Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ภาวนาปธาน. Show all posts
Showing posts with label ภาวนาปธาน. Show all posts

Wednesday, January 2, 2019

ความเพียร ทั้ง ๔ ระดับนี้ ชื่อว่า "สัมมัปปธาน ๔"




Atthanij Pokkasap



ความรับผิดชอบต่อตนเอง...
คือ ไม่...ใส่ใจในมัน ผู้ละเมิด !
แต่ ความรับผิดชอบต่อสังคม.....
คือ ต้อง.. กำจัดมัน ผู้บังอาจทำลายประเพณีของธรรม แห่งความเป็นมนุษย์
เว้น...แต่ ไม่มีปัญญา
แยกแยะว่า อย่างไรคือมนุษย์
และ... อย่างไร ไม่ใช่มนุษย์
ความไม่มีปัญญาแยกแยะนี้แหละ...
มัน จึงเลว ไร้ความรับผิดชอบ พอกัน


ศาสนา สอน เรื่องกิเลส
ให้เพียรรู้จักการแยกแยะ...
ท่านเรียกธรรมหมวดนี้ว่า "สังวรปธาน"
แล้วสอนต่อให้เพียรกำจัด กิเลสที่เข้ามาละเมิดใจ
ท่านเรียกธรรมหมวดนี้ว่า "ปหานปธาน"
คือ ต้องประหาร...สถานเดียว !!
แล้วจึงให้เพียร..ขยายผลการรักษาอิสระภาพแห่งใจไว้ให้ได้พื้นที่มากยิ่งๆขึ้นต่อไป...
ท่านเรียกธรรมหมวดนี้ว่า "ภาวนาปธาน"
จากนั้นจึงสอนเท็คนิคการเพียรรักษาอิสรภาพแห่งใจ
บนพื้นที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตให้สำเร็จ !!!
ท่านจึงเรียกธรรมแห่งเทคนิคสุดท้ายว่า
"อนุรักขนาปธาน"


ความเพียร ทั้ง ๔ ระดับนี้ ชื่อว่า
"สัมมัปปธาน ๔"....
เป็นเทรนเนอร์ผู้จัดการใหญ่มีอำนาจเต็ม
ในการดูแล และสร้างอนาคตทั้งหมดของ
"สติ"
ครับ !!!

Friday, January 13, 2017

65.Breaking Dharma PART 64





Breaking Dharma PART 64...!!!
....



สืบเนื่องจากจาก part 63


ความเพียร (สัมมาวายามะ) ของพระพุทธศาสนา
มีชื่อเทคนิคเฉพาะว่า "สัมมัปปธาน ๔"
ประกอบด้วย ;

(๑) สังวรปธาน
หมายถึง ชั่วที่ยังไม่เกิด อย่าให้เกิด


(๒) ปหานปธาน
หมายถึง ชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องดับให้ได้


(๓) ภาวนาปธาน
หมายถึง กุศล (ดีเป็นแค่ส่วนเล็กๆของกุศล) ที่ยังไม่เกิดต้องพยายามทำให้เกิด
ท่านใช้ "ภาวนา" ครับ....!!!  ซึ่งคงหมายถึง ภาวนามัย...บุญที่สำเร็จได้ด้วยการภาวนา นั่นเอง
อธิบายว่า ถ้าไม่เกิดปัญญาตั้งแต่ชั้น (๑) สังวรปธาน ก็จะสั่งสมประสบการณ์เป็นสมาธิ ไม่ได้ครับ

เพราะมีคาถา ธรรมบทยืนยันไว้ว่า...

