Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ชาคริยานุโยค. Show all posts
Showing posts with label ชาคริยานุโยค. Show all posts

Sunday, May 8, 2022

THE SECRET OF TANTRA BUDDHISM MEDITATION

  

เคล็ดลับสมาธิ...

<THE SECRET OF TANTRA BUDDHISM MEDITATION>

Breaking Dharma PART 19 ..!!!
ตอบ คุณ Pee Yakkhanugann...
เรื่อง สายปฏิบัติการโยคะของพระพุทธศาสนา ครับ.
จากขั้นตอนการฝึก ใน ข้อ (๙๔) คณกโมคคัลลานสูตร อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔/๔๕ ท่านลำดับ ไว้อย่างนี่....
๏ สัทธา > ศีล > สันโดษ > อินทรียสังวร > โภชเนมัตตัญญุตา > ชาคริยานุโยค
> โยนิโสมนสิการ > วิเวก ฯ๛
ตอบว่า สายปฏิบัติการนั้น ไปแยก ที่ระดับ * โยนิโสมนสิการ * ครับ !!!
(นิพพานที่เป็นสมาบัตินิโรธ มี ๔ ระดับ สมาบัติ ;
๑.เนกขัมมสุขสมาบัติ (ดับวิญญาณ ที่ ฌาน ๑)
๒.วิเวกสุขสมาบัติ (ดับวิญญาณ ที่ ฌาน ๒ ที่มาของ เจ้าแม่กวนอิม,พระอวโลกิเตศวร ฯลฯ)
๓.สมาธิสุขสมาบัติ (ดับวิญญาณที่ ฌาน ๓)
๔.สัมโพธิสุขสมาบัติ (ดับวิญญาณที่ ฌาน ๔)
(ระดับ นิโรธสมาบัติ ๑. ถึง ๓. นั้น เป็นของ เหล่า อนาคามี)
๏ ปฏิบัติการตอน อินทรียสังวร ที่แปลกันทั่วไปว่า สำรวมอินทรีย์นั้น คือการฝึกแยก กลุ่มคลื่นอายตนะทั้ง ทั้ง ๕ ออกจาก การเข้ามา มิกซ์ ของคลื่นอายตนะที่ ๖ (ที่มาของ เห็น สักแต่ว่าเห็น...แต่ยังควบคุมคลื่นVibrations ของอายตนะไม่ได้ ต้องไปจัดระเบียบลมหายใจก่อน)ฯ๛
๏ โภชเนมัตตัญญุตา นั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่จัดลมหายใจให้เป็นระเบียบ คือ ลึก ยาว หยาบ(การหายใจปกติ ถือว่า หยาบมาก) แต่สม่ำเสมอ
...เมื่อสามารถจัดระเบียบลมหายใจหยาบปกติให้ยาวสม่ำเสมอได้ ระบบการย่อยอาหาร และการทำงานของล่ำไส้ ย่อมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ครับ.๚๛
(ลมหายใจอย่าไปกำหนดอุปาทานว่า จะต้องหายใจลึก เท่านั้นเท่านี้ เพราะ ลมหายใจหยาบ จะมีที่สุดระดับหนึ่ง ลมหายใจที่ละเอียดขึ้นมาก็จะมีที่สุดของความลึกอีกระดับหนึ่ง เป็นระดับความลึกที่สัมพันธ์กับระดับความละเอียด ครับ...การไปกำหนด ก็คือ การสร้างอุปาทาน...หลอกตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น...บ้าครับ!!!)
๏ ชาคริยานุโยค ที่หมายถึง การประกอบการตื่นให้มาก คือ นอนเพียง ไม่เกินวันละ ๔ ชม.( ๒๒๐๐ น.-๐๒๐๐ น) จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ ลมหายใจเป็นระเบียบ คือ ลึก ยาว ละเอียดปานกลาง คือ อย่างน้อยก็ละเอียดกว่าขั้นแรกๆขึ้นมา(อันที่เราจะสามารถทำให้ละเอียดที่สุดขณะปัจจุบันน่ะล่ะครับ...แต่ยังไม่ใช่ละเอียดสุดท้าย...เรายังจะต้องพัฒนาต่อไป..)
