาน

นั่นคือข้อมูลที่ให้ความสอดคล้องต้องกันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ระหว่างคัมภีร์กาลจักร

(ผู้หมุนเวลา) ของวัชรยาน พุทธศาสนาของทิเบตกับจักรวาลวิทยาใหม่ความสอดคล้องต้องกันระหว่างประสบการณ์ตรงจากภายในของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามคำบอกเล่าที่เชื่อกัน

เมื่อกว่า 2500 ปีก่อนกับความรู้ว่าด้วยจักรวาลวิทยาใหม่ที่เพิ่งได้มาใหม่ๆเพียงเมื่อไม่กี่ปีมานี้

 

ซึ่งสำหรับผู้เขียน ข้อมูลที่พูดได้ว่าตรงกันโดยหลักการ ได้ก่อความสงสัยอัศจรรย์ใจว่าความจริงที่ได้มาจากทั้งสองเส้นทางในระยะเวลาที่ห่างกันหลายพันปีมันเกิดมาตรงกันในหลักการสำคัญๆได้อย่างไร? บทความวันนี้จะพูดถึงข้อมูลที่ตรงกันที่ว่านั้นเพื่อให้ผู้อ่านนำไปคิดพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการได้มาซึ่งความจริงแท้ที่เป็นหนึ่งเดียวกันที่มาจากภายในและ

จากความเป็นสัพพัญญูของพระพุทธองค์ ที่ว่าไปแล้วก่อนตรัสรู้ พระองค์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง กับความรู้ที่ได้มาจากภายนอก หรือวิทยาศาสตร์

 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนมีความมั่นใจโดยปราศจากข้อสงสัยในสัทธรรมความจริงที่มี

หนึ่งเดียวของพระพุทธองค์ เอามาเขียนเล่าให้ผู้อ่านนำไปพิจารณาต่อเหมือนที่ วิลลิส ฮาร์แมน อดีตศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และอมิต โกสวามีนักฟิสิกส์แควนตัมแห่งมหาวิทยาลัยโอเรกอน ต่างกรรมต่างวาระ เอามาเขียน ที่ผู้เขียนนำมาเขียนและอ้างอิงให้ไว้แล้วในคอลัมน์นี้ จึงไม่อ้างซ้ำ อีกส่วนข้อมูลอื่นๆ ผู้เขียนได้มาจากหนังสือห้าเล่มจะอ้างอิงไว้ที่ท้ายของบทความนี้

 

คัมภีร์กาลจักรนั้นอ้างว่า หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วหนึ่งปี ในกลางเดือนสามพระองค์

ได้ไปปรากฏที่เขาคิชกูฏและพร้อมกันนั้นก็ได้ส่งกายทิพย์ของพระองค์ไปที่มหาเจดีย์ของ

เมืองอมราวัตถี (มัทราส) ที่อินเดียตอนใต้ เพื่อแสดงความสำคัญของโพธิวิมุตติด้วย

ระบบกาลจักราตันตระ ซึ่งต่อมาได้บันทึกไว้เป็นภาษาสันสกฤต และแพร่ไปถึงทิเบตโดย

ภิกษุชูลีปะจากนาลันธะกับบัณฑิตที่ชื่อ นารถภัตชาวอินเดีย (ผู้มีชื่อเรียกหากันในทิเบตว่า

นาโรปะ) เมื่อปีพ.ศ.1026 ต่อมาคัมภีร์ที่เป็นภาษาสันสกฤตเล่มนั้นก็ถูกนำมาแปลเป็น

ภาษาทิเบตโดย โสมณะภัต ที่เป็นศิษย์ของ นาโรปะ

 

คัมภีร์กาลจักรเล่าว่าจักรวาลนั้นจริงๆแล้วเป็นอนันต์ (infinity) ไม่มีการเกิดการดับแต่จะให้ลูกหลานจากการพองๆยุบๆเรื่อยไป นั่นหมายถึงไม่มีเหตุที่ก่อผล ขณะที่จักรวาลที่มีโลกและสัตว์โลกอาศัยอยู่แห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งของจักรวาลที่มีนับจำนวนไม่มีที่สิ้นสุด ชีวิตและมนุษย์รวมทั้งสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเกิดมาจากธาตุห้าธาตุ คือ ดิน น้ำไฟ ลม และอากาศธาตุ (อากาศธาตุถูกแยกเป็นสองธาตุในบาลีไตรปิฎกของเถรวาทเป็นที่ว่างหรือ