ฌานไม่มี ปัญญาก็ไม่มี ( Natthi jhanan apannassa)
ปัญญาไม่มี ฌานก็ไม่มี (Panna natthi ajhayino)

..ปัญญา ในสังวรปธาน นั้น คือการเห็น (ความเข้าใจ) กระบวนการทำงานระหว่างหัวใจ กับ
อายตนะประสาททั้ง ๕ ระบบ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)..
ที่มีสมองเป็นที่เก็บข้อมูลประสบการณ์ในการทำงานของอายตนะประสาททั้ง ๕ ระบบ โดย...
หน่วยประมวลผล ของอายตนะประสาททั้ง ๕ อยู่ที่สมองส่วนหน้า
หน่วยประมวลผล ของหัวใจกับอายตนะประสาททั้ง ๕ อยู่ที่สมองส่วนล่าง
ติดกะกระบอกตาทั้งสอง

การแยกหน่วยประมวลผลทั้ง ๒ กลุ่มให้เป็นอิสระจากกันได้ก็คือ..
การดับ มโนวิญญาณที่จะเกิดจากการอิงอาศัยประสบการณ์ของอายตนะทั้ง ๕
(จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, กายวิญญาณ)

ความสามารถในการเข้าแยกการทำงานของหน่วยประมวลผล ๒ ส่วน
ออกจากกัน คือการใช้สติเข้าควบคุมลมหายใจเข้าออก (ม้า ของอัศวิน)
จะทำให้โยคาวจรเป็นเจ้านายของอัศวิน (จิต) ไปในที่สุด

เป็นที่มาของสัมมาสมาธิ ขั้นที่ ๑ (ปฐมฌาน)..
ที่..ความประเสริฐสุดของขั้นนี้ คือ การดับ..ราคานุสัยเป็นที่มาของ..
นิพพานขั้นที่ ๑ ชื่อ เนกขัมมสุข เป็นสมาบัติพื้นฐานของอริยบุคคลชั้น อนาคามี

(นิพพาน มี ๔ ขั้น...เกิดจาก ท่านพระอุทายี เบรค การเทศน์ของท่านพระสารีบุตร
ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา ณ มหาวิหารเชตวันท่ามกลางญาติโยมมหาศาล ว่า  
"ฮะเหย ภันเต ในเมื่อนิพพานไม่มีเวทนา ไฉนภันเต จึงว่านิพพานเป็นสุข....???"   
ทำให้ท่านพระสารีบุตรต้องขยายนัยะอย่างละเอียดออกมา
เป็นพระสูตรใหญ่ยาวบทหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผย..ณ ที่นี้)

นี้คือ ข้อที่ (๓) ภาวนาปธาน ในสัมมัปปธาน ๔ ที่ ถูกละเมิดหนักมาก....


(๔) อนุรักขนาปธาน  คือการรักษาผลงานจาก  ภาวนาปธาน




มีพระพุทธวจนะตรัสแสดงข่ายใยแห่งความสัมพันธ์
ของการบำเพ็ญ สจิตฺตปริโยทปนํ ไว้ดังนี้...

(๑) จิตมีอารมณ์เดียว (ไม่ไปมิกซ์รวมกับประสบการณ์ของอายตนะประสาททั้ง ๕ ดังกล่าวข้างต้น)
ท่านเรียกว่า จิต เป็นสมาธิ

(๒) สติปัฎฐาน ๔ เป็น นิมิต (เครื่องหมาย) ของสมาธิ

(๓) สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุน (ที่มา และที่ไป) ของ สมาธิ
การเสพให้คุ้น ความเจริญ ทำให้มาก ซึ่ง ธรรมเหล่านี้
(คือ สมาธิ, สติปัฏฐาน ๔ และ สัมมัปปธาน ๔)
เป็นการทำให้สมาธิเจริญ และ
สมาธิดังกล่าวนี้เท่านั้น..คือความสุข "ปัจจุบัน"
ในประสบการณ์การค้นพบ ของพระพุทธศาสนา


(จาก ข้อ ๕๐๘  จูฬเวทัลลสูตร  มูลปัณณาสก์  มัชฌิมนิกาย  ไตรปิฎก สยามรัฐ เล่ม ๑๓/๔๕)



การบิดเบือนความเพียร ในพระพุทธศาสนาให้เป็นเรื่องของอุตสาหะ
เป็นปมหายนะแห่งความเสื่อมทรามลงข้อหนึ่งของราชอาณาจักรนี้.....
พระที่สอนสมาธิ ผิด..พอๆกะพระที่ปฏิเสธเรื่องสมาธิ...
เตรียมไปอุบัติเป็นเปรต มีผ้ากาสาวพัตร์ลุกเป็นไฟนรกห่อหุ้มตัวกันได้เลย.