คำอธิบาย คือ ลมหายใจที่ละเอียด ลึก ดึงอากาศที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายเพิมขึ้น ในปริมาณอย่างน้อย ก็เท่ากับที่เราเคยใช้พลังงาน "มากที่สุด "ในตอนตื่นทำกิจกรรมต่างๆ ประจำวัน แต่เมื่อลมหายใจละเอียดมากๆ ออกวิเจนจะถูกดึงไปใช้มายมายกว่าหายใจหยาบหลายๆเท่าทำให้ร่างกายตื่นตัวกระฉับกระเฉง...แทบไม่ต้องหลับนอนก็อยู่ได้....๚๛
๏ ก่อนสิ้นสุด ชาคริยานุโยค ไปสู่ สัมมาสมาธิ(ปฐมฌาน > จตุตถฌาน) เป็นเรื่องของการเฟ้นหาเทคนิคเฉพาะตัว ตามวาสนาที่สั่งสมมา เป็นที่มาของการเกิดสายปฏิบัติการ(นิกาย) มีเหตุ ดังนี้ ๚๛
๏ จิตมั่นคงดี ใน "วัตถุ" ใด สติย่อมปรากฏดีใน "วัตถุ" นั้น๚๛
๏...สติ ปรากฏดีใน "วัตถุ" ใด จิตย่อมมั่นคงดีใน "วัตถุ" นั้น ๚๛
๏ ลมหายใจเข้า+ลมหายใจออก ชื่อว่า "วัตถุ" เป็น "กายสังขาร" ๚๛
๏ จับใจความวรรคนี้ให้ดีๆ นะครับ...
" สติ สัมพันธ์กับ จิต ดังนี้ ชื่อว่า "รู้เนื่องด้วยกาย(กายานุปัสสนา)"
จาก ข้อ( ๓๘๘ ) มหานิทเทส ขุททกนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม ๒๙/๔๕ ๚๛
๏ หมายความว่า ถ้ายังเชื่อมโยง สติ ให้กับกับ จิต อย่างมั่นคง ไม่ได้ คุณไม่มีโอกาสเกิด "ความรู้" ได้เลย และ...
วัตถุ ที่เป็นตัวเชื่อมโยง สติกับ จิต ก็คือ "ลมหายใจเข้า+ลมหายใจออก" ครับ ๚๛
๏ พวกที่สอนกันทุกวันนี้ เหยียบข้าม วัตถุเชื่อมโยง ทั้งหมดทุกสำนักครับ!!!
เริ่มต้นก็บังคับจิตกันให้รู้...เห็นมั้ยครับ อุปาทาน บ้าๆ ทั้งนั้น...๚๛
๏ และ...สำคัญมาก ความลึก ของลมหายใจนั้น ตัวกำหนด คือ ความละเอียด ครับ ยิ่งละเอียดเท่าใดก็ยิ่งลึกเท่านั้น...จะมากำหนดเองแบบลุแก่อำนาจอย่างที่สอนกันทั่วไปไม่ได้ครับ... กำหนดเอาเองอย่างนั้นโรคเรื้อรังสารพัดถามหาในบั้นปลาย ไม่มีใครตายดีครับ. เพราะ...บทสักกัตวา ท่านแสดงไว้ชัดเจน ว่า
๏ สักกัตวา สังฆรัตนัง โอสถัง อุตตมัง วรัง ...พระสงฆ์ คือ ยาอันประเสริฐสูงสุด ๚๛
๏ อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆเตเชนะ...ด้วยเดชแห่งการถึงสงฆ์ผู้เป็น ผู้ควรกราบไหว้ ผู้ควรเข้าใกล้ชิด
โสตถินา นัสสันตุปปทวา ขอความสวัสดี ขอความปราศจากไปจาก..๚๛
๏ สัพเพ โรคา วูปสเมนตุ เต...โรคทั้งหมาย พึงมีแก่ ท่านทั้งหลาย๚๛
๏ สรุป คือ ถึงพุทธ หมด ทุกข์ ถึงธรรม หมดภัย และ ถึงสงฆ์หมดโรค ครับ
แล้วพระสงฆ์ป่วยเป็นสารพัดโรคก่อนตาย คืออะไร? ...ผู้ทำลาย บทสวดบทนี้นะสิครับ ๚๛
๏ ขอความเจริญในอริยธรรมตามเป็นจริง จงมีแก่ท่านผู้สนใจและไต่ถามมา ทั้งอยากรู้ได้อ่านตาม ทั่วหน้ากัน เทอญ ๚๛

Atthanij Pokkasap
๙.๒๐ น. วัน พุธ ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖

Sunday, January 20, 2019

อายตนนิพพาน และ การตามประกอบการตื่นให้มาก (ชาคริยานุโยค)




โยคีขยะ - ฤษีป่าคอนกรีต 

March 25 at 10:39am 


พระสูตรที่มาของ...
"อายตนะนิพพาน"
ที่..ลัทธิ "ค้อนทอง-เคาะแล้วรวย " และ ลัทธิลูกแก้วสว่างใต้สะดือ ประกาศว่า..
คือแดนนิพพาน...สวนทางคำสอนของพระพุทธเจ้า...ทั้งบิดเบือนกล่าวร้ายว่า พระพุทธเจ้า ค้นพบมาไม่สูงส่งจริง เท่าที่พวกมันค้นพบ !!!
ในเนื้อความของพระสูตร
(อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ )

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
อายตนะนั้นมีอยู่
ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ
โลกนี้ โลกหน้า
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง
ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ....ฯลฯ
...อายตนะนั้น หาที่ตั้งไม่ได้
มิได้เป็นไปตามอารมณ์มิได้
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์"


มัน...ไม่เข้าใจ มัน...ไม่รู้เรื่อง มันก็เลยเรียกเป็น
"อายตนะนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าไม่รู้(เท่ามัน)" ไปเสียเลย !!!
ตามเนื้อความ...ก็คือ ตามภาพ "Relativity(สัมพัทธภาพ)" ที่เขียนโดย
Maurits Cornelis Escher จิตรกรชาวดัชท์ผู้ใช้ภาพจิตรกรรมอธิบาย ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ที่ประกาศการค้นพบ เมื่อ ค.ศ.1904 หมายถึง...
...ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนใดๆ ที่มนุษย์สามารถกำหนดและตัดสินได้ ด้วยระบบของ
อายตนประสาท ที่มนุษย์ มีอยู่ หรือ...
ด้วยระบบ อายตนประสาทรับรู้ที่จำกัดและสับสน... มนุษย์ ไม่สามารถเข้าถึง การเคลื่อนไหว "สัมบูรณ์" ของระบบที่กำลังเคลื่อนไหวได้
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ แสดงถึงการค้นพบ "กฎอนิจจัง" ที่ความรู้ผ่านระบบอายตนประสาทของมนุษย์ ก็คือ อุปาทาน นั่นเอง ....
พระพุทธเจ้า ทรงค้นพบเท็คนิคการก้าวข้ามความสับสนทางอายตนะ ได้ จึงแสดงผ่าน
"นิพพานสูตร" ...ว่าด้วยเหตุที่ อายตนะ...ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้...
แต่..ลัทธิสัสสตทิฏฐิทั้งสองสาย...
มันอ่านภาษาไทยสำนวนพุทธ ไม่รู้เรื่อง
มันเลยเรียกเป็น "อายตนนิพพาน" ไปเสียเลย


ในปฏิบัติการโยคะฝ่ายพุทธ
คือ ตอนที่ฝึก การตามประกอบการตื่นให้มาก(ชาคริยานุโยค)...เป็นการฝึกปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระไปจากข้อมูลของระบบอายตนประสาทที่มีหน่วยประเมินผลอยู่บริเวณสมองส่วนล่างหลังกระบอกตา ซึ่งทำงานไม่มีพักตลอดชีวิต ร่วมกับหัวใจ...
การฝึกลดการใช้ข้อมูลของระบบอายตนประสาท...ที่เก็บไว้บริเวณสมองส่วนล่าง
มีแต่ต้องเพิ่ม..สติเสริมเข้าไปให้แก่หัวใจที่เข้มแข็งเท่านั้น...เป็นที่มาของเทคนิคต่างๆที่ซ่อนอยู่ใน "อานาปานสติกรรมฐาน" ในขั้น...
"ชาคริยานุโยค"...
ครับ
เพราะ... ในขณะที่ อายตนประสาททั้งระบบหลับไป สมองส่วนประเมินผลกับหัวใจยังทำงานประสานกันอยู่...
"ผู้เห็น"ที่เกิดขึ้นในขณะที่อวัยวะทั้งสองทำงาน คือ "ภวังคจิต"
"สิ่งที่ถูกเห็น" คือ "ความฝัน"
แต่โดยการฝึก "ชาคริยานุโยค"
"ผู้เห็น" คือ สติ (ที่ต้องฝึกปลูกฝังลงไปในภวังคจิต)
"สิ่งที่ถูกเห็น" คือ "นิมิต"
เป็นที่มาของปฏิบัติการ...ก้าวข้ามข้อมูลประสบการณ์ของอายตนประสาททั้งระบบ