เรียกซ้ำว่า อากาศธาตุกับวิญญาณธาตุ) โดยมีดิน น้ำ ไฟ ลมที่ล้วนวิวัฒนาการขึ้นมาจาก

อากาศธาตุ (space element) เป็นความว่างเปล่า หรือสุญตา เป็นพื้นฐานที่มา

 

คัมภีร์กาลจักรบอกว่าอากาศธาตุนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นความว่างที่ไม่มีอะไรเลย หากจะประกอบด้วย "อนุภาคว่างเปล่า" (empty particles or space particles) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่ให้กำเนิดแก่สสารอนุภาคที่รวมตัวกันเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม โดยที่อนุภาคว่างเปล่าเอง

ก็ประกอบด้วยอนุภาคที่มีความละเอียดอย่างยิ่ง ละเอียดจนประหนึ่งเป็นความว่างเปล่าอีกทีและเป็นอนุภาคว่างเปล่านี้เองที่ให้วิวัฒนาการ (ของลม ไฟ น้ำ ดิน) และวิวัฒนาการย้อนกลับ (สลายด้วยการดูดซึมกลับสู่ความว่างเปล่าของดิน น้ำ ไฟ ลม)ที่ประกอบเป็นรูปกายและพลังงานของจักรวาล (นี้) รวมทั้งชีวิตทั้งหลายทั้งปวง

หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า อากาศ (space) และอนุภาคว่างเปล่า (space particles) คือที่มาของกระบวนการทั้งหมดของจักรวาล คำว่าอนุภาคนั้น ในระบบกาลจักร ให้ความหมายที่ไม่ได้แปลว่าเป็นสสารเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงศักยภาพ (potentialities) ของความเป็นสสารหรือพลังงานด้วย

 

ฟิสิกส์จักรวาลวิทยาใหม่ให้ข้อมูลที่อาจชี้บ่งว่า จักรวาลมีจำนวนเป็นอนันต์ (infinity or multiverses) โดยงอก (budding) หรือให้ลูกหลานออกจากจักรวาลแม่ตลอดเวลา ที่ไร้สาเหตุ (non-local) สสารและ/หรือพลังงานรวมชีวิตและมนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมาจากอนุภาคเทียม (virtual particles)ไร้มวลไร้พลังงานชั่วคราวที่ประกอบเป็นความว่างของที่ว่าง (และเวลา)

ที่มีศักยภาพให้อนุภาคจริงๆได้

 

ระบบกาลจักรบอกว่าการเกิดและการสลายของจักรวาลมีลักษณะเป็นวงจรหรือวัฏจักร

ที่ประกอบด้วยสี่ระดับหรือสี่ช่วงระยะคือหนึ่ง การเกิดของจักรวาล สอง การตั้งอยู่และ

การเปลี่ยนแปลงไป สามการสลายตัวของจักรวาล และสี่ ระดับหรือช่วงระยะแห่งความว่างเปล่าเมื่อดิน น้ำ ไฟ ลมสลายและถูกดูดซึมกลับสู่ความว่างและแล้วจักรวาลใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาจากซากของจักรวาลเก่าที่ซ่อนเร้นอยู่ในอนุภาคว่างเปล่านั้น

 

จักรวาลวิทยาใหม่ชี้บ่งว่าจักรวาลเกิดจากการสั่นสะเทือน (quantum fluccuation) ของพลังงานหลงเหลือจากการสลายตัวของจักรวาลเก่าสู่สภาพว่างทางแควนตัม (quantum vacuum) โดยเริ่มต้นด้วยอนุภาคเทียม ที่จะกลายเป็นอนุภาคจริง (real particle) หรือสสาร

ทีหลัง โดยนักฟิสิกส์ส่วนหนึ่งเชื่อว่ากระบวนการที่เป็นวงจรของจักรวาลวิทยาใหม่ (ขึ้นอยู่กับการหากฎแห่งความเป็นเอกภาพที่ยิ่งใหญ่ grand unified theory or GUT ที่รวมกฎทั้งหมดทางฟิสิกส์ให้พบ) จะประกอบด้วยสี่ช่วงระยะ คือ

 

หนึ่ง ซิงกูลาริตี้ เมื่อกฎและสมการทางคณิตศาสตร์ล่มสลายไปทั้งหมดและเกิดการระเบิด

ที่เรียกกันว่า บิ๊กแบง จากการสั่นสะเทือนของพลังงานหลงเหลือที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่าทางแควนตัมที่ว่านั้น

สอง การดำรงอยู่ของจักรวาลที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

สาม การสลายตัวของจักรวาลบิ๊กครันช์หรือบิ๊กฟรีซ (big crunch or big freeze)