Atthanij Pokkasap รายงาน
15:50 น. แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒
วันอังคาร ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖




...ศาสนาเดียวที่สอนการฝึกจิต เป็น อนุสานีปาฏิหาริย์ ประกาศขั้นตอนของหลักสูตรอย่างเปิดเผยท้าทาย..กลับมาถูกบิดเบือนเอาอย่าง่ายๆโดยพวกมักง่ายทั้งหลาย....

...ลมหายใจ ก็ถือเป็น หนึ่งในสติปัฎฐาน ๔ อันเป็น นิมิต (เครื่องหมาย) ของสมาธิ 
ตามข้อ (๒)...เป็นพื้นฐานขั้นต้นของสติปัฏฐานเกี่ยวกับหมวดอานาปานบรรพโดยตรง...
เพราะแยกเป็น 4 หมวดใหญ่...นี่เป็นบรรพหนึ่งในหมวดกาย...ที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ก่อนบรรพอื่น เช่น อิริยาบถบรรพ..  
เพราะเห็นที่สอนให้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในกิริยาต่างๆกันในชีวิตประจำวัน...
แต่ที่เราเน้นแค่ลมหายใจแล้วมันก็จะไปเกี่ยวเนื่องกับหมวดใหญ่ทั้ง 4 หรือทั้ง 16 บรรพไปเองโดยธรรมชาติ...

...ลมหายใจ เป็นแม่บท แล้ว ทุกบรรพ.  ท่านเรียกว่า.มาเองโดยธรรมชาติ ของมรรค..แต่ที่ขยายออกจนเป็น ๑๖ บรรพ  นั่นคือ ความรัดกุมที่รองรับ พื้นภูมิธรรมของแต่ละคนที่อธิษฐานมาไม่เหมือนกัน ครับ....





                                                                                                                                         ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

Monday, January 2, 2017

28.Breaking Dharma PART 27





Breaking Dharma PART 27...!!!
....




ตอน มารู้จัก ความเพียร และอุบัติการณ์แห่งปัญญาและองค์ญาณในพระพุทธศาสนา  
ตามเป็นจริง...กันเถอะ!!!


ความเพียร นี้  พระพุทธศาสนามีศัพท์เทคนิคเป็นการเฉพาะว่า "สัมมัปปธาน ๔" ครับ..ประกอบด้วย...

๑. สังวรปธาน   รวมๆหมายถึง  ความชั่ว(บาป อกุศล)ที่ยังไม่เกิด  อย่าให้เกิด
(ในแง่ สังคม คือ ป้องปราม อย่าให้คนชั่ว มีกำลัง)

๒. ปหานปธาน  ความชั่ว (บาป, อกุศล) ที่เกิดแล้วต้องดับให้ได้
(ในแง่สังคม คือ คนชั่วจริง...ต้องประหาร !!!)

๓.ภาวนาปธาน   ความดี (บุญ, กุศล) ที่ยังไม่เกิด  ต้องทำให้เกิด
(ในแง่สังคม คนดี ที่ไม่มีอยู่ในสังคม ต้องทำให้มี...)

๔.อนุรักขนาปธาน   คือ ความดี (บุญ,กุศล)ที่เกิดแล้ว  ต้องทำให้มีกำลังเจริญยิ่งๆขึ้น
(ในแง่สังคม  ก็คือ ต้องทำให้คนดีที่มีอยู่  มีกำลังใหญ่ในสังคม..)


อุบัติการณ์แห่งปัญญา และองค์ญาณมีขึ้น (ปัญญาและความอ่อนโยนที่เป็นตัวของตัวเอง) ของ
ชาวพุทธนั้นมีตั้งแต่ขั้นแรก  คือ  สังวรปธานแล้ว...ท่านอธิบายไว้ดังนี้...

การสำรวม (สังวร)  คือการกั้น  ได้แก่การปิด   หมายถึงความคุ้มครอง  ชื่อว่า เป็นกิริยาอันภิกษุ (สาวกทั้งหลาย) 
ทำแล้วในทวารนั้น   ทำให้ได้ในวิถี "ชวนจิต" ข้างหน้า  เป็นกุศล ๕ ได้แก่...

๑.มีความเชื่อที่มั่นคง  หนักแน่น

๒.มีความอดทน (ลักษณะพิเศษของความเพียรของชาวพุทธแท้เลยข้อนี้)

๓.มีความเพียร (การรู้แยกแยะ และพัฒนา ๔ ข้อข้างต้นเป็นคุณลักษณะพิเศษมากของชาวพุทธแท้)

๔.มีสติ (ลักษณะพิเศษของชาวพุทธแท้อีกเหมือนกัน)   และ....

๕.มี..องค์ญาณ...คือปัญญาหยั่งรู้โดยธรรมชาติ (มหาลัยไม่มีสอนครับ  และสอนไม่ได้  สอนไม่ถึงด้วย!!!)


(ข้อ ๕ นี้เป็น "จินตามยปัญญา"...ที่ "นายขยะ" ถอดความหมายว่า คือ ปัญญาโดยสัญชาตญาณ
การหยั่งรู้เหมือนความเชี่ยวชาญในระบบนิเวศน์วิทยาของโลก เหมือนปลวกสร้างรัง  เหมือนผึ้งทำน้ำหวานและรัง  
เหมือนนกกระจาบสร้างรัง  เหมือน..ฯลฯ   วันนี้ปัญญาส่วนนี้ของมนุษย์ถูกวิทยาศาสตร์ลวงโลกทำลายเกลี้ยง....)


(ความรู้ที่เกิดจากการสำรวม มาจาก  เรื่อง "ภิกษุ ๕ รูป"  
ภิกขุวรรควรรณนา  ธัมมปทัฏฐกถา แปล ภาค ๘/๒๕๒๙)
จากเนื้อหาละเอียดนี้..วันนี้ชาวพุทธเป็นตัวอะไร..ไม่ทราบ....
กล้าดีถือดีอะไรบังอาจแอบอ้างว่าเป็นชาวพุทธ....ครับ?????!!!!!!!





...อวดคำคมกันอยู่ได้   หลักปฏิบัติพัฒนาปัญญายังไม่รู้เรื่องอะไรกันเลยแม้แต่น้อยนิด  อเน็จอนาถจริงๆเชียว...

...สังวรทำให้ได้ในวิถี "ชวนจิต" ข้างหน้า!!!...ภวังคจิตที่เกิดจาก หัวใจ ครับ   แล้วยังไม่ไปมิกซ์รวมกะคลื่นผัสสะจากอายตนะประสาททั้งห้า....ครับ 
   
...สังวร  ที่ท่านสอน  คือการเข้ามาแยกแยะคลื่นไฟฟ่าในระบบอายตนะประสาทครับ!!!!

ธัมมารมณ์ไม่ไปเสริมปรุงแต่งอายตนะสัมผัส...คือปรากฏการณ์ภายในที่ท่านเจตนาถ่ายทอดครับ

พระพุทธศาสนายอมรับว่าโลกนี้คือราชรถอันวิจิตร   จึงเรียกตัณหาว่า ตัณหาวิจิตร ๑๐๘   เป็นอิสระไปจากคลื่นผัสสะของอายตนะประสาทภายในของตัวเอง..เป็นที่มาของการเข้าสู่กระแสมรรค  กระแสญาณครับ....

ที่งามวิจิตรน่ะ โลกภายนอก...แต่ที่เป็นปัญหาน่ะ  คลื่นไฟฟ้าในอายตนะประสาทครับ....ลมหายใจที่ลึกและมั่นคงตามสภาพเป็นจริงของหัวใจเท่านั้น  จะทำให้เราเป็นอิสระไปจากการครอบงำของคลื่นไฟฟ้าจากอายตนะประสาทเหล่านั้น....เป็นการต่อสู้อารมณ์ภายในของตัวเราเองล้วนๆ...

...โดนอารมณ์ทั้ง 6 ครอบงำเป็นส่วนใหญ่...เพราะไม่ฉลาดในเท็คนิคของ...การหายใจ !!!

...นางยักษิณี  มีอำนาจ!...ครับ   ทำให้นางยักขิณีมีอำนาจครอบงำนครตักศิลามาแล้ว....



...สำหรับเทคนิคการฝึกหายใจ  เป็นเทคนิคที่ซ่อนอยู่ในฤๅษีดัดตน...ฝึกวันละไม่กี่ครั้งช่วงก่อนอาบน้ำเท่านั้นเอง...มีผลต่อเนื่องทั้งวัน...และมีผลมหาศาลต่อการนั่งคู้บัลลังก์ยาวๆ..ครับ    

...ตอนอัดลมนานๆตอนเข้าและออก  มันจะจุกที่คอหอยครับ  อึดอัดน่าดู  เป็นเพราะสูดลมหายใจเข้าแรงเกินไป  มันไม่ละเอียด สักแต่ว่าอัดเข้าไป...ลึกเกินไป..จะทำร้ายตัวเอง!!!   เอาลึกหลวมๆก่อนเหมือนลูกสูบรถที่สนิมเขรอะ   
ต้องค่อยๆชักครับ  ลึกเร็วเกินไปก้านวาล์วก้านสูบ (ลิ้นหัวใจ) จะหักเอานะครับ

...ครับ  ฝืนไม่ได้ร่างยังไม่ชินต้องค่อยๆปรับครับ   ใช่เลยครับ...หัดใหม่ซะ   เหมือนลูกสูบรถที่ถูกน้ำท่วมขังจะชักพรวดรวดเดียวถึงศูนย์ตายบนและศูนย์ตายล่างเลยไม่ได้...ฉันใดฉันนั้น...

ขยักอึด  ฝึกอึดเกร็ง  ภายหลังการหายใจเข้า และภายหลังการหายใจออกหลายๆระดับ   เพื่อค้นหาระดับที่เหมาะสมที่สุดเฉพาะตัว  ก็เป็นความละเอียดอ่อนที่จำเป็นมาก....ลมหายใจสั้น  ลมหายใจยาว ที่มีความละเอียดและปริมาณลมหายใจที่ไม่เท่ากัน...ทำให้คุ้นเคยในหลายๆมิติ...จะสามารถ "ตามทัน" อารมณ์ ๑๐๘ ของเราได้    

...การตามทันไม่ได้ง่ายอย่างที่เที่ยวสอนๆกันในหลายๆสำนักครับ....ถ้ายังไม่ฉลาดในเทคนิคการหายใจ
ไม่งั้นสมเด็จพระบรมศาสดาท่านไม่นำไปเปรียบเทียบกับ นายช่างฟั่นเกลียวเชือกผู้ชาญฉลาดอยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตรหรอกครับ....




                                                                                                  ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

Thursday, December 29, 2016

2.Breaking Dharma PART 2





......


หลักของความเพียร ในพระพุทธศาสนา เรียกว่า สัมมัปปธาน ๔
ประกอบด้วย ;

๑.ความชั่วที่ยังไม่เกิด  อย่าให้เกิด (สังวรปธาน)

๒.ความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว  ต้องกำจัด (ปหารปธาน)

๓.ความดีที่ยังไม่เกิด  ต้องทำให้เกิด (ภาวนาปธาน)

๔.ความดีที่เกิดขึ้นแล้ว  ต้องทำให้เจริญยิ่งๆขึ้น (อนุรักขนาปธาน)





...นักการเมือง นักการทหารและนักวิชาการที่ร่วมกันทำแผ่นดินไทยถือเป็นความชั่ว มีผิดต่อประมวลกฏหมายอาญา  ว่าด้วยอธิปไตยของชาติและแผ่นดิน มาตรา ๑๑๙  
ต้องโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต   แต่โดยหลักธรรมแห่งความเพียรของพระพุทธศาสนา   ต้องโทษประหาร (ปหานปธาน) สถานเดียว

...ช่วยรับรู้หลักธรรมที่เด็ดขาดของพระพุทธศาสนาด้วยครับ!!!

...มาตรา ๑๑๙ โดยหลักธรรม โทษประหารสถานเดียวเท่านั้น ...กี่รัฐบาล  กี่ ผบ.ทบ. กี่ รมต.กระทรวงต่างประเทศ  กี่ รมต.กระทรวงกลาโหม  ไล่ดูกันเอาเองครับ...ไอ้ที่สอนธรรมเอะอะๆๆๆ  แผ่เมตตา  ให้อภัย...พระพุทธศาสนาถึงไม่ก้าวหน้า   กลับมาศึกษาความเพียร  ที่มีพระพุทธวจนะตรัสอุปมาเหมือนล้อที่ขับเคลื่อนยานแห่งอารยะธรรมใหม่กันด้วย   ก่อนที่จะนำพระพุทธศาสนาไปสู่การล่มสลายอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

....ขอบิณฑบาตรด้วย ..การสอนประเภท  ชั่วช่างชี  ดีช่างสงฆ์...เอาตัวให้รอดก่อน...ทำร้าย
พระศาสนากันทั้งนั้น...

มีตรงไหน  สอนให้แผ่เมตตาให้คนชั่วและความชั่ว

มีตรงไหน  สอนให้อโหสิกรรมคนชั่วและความชั่ว...หยุดทำลายและทำร้ายพระศาสนาอย่างอำมะหิตกันได้แล้วววว...

...เพราะทำไม่ได้  ไม่มีความชัดเจนนี่แหละ   ที่ทำให้พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดีย  หายไปจากเอเชียกลาง และกำลังหายไปจากสยาม

... ผู้รู้ทั้งหมดไม่ยอมเข้าถึงประวัติศาสตร์ตอนพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น...เป็นการอุบัติขึ้นท่ามกลางสงครามทั้งนั้นครับ   กำจัดคนชั่วเพื่อรักษาผู้บริสุทธิ์จำนวนมหาศาลกว่าคนชั่วไม่รู้กี่พันเท่า...พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังกินบุญเก่ากันเลยอ่อนแอไม่เด็ดขาด   ร่มพระบรมโพธิสมภารจึงย่อยยับ เลือกเอาครับ..ชะตากรรม   ในแง่หลักธรรมพระพุทธศาสนา..กำหนดได้ทั้งหมด...ไม่ใช่กำหนดไม่ได้..

โหดธรรมชาติ  ก็ไปดูสัตว์ป่าในอาฟริกา..หลายคนต้องร้องไห้   ที่ลูกกวางหรือลูกควายเกิดใหม่ต้องตายกับสิงโต...เพราะอะไร...

ไม่สังเกตุหรือ  ในเถระเถรีคาถา ในอัปทาน    ถ้าอ่านเอาเรื่องจริงๆ   อริยะบุคคลชั้นสูงสมัยพุทธกาล  ล้วนได้อานิสงส์เป็นราชา  มหาราชา  เป็นจักรพรรด์ ทั้งนั้น

...แล้วก็ลงนรกหมกไหม้เพราะฆ่าคนตายเป็นเบือ..เช่นท่านพระทัพพมัลลบุตร  ท่านพระสีวลี ยกทัพล้อมเมืองข้าศึก 7 ปี 7 เดือน 7 วัน   จนกรรมในภพสุดท้ายก็ต้องชดใช้...ลำดับเรื่องให้ดีๆ  คนที่ฆ่าคนแล้วชดใช้สั้นที่สุด  ก็คือท่านพระองคุลีมาลองค์เดียวเท่านั้น

...แล้วคำว่า ฆ่า (ปหาร)  ยังปรากฏมีในสัมมัปปธาน ๔ ขนาดนี้

...นี่เป็นศาสนาของนักรบผู้ชนะ (ชินสีห์, ชินราช) นะครับ...อย่าลืม....

พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาของนายทุนที่นั่งเสพสุขในห้องแอร์..ครับ

วิถีของการประหาร   ไม่ได้หมายถึงต้องเอาให้ตาย นะครับ  ในสังคมพุทธที่เข้มแข็งมากแล้ว ท่านใช้ "เนรเทศ"   ถ้าตีความปัจจุบันก็คือ "ถอนสัญชาติ" ครับ.




                                                                                            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap