Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label Devata. Show all posts
Showing posts with label Devata. Show all posts

Friday, February 1, 2019

Brahma over Devata : Part 3




Atthanij Pokkasap 


Brahma over Devata : Part 3

พรหม อยู่สูงกว่า เทวดา ตอนที่ ๓


บทฝึก สจิตฺตปริโยทปนํ
The Sacittapariyodapanam Practice
ที่มารปิดบัง มารบิดเบือน และเดียรถีย์กล่าวร้าย !!!

ฌาน ที่มาของ สัมมาสมาธิ ทั้ง ๔ ขั้น
คือบทฝึกจิตให้ขาวสว่างรอบ(สะจิตตะปะริโยทะปะนัง) เกิดจากผลของการฝึกแยก ความรู้สึกของหัวใจ ออกจากอิทธิพลของสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนล่างที่ประมวลผลประสบการณ์ของอายตนะประสาททั้งระบบ และทำงานไม่เคยหยุดพักร่วมกับหัวใจ
ความรู้สึก..ที่นำไปใช้แยกความรู้สึกของหัวใจ ออกจากข้อมูลส่วนประเมินผลในสมองส่วนล่าง เป็นความรู้สึกที่เข้าควบคุมลมหายใจออกลมหายใจเข้าได้ นั้น ก็คือ "สติ"

ข้อความจริง..ที่ว่าแยกความรู้สึก...
ก็คือ แยกจิตที่สังเคราะห์กาย ออกจาก จิต ที่กายสังเคราะห์ขึ้นมา !!!
(จิตที่กายสังเคราะห์ คือ ความรู้ทางตา...จักขุวิญญาณ, ความรู้ทางหู..โสตวิญญาณ,
ความรู้ทางจมูก..ฆานวิญญาณ, ความรู้ทางลิ้น..ชิวหาวิญญาณ, ความรู้ทางกาย..กายวิญญาณ)
เป็นการดับ "มโนวิญญาณ"
ที่ปรัชญาการต่อสู้ของพระพุทธศาสนานิกายธ์ยาน(ฌาน)หรือ โยคาจาร ที่ญี่ปุ่นเรียกเป็น
เซ็น(Zen) จีนเรียก ฉานจุง(แต้จิ๋ว "เซี้ยงจง")
ยกย่องไว้สูงสุดนั่นเอง
ความรู้สึกที่สำเร็จจากการแยก...
มีพระพุทธนิยาม นิยามอาการรู้สึกไว้ในพระสูตรใหญ่ๆดังตัวอย่างประกอบภาพโพสต์ที่ได้ถ่ายมาแสดงให้แล้ว ณ โพสต์นี้(ตอนที่ ๓)
ขยายความตามประสบการณ์อีกตามนี้


๑. ทิพยบรรยากาศ ที่ประจักษ์เห็นได้ เป็นความสว่างไสวเจิดจ้า แต่นุ่มนวลตา แสงสว่างอันเป็นทิพย์นี้ เหมือนละอองไหมที่สะท้อนแดด สว่างพราว แต่นุ่มตา ประจักษ์ได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องหลับตา...เป็นการทำงานสายตรงระหว่างหัวใจกับประสาทตา ไม่ใช้ข้อมูลใดๆจากส่วนสมอง


๒.เสียงเคลื่อนไหวที่ได้ยินทั้งหมดในท่ามกลางทิพยบรรยากาศแห่งพรหมนี้ เป็นเสียงดนตรีทิพย์จากกังสดาล 
ถ้าเป็นบรรยากาศทิพย์ชั้นฉกามาพจรภูมิคือเทวตาสถาน...จะเป็นมโหรี ดีด สี ตี เป่า


๓.จะต้องเผชิญหน้ากับมหาชีวิตที่อาศัยอยู่ในย่านความถี่ นี้โดยตรง ตามระดับชั้น..คือ
กายิกาพรหม อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม และเวหัปผลพรหม


จิตขนาดใหญ่(มหัคตาจิต..มหัคคตารัมมณา ธัมมา)เหล่านี้...ท่านใช้รองรับปัญญาอันยิ่งใหญ่ ปัญญายิ่งใหญ่ในการเผชิญหน้ากับความจริงของจักรวาล...ไม่มีทางที่จะตั้งอยู่ในจิตที่เล็กและ
สกปรก ที่พล่านกันอยู่ในวิสัยปุถุชน คนทุกวันนี้ได้ครับ....
ผู้ปิดบังธรรมเท่านั้น..คือ มาร
ผู้บิดเบือนธรรมเท่านั้น..คือ มาร
และผู้กล่าวร้ายต่อธรรมทั้งหมด คือ เดียรถีย์
ครับ !!!