โดยการรวมตัวกันของหลุมดำที่อยู่ในใจกลางของกาแล็กซีหรือที่อี่นใด

และสี่ ความว่างเปล่าทางแควนตัม เมื่อสสารและพลังงาน (ซากของจักรวาลเก่า)ถูกดูดซึมกลับสู่ความว่างนั้น

 

คัมภีร์กาลจักรยังบอกต่อไปด้วยว่า แม้ว่าจักรวาลนี้เองก็มีความกว้างใหญ่ไพศาลอย่างยิ่ง

โดยใช้คำว่าพันล้านเท่าของจำนวนโลก หรือจำนวนของโลกที่คาดคิดไม่ได้ยกกำลังสอง (square untold) ในมัชฌิมจักรวาล (กาแล็กซี)ของเราเองก็มีระบบดาวที่เกิดใหม่และระบบดาวที่ตายไปตลอดเวลา และระบบสุริยะของเราก็เกิดมาด้วยกระบวนการนั้นดาวทั้งหมดรวมทั้ง

ดาวเคราะห์หรือโลกล้วนมีลักษณะทรงกลมแขวนโคจรอยู่ในที่ว่างของอวกาศ (empty space)

 

ฉะนั้น จากคัมภีร์ที่มีในช่วงแรกๆของพุทธศาสนาจึงไม่เพียงแต่กล่าวถึงระบบโลกที่มีมากมาย (multiple world systems) หรือมีมากยิ่งกว่าเม็ดทรายที่เรียงรายอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาเท่านั้นหากยังระบุว่าระบบดาวแต่ละระบบมีการเกิดใหม่และมีการดับสลายตลอดเวลา โดยผ่านวัฏจักร (a cycle of an aeon) สี่ช่วงระยะ หรือสี่ยุค (era)

ว่าไปแล้วโดยหลักการรวมทั้งบางครั้งแม้ในรายละเอียดจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนา

โดยเฉพาะที่บันทึกไว้ในกาลจักราตันตระนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากจักรวาลวิทยาที่ตั้งบนฟิสิกส์ใหม่หรือวิทยาศาสตร์ใหม่ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ นั่นคือจักรวาลทั้งหลายทั้งปวงนั้น

ไม่มีการเกิดและการดับอย่างสิ้นสูญไปจริงมีแต่การไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงไปไม่รู้จบ

 

นักฟิสิกส์ยุคใหม่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มักเชื่อในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างที่ มิชิโอะ กากุ

ที่อ้างอิงถึงข้างท้ายของบทความนี้ว่า จักรวาลมีความเป็นอนันต์ (multiverses) - เกิดใหม่และดับสลายไป – แบบไม่มีความจบสิ้นโดยมีจักรวาลของเราเฉพาะจักรวาลที่มนุษย์เราอาศัยอยู่

ทุกวันนี้เป็นหนึ่งในนั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น มิชิโอะ กากุ ยังกล่าวต่อไปว่า พุทธศาสนาบอกว่าจักรวาลไม่มีเกิด ไม่มีดับเป็น

วัฏจักรของวิวัตตาและสังวิวัตตา - มีบิ๊กแบงที่ไม่มีการจบสิ้น นั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพราะพุทธศาสนาหมายถึงจักรวาลที่เป็นทั้งหมด (multiverses) จึงไม่มีความจบสิ้น

ส่วนศาสนาอื่น เช่น คริสต์ศาสนาที่บอกว่ามีการสร้างจักรวาลนั้นก็เป็นเรื่องถูกต้องอีกเหมือนกัน เพราะเป็นการกล่าวถึงเฉพาะจักรวาลนี้หรือจักรวาลของมนุษย์ที่มีการสร้างขึ้นหลังจากที่มี

การระเบิดบิ๊กแบงเพียงครั้งเดียว

 

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากจักรวาลแห่งรูปกายและปรากฏการณ์ที่ดูจะตรงกันระหว่างข้อมูลของกาลจักราตันตระกับข้อมูลจักรวาลวิทยาใหม่ในทางวิทยาศาสตร์ แต่เนื่องจากหลักการและวิธีการของวิทยาศาสตร์ต้องจำกัดตัวเองโดยการพิสูจน์ในห้องทดลองและ/ หรือสนับสนุนด้วยสูตรและสมการทางคณิตศาสตร์ผ่านประสาทสัมผัสภายนอกที่รับรู้ด้วยจิตรู้อีกที

 

ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงต้องทิ้งเรื่องของจิต (consciousness) หรืออย่างดีสามารถแตะได้เพียงบางส่วนบางตอน (ของ mental pathway) ที่เล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เรื่องของจิตส่วนใหญ่โดยเฉพาะเรื่องจิตวิญญาณจะดำรงอยู่นอกวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ศาสนารวมทั้งระบบกาลจักรอธิบายเรื่องของจิตจากประสบการณ์ภายในของผู้ปฏิบัติศาสนาถึงระดับวิมุตติประสบการณ์ที่สาธารณชนคนทั่วไปจะต้องเลือกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

 

ฉะนั้นเองเรื่องของจิตทั้งกระบิ สติ เวทนา สัญญา - รวมทั้งจิตรู้ ที่ประกอบเป็นความคิดมโนทัศน์ทั้งหลายทั้งปวงที่ส่วนหนึ่งวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาหรืออธิบายดังที่กล่าวมาข้างบนและ

เรื่องของจิตไร้สำนึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกหรือเป็นเรื่องจิตเหนือสำนึกที่เป็นธรรมจิต จึงเป็นประสบการณ์ที่ได้จากเส้นทางภายในหรือศาสนา

 

พุทธศาสนาและกาลจักราตันตระล้วนพูดถึงความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกำเนิดของจักรวาล (นี้) กระทั่งวิวัฒนาการของโลกแห่งสสารและโลกแห่งชีวิต -สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งมนุษย์ - กับวิวัฒนาการของจิต หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาบอกว่า

กำเนิดของจักรวาล (นี้)มีขึ้นมาได้ก็เพื่อให้สัตว์โลกและมนุษย์สามารถวิวัฒนาการตามขึ้นมาได้และวิวัฒนาการทางกายภาพมีขึ้นมาก็เพื่อให้จิตเข้าไปอาศัยอยู่และเรียนรู้โลก เรียนรู้ตัวเองและความสัมพันธ์ระหว่างกันและรวมทั้งการเรียนรู้จักรวาลหรือสัทธรรมความจริงได้ ซึ่งตรงกับจักรวาลวิทยาใหม่ที่อธิบายว่าจักรวาลนี้มีขึ้นมาก็เพื่อมนุษย์สามารถมีขึ้นมาได้และสุดท้ายก็สามารถเรียนรู้ตัวเองรู้จักรวาลได้ (cosmological anthropic principle)

 

เพราะฉะนั้นเอง จักรวาลวิทยาของพุทธศาสนาจึงพูดถึงกฎหรือกลไกที่บริหารและควบคุมวิวัฒนาการของจักรวาลโลกและภพภูมิต่างๆรวมทั้งสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์และสังคมของมนุษย์ว่า มีอยู่ด้วยกันสองกฎหรือสองกลไกซึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน นั่นคือ กฎแห่งกรรมกับกฎแห่งการเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน หรือ อิทัปจยตา ในขณะที่จักรวาลวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์จะรู้จักและเน้นเฉพาะประเด็นหลังประเด็นเดียว (self - organizing principle).

 

(Dalai Lama : The Universe in a Single Atom, 2006

; Jeffrey Hopkins : Kalchakra Tantra, 1989; Francisco Valera,ed.

The New Physics and Cosmology, 2003;

Michio Kaku : Parallel Worlds, 2005;

Brian Greene : The Fabric of Cosmos, 2004)

 

Atthanij Pokkasab  อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของพระไตรปิฎก โดยเฉพาะข่ายใยถักประสานที่ปรากฏอยู่ในเถระ เถรีคาถา และอัปทาน

จะเห็นการเชื่อมต่อของพระพุทธศาสนา ระหว่าง สองพุทธันดรกัป คือ พุทธันดรกัปของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพุทธันดรกัปของโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

ชัดเจนว่า..เป็นปรากกการณ์เชิงซ้อนของเวลาขนาดใหญ่

 

เมื่อนำไปเป็น อรรถะ ประกอบแผนภาพไตรภูมิ จะเห็นชัดยิ่งๆขึ้นไปอีกว่า

จักรวาลและปรากกการณ์เวลาที่ประสบการณ์การค้นพบของพระพุทธศาสนานั้นเป็นโครงสร้างแบบควอนตัม...

และแต่ละเหตุการณ์จะเลื่อนไหลต่อเนื่องเป็น Ossillates ...คลื่น.......ปรากฏการณ์!!!

 

Pee Yakkhanugann   แรงบันดาลและจินตนาการก่อกำเนิดไปจากหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาทั้งนั้น...


Atthanij Pokkasab  ใช่..Ossillates of Quantum Psychics...!!!