นี่คือจุดประสงค์...
การฝึกจิตให้ขาวสว่างรอบ..."สจิตฺตปริโยทปนํ(Sacittapariyodapanam)"
ของพระพุทธศาสนา
ครับ !!!!


Monday, January 7, 2019

Jagriyanuyoga ; Fundamental Study to Separate the Spirits between the Five Sense from Nervous System and the Sixth Sense from Lymphatic System with Gallbladder to Jhan.



The Buddhism Explorer

เมื่อวานนี้ เวลา 10:13 น.



ชาคริยานุโยค ;
เท็คนิคเพื่อทักษะในการได้ฌาน-สมาธิ-สมาบัติ
ตามหลักคำสอนที่มาในพระไตรปิฎก
Jagriyanuyoga ;
Fundamental Study to Separate the Spirits
between the Five Sense from Nervous System and the Sixth Sense from Lymphatic System with Gallbladder to Jhan[Concentration of Consciousness].

ชาคริยานุโยค
แปลว่า โยคะที่สืบเนื่องด้วยการตื่น หรือทั่วๆไปว่า การตามประกอบด้วยการตื่นให้มาก
ท่านพระสารีบุตร อธิบายไว้ย่อๆว่า
"ความหมายของภิกษุไม่พึงทำความหลับให้มาก คือ ภิกษุพึงแบ่งกลางคืนและกลางวัน เป็น 6 ส่วน โดยตื่นอยู่ 5 ส่วน หลับอยู่ส่วนหนึ่ง
จาก ข้อ(750) มหานิทเทส ขุททกนิกาย
พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่ม 29/45

และแบบอุกฤษฎ์
ซึ่งปรากฏทั่วไปในบันทึกนั้น จะตื่นต่อเนื่องให้เป็นอิสระไปจากสำนึกเวลาภายในจิต ทั้งกลางคืนกลางวัน ดังปรากฏใน "มหัปผลสูตร" ว่าด้วยอิทธิบาทภาวนา ข้อ(1147) มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย ซึ่งสามารถบรรลุได้แบบฉับพลัน ตามที่ทรงตรัสรับรองไว้ตอนท้่าย "มหาสติปัฏฐานสูตร" ในมหาวรรค ทีฆนิกาย
เป็นทักษะที่พัฒนามาจากปฏิสัมภิทา คือแตกฉานใน อุปปริกขะ 3 ว่าด้วย ธาตุ, อายตนะ และปฏิจจสมุปปาท ข้อ(124) สัตตัฏฐานสูตร นิทานวรรค สังยุตตนิกาย มาแล้วเป็นอย่างดี เท่านั้น

ในคัมภีร์มิลินทปัญหา เรียกเท็คนิคในการสร้างทักษะเพื่อการตื่น นี้ว่า
"มิทฺธสฺสติวิธา"
แปลว่า วิธีการประคองสติในขณะหลับ
แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ
1. อาทิมิทฺธสฺสติวิธา
2. มัชฌิมมิทฺธสสติวิธา
3. ปริโยสานมิทฺธสฺสสติวิธา

อย่างไรคือสติ?
อย่างไรคือการหลับ?
ในอาการ32
สติร่วมสัมปชัญญะ..ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีรูปธรรมรองรับ คือ
"ปิตตะทั้ง 2"
หมายถึง พัทธปิตตะ;ถุงน้ำดี
อพัทธปิตตะ;ระบบน้ำเหลือง
...Lymphatic System with Gallbladder
ความสามารถในการทำงานสมบูรณ์เต็มที่ตลอดข่ายใยของระบบน้ำเหลืองและถน้ำดี ก็คือที่มาของ
"สติสัมปชัญญะ"

การลดการทำงานของระบบไหลเวียนของโลหิตและหัวใจ.
Circulatory System with Heart
เพื่อให้อินทรีย์5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย พัก เรียกว่า
"การหลับ"
ชาคริยานุโยค
คือการฝึกตื่น และฝึกหลับของ
รูปธรรมสองระบบนี้เอง.
ดังพระพุทธคาถาว่า
๏ ยมกํ นามรูปญฺจ
...รูปนามเป็นของคู่กัน
อุโภ อญฺโญญฺญนิสฺสิตา
...ต่างฝ่ายต่างอาศัยซึ่งกันและกันเป็นคู่สอง
เอกสฺมึ ภิชฺชมานสฺมึ
...เมื่อต้องแตกสลายไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อุโภ ภิชฺชนฺติ ปจฺจยา ฯ
...ย่อมเป็นปัจจัยให้อีกฝ่ายทร่วมเป็นคู่สอง
แตกสลายไปด้วยกัน๚๛

ผู้รู้เท็คนิคบริหารจัดการให้ฝ่ายรูปธรรม คือ
ระบบไหลเวียนของโลหิตโดยหัวใจ
Circulatory System with Heart
พักการรับใช้ระบบอายตนะ โดยหัวใจคงกำลังเข้มแข็ง
ระบบการทำงานของน้ำดี
Lymphatic System with Gallbladder
ที่เป็นรูปธรรมรองรับสติสัมปชัญญะขยายการทำงานแทนระบบไหลเวียนของโลหิต
เป็นที่มาของหัวข้อ ชาคริยานุโยค
แล้วไปสู่เท็คนอคขั้นสูงตามลำดับต่อไป
ก็คืออุบัติการณ์ของการบรรลุฌาน
ตามบันทึกในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา
นั่นเอง.

Wednesday, January 2, 2019

พระสูตรที่มาของ "อายตนะนิพพาน"




Atthanij Pokkasap


พระสูตรที่มาของ...
"อายตนะนิพพาน"
ที่..ลัทธิ "ค้อนทอง-เคาะแล้วรวย " และ ลัทธิลูกแก้วสว่างใต้สะดือ ประกาศว่า..
คือแดนนิพพาน...สวนทางคำสอนของพระพุทธเจ้า...ทั้งบิดเบือนกล่าวร้ายว่า พระพุทธเจ้า ค้นพบมาไม่สูงส่งจริง เท่าที่พวกมันค้นพบ !!!
ในเนื้อความของพระสูตร
(อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ )

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
อายตนะนั้นมีอยู่
ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ
โลกนี้ โลกหน้า
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง
ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ....ฯลฯ


...อายตนะนั้น หาที่ตั้งไม่ได้
มิได้เป็นไปตามอารมณ์มิได้
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์"
มัน...ไม่เข้าใจ มัน...ไม่รู้เรื่อง มันก็เลยเรียกเป็น "อายตนะนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าไม่รู้(เท่ามัน)" ไปเสียเลย !!!


ตามเนื้อความ...ก็คือ ตามภาพ "Relativity(สัมพัทธภาพ)" ที่เขียนโดย Maurits Cornelis Escher จิตรกรชาวดัชท์ผู้ใช้ภาพจิตรกรรมอธิบาย ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ที่ประกาศการค้นพบ เมื่อ ค.ศ.1904 หมายถึง...
...ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนใดๆ ที่มนุษย์สามารถกำหนดและตัดสินได้ ด้วยระบบของอายตนประสาท ที่มนุษย์ มีอยู่ หรือ...
ด้วยระบบ อายตนประสาทรับรู้ที่จำกัดและสับสน... มนุษย์ ไม่สามารถเข้าถึง การเคลื่อนไหว "สัมบูรณ์" ของระบบที่กำลังเคลื่อนไหวได้

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ แสดงถึงการค้นพบ "กฎอนิจจัง" ที่ความรู้ผ่านระบบอายตนประสาทของมนุษย์ ก็คือ อุปาทาน นั่นเอง ....


พระพุทธเจ้า ทรงค้นพบเท็คนิคการก้าวข้ามความสับสนทางอายตนะ ได้ จึงแสดงผ่าน "นิพพานสูตร" ...ว่าด้วยเหตุที่ อายตนะ...ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้...
แต่..ลัทธิสัสสตทิฏฐิทั้งสองสาย...
มันอ่านภาษาไทยสำนวนพุทธ ไม่รู้เรื่อง
มันเลยเรียกเป็น "อายตนนิพพาน" ไปเสียเลย
ในปฏิบัติการโยคะฝ่ายพุทธ
คือ ตอนที่ฝึก การตามประกอบการตื่นให้มาก(ชาคริยานุโยค)...เป็นการฝึกปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระไปจากข้อมูลของระบบอายตนประสาทที่มีหน่วยประเมินผลอยู่บริเวณสมองส่วนล่างหลังกระบอกตา ซึ่งทำงานไม่มีพักตลอดชีวิต ร่วมกับหัวใจ...


การฝึกลดการใช้ข้อมูลของระบบอายตนประสาท...ที่เก็บไว้บริเวณสมองส่วนล่าง
มีแต่ต้องเพิ่ม..สติเสริมเข้าไปให้แก่หัวใจที่เข้มแข็งเท่านั้น...เป็นที่มาของเทคนิคต่างๆที่ซ่อนอยู่
ใน "อานาปานสติกรรมฐาน" ในขั้น...
"ชาคริยานุโยค"...
ครับ


เพราะ... ในขณะที่ อายตนประสาททั้งระบบหลับไป สมองส่วนประเมินผลกับหัวใจยังทำงานประสานกันอยู่...
"ผู้เห็น"ที่เกิดขึ้นในขณะที่อวัยวะทั้งสองทำงาน คือ "ภวังคจิต"
"สิ่งที่ถูกเห็น" คือ "ความฝัน"
แต่โดยการฝึก "ชาคริยานุโยค"


"ผู้เห็น" คือ สติ (ที่ต้องฝึกปลูกฝังลงไปในภวังคจิต)
"สิ่งที่ถูกเห็น" คือ "นิมิต"
เป็นที่มาของปฏิบัติการ...ก้าวข้ามข้อมูลประสบการณ์ของอายตนประสาททั้งระบบ
นี่คือจุดประสงค์...
การฝึกจิตให้ขาวสว่างรอบ..."สจิตฺตปริโยทปนํ(Sacittapariyodapanam)"
ของพระพุทธศาสนา
ครับ !!!!


Wednesday, October 7, 2015

๓๓.Buddha-Dharma-Sangha-Science-Fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-Religion-Language-Math-Mind-Universe-Meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food=Good Life Health.





33.พระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระสงฆ์ - วิทยาศาสตร์ - นิยาย - มวยไทย - ประวัติศาสตร์ - โหราศาสตร์ -ไสยศาสตร์ - ศาสนา - ภาษา - คณิตศาสตร์ - จิต - จักรวาล - สมาธิ - โยคะ - ดนตรี - ศิลปะ - เกษตรกรรม - สมุนไพร - อาหาร = สุขภาพและชีวิตที่ดีงาม









*** Atthanij Pokkasap 8 hours ago 

คืนนี้ อยู่ด้วยการตรวจสอบ ตับ ไต ที่หมดสภาพ ด้วย เนสัชชิกังคธุดงค์ ถ้าผ่าน ไปด้วยดี...เหมือนเคยปฎิบัติเมื่ออยู่ในร่มผ้ากาสาวพัตรเมื่อ ๓๐ ปีก่อน.... จะไม่ปล่อยให้พวกมึงก่อกรรมทำเข็ญ อีกต่อไป....


Atthanij Pokkasap  คุ้มหัวใจ ที่กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนไม่ทำงานได้แล้ว....ขยายผล....จากเคล็ดวิชา แพะภูเขาฟ้า หรือ พญามังกรเทพยดาข้ามบันไดสวรรค์ ของท่านพระอรหันต์เยาวชน เจ้าของตำนาน "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นัน้เห็นเราตถาคต"...ท่านพระวักกลิ ผู้บรรลุอรหัต ขณะลอยตัวกลางอากาศ...


Atthanij Pokkasap  ๑ ใน ๔ พระอรหันต์ใหญ่.....เด็กน้อย เอตทัคคะผู้เลิศใน การหลุดพ้นด้วย สัทธาวิมุติ


Ren    กูก็ว่ามึงทำได้


Atthanij Pokkasap  ๔ พระอรหันต์ใหญ่ที่เป็นเด็กน้อย เติบโตในการเลี้ยงดูของคณะสงฆ์ที่มี
พระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน....
๑. ท่านพระทัพพมัลลบุตร ผู้เลิศในการต้อนรับพระอาคันตุกะ 
๒. ท่านพระสีวลี ผูเลิศด้วยลาภสักการะ
๓. ท่านพระกุมารกัสสปะ ผู้ทรมานพระเจ้าปายาสิจอมโหดให้มานับถือพระพุทธศาสนา
๔. ท่านพระวักกลิ ผู้เลิศในสัทธาวิมุติ


Atthanij Pokkasap  คณะสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน สร้าง พระอรหันต์เยาวชน
ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ผู้รู้ไม่รู้....


Atthanij Pokkasap  เนสัชชิกังคธุดงค์ บริกรรม หน้า เฟซ...555


บรรหาร    ขอให้ท่านอาจาร์ยมีสูขภาพที่ดี ขอให้สิ่งต่างๆๆมิอาจทำอันตรายแก่
ท่านอาจาร์ยได้ ขอให้มีความสุข จะได้เป็นที่พึ่งทางจัยให้แก่ศิษย์นะ....


บรรหาร    555+


Mareep Nnag Yakkhanugann    เนสัชชิกังคธุดงค์แปลว่าอะไรกันแน่ครับอาจารย์...


Atthanij Pokkasap  ผ่านราตรียาวนานไปด้วยดี แต่ถ้ามี น็อค ตอน บ่าย ก็ถือว่าไม่ผ่าน ด่านนี้ยากและทรมานความรู้สึกสุดๆ เป็นการกำหนดหาพิกัด อชาคโรอมิทธสัมปันโน แบบเข้มข้นและเร่งด่วน ครับ


Atthanij Pokkasap  แปลว่า...ถือการนั่ง(ไม่นอน)เป็น วัตร เป็นธุดงควัตรอันดับ ๑๓ ที่ยากสูงสุด ครับ


Mareep Nnag Yakkhanugann    ที่ผมเงียบๆนี่นั่งอ่านนั่งเก็บนั่งคิดเรื่องที่อาจารย์เอามาลงจนมึนไปหมดน่ะครับ555 กับคุณWu Sheng Fu...


Atthanij Pokkasap  โดยสำนวนในพระไตรปิฎก ก็คือ การกำหนดแสงสว่าง(อาโลกสัญญา,อธิฏฐานทิวาสัญญา)ครับ ในปฏิบัติการ ก็คือ การควานหา ภวังคจิต หรือกรอง คลื่นจากอายตนะทั้งหมดออกจากจิตเดิม ผมได้สัญญาแสงสว่างมานานาแล้ว แต่ทำพิกัดให้นิ่งยังไม่ได้....


Atthanij Pokkasap  ไม่ใช่เอาแสงสว่างจากภายนอกไหนไม่รู้มายัดเยียดความรูสึกอย่างที่สอนๆกัน(=สะกดจิตตัวเอง)


Atthanij Pokkasap  เนสัชชิกกังคธุดงค์ เป็นวัตร ปฏิบัติของเหล่าอรหันต์เถระสายตาทิพย์(ที่ท่านพระอนุรุทธะเป็น ปฐมบรมาจารย์)ครับ


Atthanij Pokkasap  ผมชอบสายนี้ เพราะได้รู้ ได้เห็นมากกว่าทุกๆสาย เพราะสายอื่นเค้ามีนอนหลับ สายนี้ไม่มีหลับทั้งชีวิตครับ....ตอนนี้ ก็สอดรู้สอดเห็นไปก่อน ต่อๆไปก้ไม่ต้องสอด...แล้ววว


Mareep Nnag Yakkhanugann    มีกี่สายกันแน่ครับอาจารย์...ไม่เคยรู้แบบนี้มาก่อนเลย...


Atthanij Pokkasap  สาย..ตามธาตุ งัย  เช่น
ท่านพระมหากัสสปะ สายธุตวาท
ท่านพระมหากัจจายนะ สายไวยากรณ์(การโยงความขยายความตามหลักภาษาที่มาของ คัมภีร์ อิธะเจ ในไสยศาสตร์)
ท่านพระมหาโมคคัลลานสายอภิธรรม...เยอะแยะ ตาม อรหันต์ใหญ่ใน อสีติสาวกครับ...


Mareep Nnag Yakkhanugann    ท่านพระมหาโมคคัลลานสายอภิธรรม???...ผมนึกว่า
สายพระอภิธรรมเป็นท่านพระสารีบุตรซะอีก...ไม่รู้จะละลาบละล้วงไปเปล่า...แสงสว่างที่อาจารย์ได้ประสบจะเหมือนกับคนที่ผมเจอมาหรือเปล่า...เขาบอกว่าเขาเห็นแสงสว่างเหมือนกันจากการเพ่งดวงกสิณสี...ผมไม่แน่ใจว่าเขาเห็นได้ขนาดไหน...แต่เขาบอกว่าจะต้องขนลุกหรือเกิดปิติด้วยถึงจะเป็นกุศลมหาศาลึงขั้นไม่ตกนรก...เขาว่าเขานั่งได้ตลอดหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกอะไรเลย...ลักษณะแบบนี้ก็ไม่รู้มาสายไหน...คล้ายพวกฤาษีเล่นกสิณ...


Atthanij Pokkasap  ครับ..ติดอยู่ในอารมณ์กสิณ ไม่ก้าวหน้า ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาปัญญา ของผมไม่ใช่กสิณครับ เป็นแสงสว่างเลื่อมประภัสสรของจิต..ที่กรองคลื่นรบกวนออกแล้ว(คลื่นจากการสัมผัสรู้สัมผัสเห็นของอายตนะทั้งหก) ผมได้สภาวะจิตเดิมแท้ ครับ กระเพื่อมมาเป็นระยะๆ เกิดจากการทำความเข้าใจ "อินทรียสํวร" แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งลำดับต่อไปเมื่อจัด โภชเนมัตตัญญุตา และชาคริยานุโยคอย่างสม่ำเสมอได้....ก็จะเป็นไปตามพระสูตรใหญ่ๆของพระพุทธศาสนา.... ความเชื่อมั่นในศรัทธาต่อคำสอน ออริจินัล ของผมจึงสูงมาก...


Atthanij Pokkasap  ปกติ กสิณแสงสว่าง คือ อาโลกสัญญา อธิฎฐาทิวาสัญญา ท่านนำมาใช่กำหนดให้กับจิตเดิมแท้โน้มไปสู่ ปัญญาญาณต่างๆ(ปฏิสัมภิทามรรค)ครับ ไม่ใช่เอามาสะกดให้นั่งนานเป็นพรหมลูกฟัก...


Mareep Nnag Yakkhanugann    สาธุ...สาธุ...สาธุ...มิน่าทำไมถึงรวมการเพ่งแสงสว่างไว้ในกสิณ...มันต้องพัฒนามาให้ถึงจุดนี้ถึงจะเป็นไปตามลำดับขบวนการพัฒนาทางจิตไปสู่จิตเดิมแท้...มิใช่ยึดติดแค่ในอารมณ์ธาตุแสงแห่งสี...


Atthanij Pokkasap  อ้าว...อธิบายได้ดีกว่าผม อีกนะเนี่ย...มาทำความรู้จัก สมถะ และวิปัสนา จากพระพุทธวจนะ นี้ดู....
(๒๗๕)ภิกษุทั้งหลาย ธรรมะ ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน? คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ..ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละอวิชชาได้
(๒๗๖)ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญ ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่า เจโตวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่า ปัญญาวิมุตติ!!!
จาก ปฐมปัณณาสก์ ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย สุตตันตปิฎก


Atthanij Pokkasap  ท่านผู้รู้ในประเทศนี้ทั้งหมด บิดเบือน...ทุจริต พระพุทธวจนะ ชัดเจน มั้ยครับ??!