Chanasorn Suadprakorn    ซ้ำกับโพส ก่อนหน้าป่าวครับ

Atthanij Pokkasap  โพสต์ก่อนหน้าภาพประกอบหายไป ๑ ภาพสำคัญด้วย..เลยโพสต์ซ้ำใหม่

Chanasorn Suadprakorn    ครับ

Atthanij Pokkasap  จะเห็นว่า ลัทธิจานบิน เป็นทั้งมาร ทั้งเดียรถีย์

Chanasorn Suadprakorn    เลวจริง ๆ


Wednesday, January 30, 2019

Brahma over Devata : Part 2


Atthanij Pokkasap



Brahma over Devata : Part 2

พระพรหม สูงกว่า เทวดา ตอนที่ ๒


มรรคา และสถานะแท้จริงของ พรหม นั้นถูกค้นพบและเปิดเผย โดยพระพุทธเจ้า แล้วแสดงต่อ พราหมณ์ ที่อ้างตัวว่า สืบเผ่าพันธ์มาแต่พรหม แต่ ไม่รู้ ที่มาและความเป็นไปของพรหม
พรหม เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง(มหาชีวิต) ในทฤษฎีวิวัฒนาการทางจิต ตามการค้นพบของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยจิตวิญญาณมีอิสรภาพเหนือประสบการณ์ทางอายตนะสามัญของมนุษย์ปกติ มี ๒ กลุ่มระดับ
ได้แก่ รูปพรหม และ อรูปพรหม
เป็นปรากฏการณ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่กับแสงสว่างในแสงสว่าง
ในสถานะของสิ่งมีชีวิต เปรียบเทียบกับปฏิบัติการโยคะเพื่อการพิสูจน์ค้นพบ สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนี้


รูปพรหม ชั้นที่ ๑ มหาพรหมา
สถานะของสิ่งมีชีวิต เท่ากับ "กายิกาพรหม(Kayikabrahma)"
แปลว่า "ผู้มีหมู่อันประกอบเป็นรูป"
มีสนามพลังงานรองรับทางกายภาพ เทียบเท่ากับสนามรองรับ
ดาราจักร(Galaxy...แสนโกฏิโลกธาตุ)
มีปริศนา พรหมเพศหญิงในการค้นพบของพระพุทธศาสนา ที่นักการศึกษาไทยละเลยคือ
กลุ่มพรหมเหล่า มนาปกายิกา ที่แสดงถึงสตรีเพศบรรลุสมาธิสูงกว่าบุรุษเพศได้
ในขณะครองเรือนด้วย
= ฌาน ขั้นที่ ๑(ปฐมฌาน)ในสัมมาสมาธิ
(=ผู้ได้ปฐมฌาน ต้องเห็น "กายิกาพรหม" ด้วยตามกฎ "วิโมกข์ ๘" ที่ ผู้มีรูป ย่อมต้องเห็นรูป)
การเข้าสมาบัติในสมาธิชั้นนี้ เรียกว่า
"เนกขัมมสุข"...แปลว่า สุขอันเกิดจากการหลีกเร้นกาม"


รูปพรหม ชั้นที่ ๒ อาภัสสรพรหม(Abhassarabrahma)
แปลว่า " ผู้ยังแสงสว่างให้อุบัติขึ้นด้วยเหตุแห่งการเคลื่อนไหว"
เป็นชั้นลี้ภัยของมนุษย์เมื่อดาราจักร หรือระบบสุริยจักรวาลล่มสลาย ดังคำบอกเล่าของพระพุทธเจ้าใน "อัคคัญญสูตร"
= ฌาน ขั้นที่ ๒(ทุติยฌาน)ในสัมมาสมาธิ
ผู้ได้หรือบรรลุทุติยฌาน ต้องประสบเห็น อาภัสสรพรหมด้วย
การเข้าสมาบัติในสมาธิชั้นนี้ เรียกว่า
"วิเวกสุข"...แปลว่า สุขอันเกิดจากความสงัด


รูปพรหม ชั้นที่ ๓ สุภกิณหพรหม(Subhakinahabrahm)
แปลว่า "ผู้ส่องสว่างรุ่งเรืองด้วยความงดงาม"
= ฌาน ขั้นที่ ๓ (ตติยฌาน)ในสัมมาสมาธิ
ผู้ได้และบรรลุสมาธิชั้นตติยฌาน ต้องประสบเห็น สุภกิณหพรหม นี้ด้วย
การเข้าสมาบัติในสมาธิชั้นนี้ เรียกว่า
"สมาธิสุข"


รูปพรหม ชั้นที่ ๔ เวหัปผลพรหม(Vehapphalabrahma)
แปลว่า "ผู้มีผลส่องสว่างรุ่งเรืองตลอดฟ้า"
คล้ายเป็นพวก...กลุ่มกาแล็กซีขนาดใหญ่..
= ฌาน ขั้นที่ ๔(จตุตถฌาน) ในสัมมาสมาธิ
ผู้ได้และบรรลุจตุตถฌานนี้ ต้องประสบเห็น เวหัปผลพรหม นี้ด้วย เช่นกัน

ในอานาปานสติสูตร... ปรากฏการณ์ทางกายภาพของผู้บรรลุและประสบเวหัปผลพรหม
ก็คือ ขั้นที่ ๔ ของการหายใจที่สูตรกล่าวว่า "กายสังขารสงบรำงับ"...หายใจผ่าน
กระบวนการเมตาโบลิสม์ภายในเซลล์เองได้เองแล้ว
การเข้าสมาบัติในสมาธิชั้นนี้ เรียกว่า
"สัมโพธิสุข"...แปลว่า สุขอันเกิดแต่การรู้แจ้ง

ในสมาธิแต่ละชั้นดังกล่าว..
เป็น "สุขขณะปัจจุบัน" ที่พระพุทธศาสนาพูดถึง
ผู้เข้าสมาบัติได้ในแต่ละชั้น ชื่อว่า
"ทักขิไณยบุคคล"
เพราะ อานุภาพสมาบัติ สามารถบันดาลอานิสงส์บุญทานทั้งหลายของผู้มาทำถวายในขณะออกจากสมาบัติให้ได้ผลตามอธิษฐานสมปรารถนา เมื่อลับตา หรือคล้อยหลัง...ไปแล้วในพริบตานั่นเอง
เมื่อขยายดวงจิตแห่งพรหม จากขนาดใหญ่โดยธรรมชาติ คือ" มหัคคตารัมมณา ธัมมา"
เป็น "อัปปมาณารัมมณา ธัมมา"...ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ
ก็จึงเป็นที่มาของ "วิหารแห่งพรหม"..อันเป็นที่ตั้งแห่งความเป็น "ผู้ใหญ่"
ที่ นักปราชญ์กำมะลอของไทย นำมาใช้แอบอ้างสร้างระบบอุปถัมภ์เอาเปรียบสังคมขึ้น

ชื่อเต็มๆของ มหาพรหม ผู้ประกอบด้วยดวงจิตไร้ขอบเขต หาประมาณมิได้นี้คือ
ฌานขั้นที่ ๑. เมตตาเจโตวิมุตติ
แปลว่า จิตอันหลุดพ้นไปจากข้อมูลของระบบอายตนประสาทอย่างสิ้นเชิงแล้วเปี่ยมเต็มไปด้วยความสงสารอ่อนโยนต่อสรรพสัตว์

ฌานขั้นที่ ๒. กรุณาเจโตวิมุตติ
แปลว่า จิตอันหลุดพ้นไปจากข้อมูลของระบบอายตนประสาทอย่างสิ้นเชิง แล้วประกอบไปด้วยความตั้งใจช่วยเหลืออย่างอ่อนโยน ต่อสรรพสัตว์
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่เป็นสัญลักษณ์อารมณ์ของพระพุทธเจ้า อุบัติไปจาก ฌานของพระพุทธเจ้าชั้นนี้เอง โดยเฉพาะ...พระอวโลกิเตศวร หรือ เจ้าแม่...กวนอิม !!!

ฌาน ขั้นที่ ๓. มุทิตาเจโตวิมุตติ

ฌาน ขั้นที่ ๔. อุเปกขาเจโตวิมุตติ
เจโตวิมุตติ...จิตใหญ่ที่เป็นอิสรภาพเหนือระบบอายตนประสาทปกติ...
ถูกปราชญ์ผู้คิดคด ทรยศคำสอนตรงของพระพุทธเจ้า...
มันตัดออกจนคนรุ่นหลังก็เชื่อตามๆกันมาว่า...
พรหม คือผู้ใหญ่ ประกอบด้วย
เมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา พอ
ไม่ต้องมีศัพท์เทคนิคต่อท้าย
ก็เพื่อมัน พวกมันจะได้เอามาสร้างระบบอุปถัมภ์อันเลวทราม เอารัด เอาเปรียบสังคมกลุ่มอื่นๆ
จน..ร่มพระบรมโพธิสมภาร วินาศ ฉิบหายวายวอด ในวันนี้ นั่นเอง.
!!!!!




Jaruvat Chanposri    ชัดเจนครับอาจารย์


Prirot Meepa    แสดงธรรมมีปาฏิหารย์ .ครับ


Atthanij Pokkasap  ใช่ครับ "คุณธรรม" ที่ภาษาไทยมันเอาไปใช้ ต่ำเละเทะครับ "คุณธรรม"ในพระพุทธศาสนาท่านหมายถึง การฝึกจิตมาถึงขั้น "เสพสุขอันเป็นปัจจุบัน" คือ...สุขในฌานสมาบัติและอภินิหารจากสมาบัตินี้ต่างหาก ที่พระบาลีเรียกว่า "คุณธรรม"...ครับ


Sura Roy    ท่านกล่าวว่าควรยินดีและชื่นชม...แต่ปัจจุบันมีคนบอกว่าอวดอุตริ....ผิดถึงขั้นปาราชิก.


Atthanij Pokkasap  คนแบบนั้นต้องกำจัดทิ้งด้วยอำนาจ " ฌานวิสัย" เด็ดขาดครับ...เพื่อพิทักษ์ความจริงแห่งธรรม....คุรุที่ไปถ่ายทอดเผยแผ่ธรรมที่ธิเบต..เรียกอำนาจพิทักษ์ความจริงแห่งธรรมนี้ว่า "ยิดัม" ครับ


Atthanij Pokkasap  ตอนนี้ ลองกลับไปอ่าน..ปฐมสมโพธิ ตอน มารพันธปริวัตต์...จะเข้าใจดีขึ้น..พวกนี้เอง คือ "มาร" ที่มาปิดบังธรรม แล้วก็มี มาร ที่บิดเบือนธรรม พวกที่กล่าวร้ายธรรมนั้น ท่านเรียก พวกเดียรถีย์ ครับ !!!


Atthanij Pokkasap  "ผู้ไม่เหินห่างฌาน ได้ชื่อว่า ผู้ปฏิบัติตามคำสอนเราตถาคต"....ยังหา..บทต้นกำเนิดที่มา ไม่เจอ ครับ.. เด๋วคงได้เปิดเผย ตีแผ่... พวกมารปิดบัง.. พวกมารบิดเบือน และพวก..เดียรถีย์ ที่กล่าวให้ร้ายคำสอน กัน ครับ


Chanasorn Suadprakorn    เอาด้วย ๆ ว่าง ๆ อ่านพระไตรปิฏก จากเว็บ 8400 ดีกว่า


พรหม อยู่สูงกว่า เทวดา




Atthanij Pokkasap 



Brahma over Devata : Part 1

พรหม อยู่สูงกว่า เทวดา



สถานภาพของพรหม แสดงถึงสภาวะจิตที่สูงส่งมีอิสรภาพ เหนือการครอบงำของประสบการณ์ทางอายตนะ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย)

สังคมไทย ชอบนำความสูงส่งทางสภาวะจิตที่เป็นอิสระพ้นไปจากระบบอายตนะทั่วไปชี้นำ นี้ว่า เป็นความถึงความเป็นผู้ใหญ่ เป็นคติคำสอนที่มาของ ระบบอุปถัมภ์ อันเหลวแหลกเละเทะของสังคมไทยทุกยุคทุกสมัย
เพราะ การอุปถัมภ์ โดยอาศัยข้อมูลทางใจที่พ้นไปจากการครอบงำของข้อมูลทางอายตนะ
คนแก่ไทย คนมียศศักดิ์สูงใหญ่ในสังคมไทย ไม่เคยพัฒนาปัญญาเรียนรู้ ความหมายของพรหม ตามนิยามเป็นจริงของโบราณ
พรหม...ตามคติไทย จึงเป็นคติความเชื่อที่บิดเบือนคติความจริงของพระพุทธศาสนา จนทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ข้ามขั้นตอน เป็นความเชื่อที่ผิดและเลวทรามอย่างที่สุด


พรหม เหนือกว่าเทวดา อย่างไร ?
เทวดา นั้น เป็นมหาชีวิต..มีสภาวะจิตอาศัยระบบอายตนะอันเป็นทิพย์ คือ อาศัยข้อมูลทางอายตนะที่ละเอียดอ่อนมากๆ ความประณีตละเอียดอ่อนมากๆที่ว่า "ทิพย์" นี้ เป็นที่มาของ....
หิริ = ความละอายต่อบาป, ความเคารพตนเอง และความรู้จักหน้าที่ตนเอง ตามจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และตามกฎหมาย
โอตตัปปะ = ความสะดุ้งกลัวต่อบาป, ความเคารพผู้อื่น เคารพสังคม และความรู้จักหน้าที่ของตนเองที่พึงเอื้อเฟื้อต่อ จารีต ประเพณี วัฒนธรรม และต่อกฎหมาย


เพราะความสิ้นคิดไร้ปัญญา
เชื่อถือตามๆกันมาผิดๆ ไม่รู้ว่า...
เทวดาคือหน้าที่ตามธรรม(หิริโอตตัปปะ)คุ้มครองสังคม คุ้มครองโลก(โลกปาลธรรม) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องยาก
มันจึงสร้างคติความเชื่อ...
ข้ามหัวเทวดา อวดอ้างตัวเป็นพรหมกันหมด
ตามสันดานระยำ...
คือ ชอบความเป็นใหญ่ แต่ไม่รู้หน้าที่
ระบบอุปถัมภ์ ที่มาจากพรหม...ด้วยความเชื่อผิดๆนี้เอง ทำลายสังคมไทย ทำลายความมั่งคั่งทั้งหมดของสังคมไทย
ความเหลวเละในสังคมไทยวันนี้
ใครและระบบใดๆมันก็แก้ไขไม่ได้ทั้งสิ้น
ถ้ายังไม่กำจัดความเชื่อบัดซบของพวกพรหมกากที่สร้างระบบอุปถัมภ์ไร้สมอง
เหล่านี้ออกไปจากสังคมไทย
เทวดายังเป็นไม่ได้...
สะเออะยกตัวว่าเป็นพรหม
ฉิบหายสูญชาติไปเลยเถอะครับ
เมื่อยังมีคติความเชื่อแบบผิดๆมากมาย
อยู่อย่างนี้


บุ๊ง ฟิสิกส์    สนับสนุน ถูกใจ


Seree Moto    คนทุกวันนี้ไม่รู้จักใช้ อุเบกขา ใช่ไหมครับ


Atthanij Pokkasap  เปล่าเลย..

มันไม่รู้หน้าที่ของความเป็นคนของมันเองต่างหากละครับ


Monday, January 21, 2019

บทพิสูจน์ปัญญาของพระพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องการเห็นเทวดา



Atthanij Pokkasap 


บทพิสูจน์ ปัญญาของพระพุทธศาสนา
( เรื่องเทวดาตรงนี้แหละที่ทำให้ชัดเจนว่า....ไอ้พวกที่คุยว่ามันรู้จักศาสนาพุทธ...ส่วนใหญ่ ก็...ไอ้พวกตอแหลทั้งนั้น ไงครับ !!!)
ประสบการณ์ทางจิตของพระพุทธศาสนา นั้น
เป็นการประสบ ปรากฏการณ์ในโลกของคลื่นพลังงาน มากกว่า จะเป็นปรากฏการณ์ในโลกของอนุภาค
คลื่นพลังงาน ความถี่ต่างๆที่ซ้อนถักเป็นปรากฏการณ์ของแสงสว่าง พระพุทธศาสนาเรียกว่า.....
"ทิวะ (Diva)"
แปลไทยว่า ความสว่าง, กลางวัน แผลงเป็น ทิพะ หรือ ทิพ, ทิพยะ
ในการประสบ ปรากฏการณ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่างที่ ซ่อน-ซ้อน อยู่ในแสงสว่าง เหมือนคลื่นแสงสว่างสีต่างๆที่ซ้อนถักกันเป็นแสงสว่างสีเดียว แล้วเรียกว่า "สเปคตรัม"
พระพุทธศาสนาจึงขยายศัพท์ "ทิวะ"
อธิบายประสบการณ์การค้นพบแถบคลื่นชีวิตที่ละเอียดเกินประสิทธิภาพของจักษุประสาทสามัญ...
จาก "ทิวะ(Diva)" เป็น "เทวะ(Deva)"
เทวดา(Devata) จึงเป็นศัพท์เทคนิคที่ถูกสร้างขึ้น จาก แสงสว่าง "ทิพะ"...
และเรียกเต็มคำในกาลต่อมาว่า...
"ทิพยกาย" ด้วย

แถบแสงสว่าง...อีกประเภท ทีมีบทบาทในการประจักษ์ในประสบการณ์ทางจิต ...เพื่อวิวัฒน์ขึ้นเป็นปัญญา(การเห็นละเอียดชัด) จะถูกบัญญัติเป็นศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า...
"อาโลกะ(Aloka)" ได้แก่...
อาโลกกสิณ(Alokakasin)...เป็นเท็คนิคหนึ่งในกสิณ ๑๐ หรือ "กสิณายตนะ ๑๐(Kasinayatana 10)"...แปลว่า อายตนะคือกสิณ, อายตนะแห่งกสิณ
อาโลกกสิณ...แปลเป็นไทยว่า กสิณแสงสว่าง
ใช้ในเท็คนิควิวัฒน์จิตขึ้นเป็นปัญญาชั้นสูง
จัดเป็น อายตนะ ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า อายตนะปกติสามัญทั่วไป(Para- normalsense)


นอกจาก กสิณายตนะ ๑๐ แล้ว
พระพุทธศาสนายังมีการฝึกอบรมอายตนะพิเศษที่ใช้ในการประจักษ์ แถบคลื่นชนิดต่างๆของปรากฏการณ์แสงสว่างอีกหลายหลักสูตร
ได้แก่.....
อภิภายตนะ ๘ (Abhibhayatana 8)
วิมุตตายตนะ ๕ (Vimuttayatana 5)
ในเท็คนิคการเปลี่ยนแสงสว่างให้เป็นปัญญาการค้นพบ พระพุทธศาสนา จะใช้การกำหนดแถบคลื่น แสง ๒ วิธีการ ได้แก่...
๑. อาโลกสัญญา(Alokasanna)
...ความจำได้ของจิตว่าด้วยแสงสว่าง
๒. อธิษฐานทิวาสัญญา(AdhitthanaDivasanna)
....ความจำได้ของจิตด้วยการอธิษฐานถึงความสว่าง


ปัญญาแห่งการค้นพบ การพิสูจน์พบ
ของพระพุทธศาสนา...จึงไม่ได้อาศัยอายตนประสาทในระบบสามัญทั่วไป หากแต่เป็น
อายตนประสาท ที่สำเร็จมาจากการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ แล้วเชี่ยวชำนาญ คือฉลาดในการประสบ และการอ่านค่าปรากฏการณ์คลื่นแสงแถบต่างๆ
เทคนิคการเรียนรู้แถบคลื่นแสงเหล่านี้
คือ คำสอนที่ประมวลมาเป็น...
"การฝึกจิตให้ขาวสว่างรอบ
(สจิตฺตปริโยทปนํ...Sacittapariyodspanam)"
สุดท้าย จึงเป็นที่มาของ...
นตฺติ อาภา สมา ปญฺญา
Natthi abha sama panna.
แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา-ไม่มี ฯ

ประสบการณ์ในปรากฏการณ์แสงสว่าง แถบคลื่นต่างๆ ที่เซลล์ร่างกายใช้สื่อสารระหว่างเซลล์ผ่านช่องว่าง ซินแนปส์(synapse) ระหว่าง 20 hz.ถึง หรือกว่า 1,000 hz. นี้...
มีแต่ ต้องอาศัย เท็คนิคกักลมอัสมิตา
เท่านั้น ครับ !!!