ฝรั่งและชาวพุทธสมัยใหม่ทั้งหมดจะไม่มีวันเข้าใจ สนามเวลาในคลื่นภวังคจลนะ...

ที่เป็นคลื่นเเห่งปรากฏการณของจักรวาล ถ้ายังไม่รู้เรื่อง แผนภาพไตรภูมิ ครับ

อานิสงส์แห่งบุญกุศล และบาปอกุศล..ของจิตหลากดวง นี้เองที่ทำให้จักรวาลต้องปรากฏ

ตอบแค่นี้งงดิครับ..

 

เพราะมหามนุษย์ผู้สร้างอาณาจักรครอบโลก คือ

จักรพรรดิ..ค้นพบเฉพาะพระพุทธศาสนา..ศาสนาเดียว งัย

จักรพรรดผู้ครองโลกเป็นอานิสงส์ทำบุญกับพระพุทธเจ้าเท่านั้น..

อย่าลืม..โลกคือเศษกรรมที่ดำรงอยู่

กากสมบัติของมหาจักรพรรดิ

มหาสมุทรอินเดีย..จักรรัตนะ อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย

ทุกอย่างก็อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย...

 

Pee Yakkhanugann   ตามหลักการเวียนว่าย...

เราทุกคนเคยหรือมีโอกาสได้เข้าถึงการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้วใช่มั้ยครับ...

หรือต้องรอคอยในอนาคตอยู่...

ถ้านี่คือผลเป็นการเรียนรู้ธรรมในระดับโลกแห่งกามคุณที่ถือว่ายิ่งใหญ่...


Atthanij Pokkasab  คงบางคนนะครับ...คนจนผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่ ถ้ามีหลงเหลือก็นั่นแหละ...

จิตใจยิ่งใหญ่จะเป็นสันดานไปทุกภพทุกชาติ..

พวกขี้เหนียวทั้งแผ่นดินมันไม่มีโอกาสเป็นหรอก

 

Monday, March 5, 2018

พระสูตรว่าด้วยแผ่นดินไหว ..ภูมิจาลสูตร(Bhumicala Sutra) อัฏฐนิบาต อังคุตตรนิกาย




*** Atthanij Pokkasap 16 hours ago


จาก พระสูตรว่าด้วยแผ่นดินไหว..พระไตรปิฎก เล่ม ๒๓/๔๕
..ภูมิจาลสูตร(Bhumicala Sutra) อัฏฐนิบาต อังคุตตรนิกาย
ทำให้เราทราบประสบการณ์ค้นพบ ของชาวพุทธโบราณว่า

ธาตุ ดิน(ปฐวีธาตุ) ตั้งอยู่ บน น้ำ
ธาตุ น้ำ(อาโปธาตุ) ตั้งอยู่ บน ลม
ธาตุ ลม(วาโยธาตุ) ตั้งอยู่บน อากาศ..

อากาศ คำนี้ ในประสบการณ์ค้นพบของชาวพุทธโบราณ  ภาษาไทยแปลมาจาก "อากาส" ใน
ภาษาบาลี ที่หมายถึง "ความว่าง" คือ อวกาศ ในภาษาสันสกฤต และภาษาไทยก็นำ ความหมายของอวกาศในภาษาสันสกฤตมาใช้เพียง ครึ่ง ความหมายเท่านั้น...สับสน..อะ ดิ..สำหรับผู้อ่อนหัดมากๆทางภาษาไทย..

เอาเป็นว่า..
ดินตั้งอยู่บนน้ำ
น้ำตั้งอยู่บนลม
ลมตั้งอยู่บนความว่าง(อวกาศ)
ตามนี้ ละกัน !!!

เข้าโหมด วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งคริสตศตวรรษที่ 20(วิทยาศาสตร์ควอนตัมสัมพัทธภาพ)
เพื่อสะท้อนความหมายของ "อวกาศ" ออกมา

..เพราะเมื่อมีการตั้งทฤษฎีคลื่นแสงขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า จำเป็นที่จะต้องกำหนดให้ที่ว่าง(Space)อันว่างเปล่านั้น มีสมบัติในเชิงกลบางอย่าง
(บทที่ ๕ เอกภพ และ ดร.ไอน์สไตน์)

ไลบ์นิทซ์(Leibnitz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่มองเห็นอย่างชัดเจนเมื่อ ๒ ศตวรรษ ก่อนสมัยไอน์สไตน์ เขากล่าวไว้ว่า
"อวกาศ(Space)นั้นคือลำดับ หรือความเกี่ยวข้องของสิ่งต่างๆเท่านั้น
ถ้าปราศจากสิ่งต่างๆครอบครอง หรือกินเนื้อที่ในอวกาศนั้นแล้ว อวกาศก็เท่ากับไม่มีอะไรเลย"

ไอน์สไตน์จึงให้ความหมายว่า..
อวกาศเป็นเพียงการเรียงลำดับของวัตถุ   เวลาก็เป็นเพียงการเรียงลำดับของเหตุการณ์ต่างๆ
(ที่มาของเวลาอันเป็นจิตวิสัย..The Subjectivity of Time)
(จาก บทที่ ๕ เอกภพ และดร.ไอน์สไตน์)

พระพุทธศาสนาจึงจำเป็นต้องพิสูจน์หา..
๑.การสัมผัสพื้นที่แห่งความว่างในชั้นอรูปพรหม
คือ อากาสานัญจายตนะ
๒.การสัมผัส จิตผู้ลำดับเหตุการณ์
คือ วิญญาณัญจายตนะ
ยังไงล่ะ ครับ !!!!

พอจะมองเห็น...
ท่อแห่งความว่าง หรือ ช่องว่างแห่งลม
ที่ตำรานวดแผนโบราณของชนชาติสยามเรียกว่า
"เส้น ทั้ง ๗๒,๐๐๐"
ที่เชื่อมต่อระหว่าง จิต กับกายเนื้อ
กันบ้างแล้ว หรือยังครับ??!!!

จากความว่างที่รองรับลม
ลมรองรับน้ำ
น้ำรองรับดิน..

เราก็ต้องเข้าสู่โหมด..การแพทย์แผนพุทธ
ว่าด้วยสมุฏฐานที่มาของความอ่อนแอแห่งมหาภูตรูป ๔
คือกายเนื้อของมนุษย์...
นั่นคือ...
ลม(วาตะ)-น้ำดี(ปิตตะ)-เสลด(เสมหะ)
ที่มาของ..
ตรีธาตุ > ตรีโทษ > ตรีทูต

แล้วจะโม้ให้อ่าน ในตอนต่อไป....ฮ่าาาา



Atthanij Pokkasap  ตามความหมายที่ไลบ์นิทซ์ใช้จำกัดความหมายของอวกาศ  เห็นชัดเจนว่า ปราชญ์เยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้..อธิบาย พระสูตร ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร...ที่ว่า
รูป คือความว่าง ความว่างคือรูป...ด้วยสำนวนนักคณิตศาสตร์โดยแท้...แต่เอเชียไม่มีความเป็นนักปรัชญาคณิตศาสตร์และปรัชญาวิทยาศาสตร์กันเลย  ก็จึงพากันพายเรือในอ่างแบบข้ามภพข้ามชาติแล้วแห่กันออกทะเลไปเลย ฮู่ววว์...





Wednesday, January 11, 2017

60.Breaking Dharma PART 59




Breaking Dharma PART 59...!!!
....


เนื่องในวันพระ อามวสี แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑๑
วันเสาร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖
อีกครั้งหนึ่ง กับ....
ปรากฏการณ์ของเหตุเกิดแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทัย)
ปรากฏการณ์ของเวลา...
โดยคำอธิบายของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งคริสตศตวรรษที่ 20


พ.ศ.๓๙๒
พระเจ้ามิลินทราช หรือ คิงเมนันเดอร์ (Menander) ราชากรีกผู้ครอบครอง
อาณาจักรโบราณตลอดลุ่มแม่น้ำอ็อกซัส (Oxus..ภาคเหนือประเทศอาฟกานิสถานปัจจุบัน)
ลุ่มแม่น้ำสินธุ (ประเทศปากีสถานปัจจุบัน) จด
ลุ่มแม่น้ำคงคา (ประเทศอินเดียปัจจุบัน)
ตรัสปุจฉาเป็นโองการถามท่านพระนาคเสนว่า

"ภันเต นาคเสน
ธรรมสิ่งใดเล่า เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นอดีต
ธรรมสิ่งใดเล่า เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นอนาคต
ธรรมสิ่งใดเล่า เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นปัจจุบัน?"


ท่านพระนาคเสน เป็นภิกษุนักปราชญ์ในพระพุทธศาสนา
นิกายสรรวาสติวาท (เถรวาทฝ่ายใช้ภาษาสันสกฤต)
ถวายพระพรวิสัชนาตอบราชากรีกผู้ยิ่งใหญ่ว่า

"มหาราช
ธรรมที่เป็นมูลแห่งกาลทั้ง ๓ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน นั้น
ได้แก่ พระปฏิจจสมุปปาท คือ บทว่า อวิช.ชา ปจฺจยา สงฺขารา
...ฯลฯ ขอบพิตรพระราชสมภารพึงสันนิษฐานเข้าพระทัย
ด้วยประการ ดังนี้"


จาก อัทธานปัญหา มิลินทปัญหา ฉบับพิสดาร



มีคำอธิบายปรากฏการณ์เวลา อยู่ในวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ..
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ดังนี้
... ... ...

ไอน์สไตน์ได้พิสูจน์โดยแสดงให้เห็นว่า
แม้อวกาศและกาล (space and time)
ก็เกิดขึ้นโดย สหัชญาณ (intuition) ของเราเอง
ไม่ต่างอะไรไปจากความคิดในเรื่อง สี รูปร่าง และขนาด
อวกาศ (space) มิได้เป็นความแท้จริงแบบวัตถุวิสัย (objective reality)
แต่..
เป็นเพียงลำดับของการเกิด หรือการเรียงตัวของวัตถุเท่านั้น
และเวลาก็มิได้อยู่เป็นเอกเทศ
เป็นเพียงลำดับของเหตุการณ์ที่ เราวัดได้เท่านั้น


จาก ย่อหน้าที่ ๖ บทที่ ๒ เอกภพและ ดร.ไอน์สไตน์


และ..
ไลบ์นิทซ์ (Leibnitz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่
มองเห็นอย่างชัดเจนเมื่อ ๒ ศตวรรษก่อนสมัยไอน์สไตน์
โดยกล่าวไว้ว่า...

"อวกาศ (Space) นั้นเป็นเพียงลำดับ หรือความเกี่ยวข้องของสิ่งต่างๆ
เท่านั้น ถ้าปราศจากสิ่งต่างๆครอบครอง หรือกินเนื้อที่ในอวกาศแล้ว
อวกาศก็เท่ากับไม่มีอะไรเลย"
ความไม่เข้าใจทฤษฎีของไอน์สไตน์ของคนส่วนใหญ่
มาจากการไม่ยอมรับว่า ความรู้สึกในเรื่องเวลา
ก้เหมือนความรู้สึกในเรื่องสี ซึ่งเป็นเพียงการรับรู้อย่างหนึ่ง
ในทำนองเดียวกับที่จะไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่า สี
หากไม่มีตาสำหรับรับรู้
ชั่วขณะหนึ่งของเวลาหรือชั่วโมง หรือวันก็จะไม่มีอยู่เลย
ถ้าปราศจากเหตุการณ์ที่จะกำหนดตัวเลาขึ้นมา
เช่นเดียวกับที่..
อวกาศเป็นเพียงการเรียงลำดับของวัตถุ
เวลาก็เป็นเพียงการเรียงลำดับของเหตุการณ์ต่างๆ
ซึ่งก็คือเวลาอันเป็นจิตวิสัย (The subjectivity of time)
...ฯลฯ


จาก ย่อหน้าที่ ๓ บทที่ ๖ เอกภพ และดร.ไอน์สไตน์
The Universe and Dr. Einstein
งานแปลของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ อันดับที่ ๒๕/๒๕๑๖



หมายเหตุผู้เผยแผ่..

แผนผังจักรวาลแห่งเวลานั้น  มีภาคทฤษฎีอยู่ในกัณฑ์ที่ ๙ (นวมกัณฑ์)
แห่งไตรภูมิพระร่วง  วรรณคดีเล่มแรกสุดของราชอาณาจักรสยามในกรุงสุโขทัย
(พ.ศ.๑๗๙๒ - ๑๙๘๑)   มีภาคคำนวณ เรียกว่าคัมภีร์สุริยยาตร์
หรือสุริยาตร์ ใช้คำนวณดวงดาวบนท้องฟ้าไตรภูมิ..หรือดวงดาวที่เป็น
ลำดับเหตุการณ์ในจิตมาตรฐาน   ที่มาของปฏิทินไทยทั้งแบบจันทรคติ
และสุริยคติที่ถือใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

การบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนา
ต้องรู้จักโครงสร้างของจิตที่กำเนิดทุกข์  คือเรื่องดังกล่าวข้างบน....
จากหลักฐานที่นำมาแสดง...
โครงสร้างเวลาที่ท่านพระนาคเสนเรียกว่า ปฏิจจสมุปปาท
วิสัชนาถวายคิงเมนันเดอร์ เมื่อ พ.ศ. ๓๙๒

ถ้ามีผู้รู้เรื่องจริง  ต้องอ้างอิงถึง กัณฑ์ที่ ๙ แห่งไตรภูมิพระร่วงด้วย
กำเนิดเวลาในปฏิทินไทยจากคัมภีร์สุริยยาตร์ด้วย
มิฉะนั้น ก็เท่ากับว่า ปัจจุบัน
เรา...กำลังถูก นักปฏิบัติธรรมลวงโลก หลอกกันอยู่
นักปฏิบัติเหล่านั้น  ไม่มีใครรู้เรื่องว่า ปฏิจจสมุปปาทเป็นต้นกำเนิดของเวลาได้อย่างไร...
หยุดเถิดครับ..หยุดคอร์รัปชั่นธรรมกันได้แล้ว...
พวกท่านทั้งหมด ไม่ได้รู้อะไรเลยใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
แห่งอริยสัจ ๔ .......


Atthanij Pokkasap
เปิดเผยหลักฐานอันเป็นวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกของพระพุทธศาสนา
เพื่อยุติการละเมิดของพวกรู้ไม่จริงทั้งหลาย...ดังนี้





...เป็นอรหันต์กันทั้งบ้านทั้งเมือง   แต่ไม่รู้ว่าปฏิจจสมุปปาทเป็นกำเนิดของเวลา...
ขี้โอ่กันนักว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์   แต่กลับอ่านวิทยาศาสตร์ที่ตรงกับพระพุทธศาสนา ไม่รู้เรื่อง....เฮ้อออยยยยย...

...ความรู้ที่ไม่ต้องเปรียบเทียบมีแต่ความรู้พระอรหันต์..พวกเราเป็นปุถุชนต้องเรียนรู้ด้วยการเปรียบเทียบครับ..
พวกที่สอนอุปาทาน  เป็นพวกไม่เจียมปัญญา  จะถ่ายทอดแต่ปรมัตถ์บัญญัติ...แต่ไม่รู้เรื่อง สมมติบัญญัติ..
แทงกันอีกจึ๊กนึง...หน้าด้านไม่รู้สึกก็ทนได้ทนไป...




...การทำความเข้าใจ วาทะที่ ไลบ์นิทซ์ พูด  ก็คือปฏิบัติการที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า 
"อรูปฌานสมาบัติ" ..หรือ อรูปฌาน ....ขั้นที่ ๑ อากาสานัญจายตนะ
อากาส  ตัวนี้ก็คือ อวกาศ ในภาษาสันสกฤต
แล้วจึงตามต่อด้วย  อรูปฌาน ขั้นที่ ๒ วิญญาณัญจายตนะ  ตรงตัวเราแปลกันว่าวิญญาณไม่สิ้นสุด...
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคำอธิบายของวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ
กับการตอบกำเนิดเวลาที่ท่านพระนาคเสนวิสัชนาคิงเมนันเดอร์แล้ว  
เราก็รู้ได้ทันทีว่า วิญญาณ ตัวนี้ก็คือ จิตผู้ลำดับเหตุการณ์ น่ะเอง

จะเห็นความจำเป็นในปฏิบัติการพิสูจน์  อากาศวิญญาณ = อวกาศ-กาล (Space-Time)  
ตามที่พระพุทธศาสนาได้พัฒนาเอาไว้แล้วทันที ครับ....

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หมายถึงว่า  ความสับสนทางอายตนะที่เป็นปัญหาในวิทยาศาสตร์ ได้ถูกพระพุทธศาสนาค้นพบเทคนิคและวางระบบปฏิบัติการพัฒนาไปแล้วก่อนวิทยาศาสตร์จะมาถึงตรงนี้กว่า ๒,๖๐๐ ปี แล้วน่ะเอง
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า  จึงจำเป็นต้องพึ่งเทคนิคทางพระพุทธศาสนา และคำสอนที่เป็นสำนวนโบราณของพระพุทธศาสนาก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ได้อย่างกลมกลืน..ดังยกตัวอย่างมานี้เอง





...สิ่งเหล่านี้ นำมาแยกย่อย เขียนเป็นหนังสือการ์ตูนให้เด็ก และผู้ใหญ่โง่อ่านจะได้ไหม ???..
โดยความสามารถเฉพาะตัว ทำได้นะ และเคยทำมาบ้างแล้วในช่วงปี ๒๕๓๔-๒๕๓๗ การ์ตูนหิมพานต์เส้นจิตรกรรมไทยอ่อนช้อยพริ้วไหวฮาเฮกวนอารมณ์ ฝุด-ฝุด..แต่เวลาคิดไม่ออก..หายไปเป็นปีเลย คิดออกก็เร่งเขียนไม่ทันอีกเหมือนกัน...




                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap