Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label บุญ. Show all posts
Showing posts with label บุญ. Show all posts

Thursday, December 20, 2018

บุญที่ยิ่งใหญ่ คือการฝึกจิตให้ขาวสว่างรอบ......จิตที่อ่อนโยนได้แล้วนี้ ชื่อว่าจิตที่ฝึกมาดีแล้ว




Atthanij Pokkasap  


บุญที่ยิ่งใหญ่ คือการฝึกจิตให้ขาวสว่างรอบ

จิตที่ให้อานิสงส์ยิ่งใหญ่เหนือบุญทานทั้งหลาย

คือจิตที่อ่อนโยน เคารพต่อเจตนารมณ์แห่งกุศลในตัวของจิตแห่งตนเอง

จิตที่อ่อนโยนได้แล้วนี้ ชื่อว่าจิตที่ฝึกมาดีแล้ว

จิตที่ฝึกมาดีแล้ว...

ย่อม..ให้ได้ทุกอย่าง ในสิ่งที่ใครๆก็ให้ไม่ได้




Atthanij Pokkasap  แค่...รับผิดชอบต่อหัวใจที่จิตตนอาศัยอยู่ให้เป็นระเบียบเพื่อหัวใจที่ทีกำลังแข็งแรงยังให้ไม่ได้....แล้วโลภรกโลก..ก็รีบๆไปตายๆ ...เถอะ


Atthanij Pokkasap  คำอวยพร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ปราศจากคุณค่าและความหมาย เมื่อตนไม่ฝึกอบรมจิตของตนให้อ่อนโยน โดยเริ่มจาก เคารพและแคร์หัวใจของตนเอง ที่เป็นที่กำเนิดของ มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ ที่สร้างจิตสังเคราะห์กาย !!!


Atthanij Pokkasap  ที่สมองนั้น...สร้างกายที่สังเคราะห์จิต โดยพลังงานคลื่น...ไวเบรชั่นจากระบบอายตนประสาทสัมผัส ครับ


Atthanij Pokkasap  แสดงให้เห็นถึง...
เมื่อเราต้องอยู่ในโลกของคลื่นจริงๆ... ไม่มีใครเกินใครครับ...คือ ทุกคนโดนข้อมูลจากสมองปรุงแต่งไปคนละทิศคนละทาง และ พาวเวอร์ซัพพลาย..ที่ส่งมาเลี้ยงให้สมองทำงาน...ก็มาจากหัวใจที่ความรู้ในปัจจุบัน...ไม่ได้เข้าใจการทำงานของเขาเลย....เลยไปคนละทิศคนละทางแล้วแต่ใครมีพวกร่วม..อุปโลกน์โกหกมากกว่ากัน .
เท่านั้นเอง.


Atthanij Pokkasap  คำว่า อ่อนน้อมถ่อมตน นั้น...
ปฐมบทคืออ่อนน้อมถ่อมอัตตาในตนเพื่อเคารพ อารมณ์อันเป็นกุศลแห่งจิตของตน ต่างหาก...หาใช่เรื่องบุคคลหรือภายนอกใดๆไม่....!!!


Ananya Navarak    ส่วนมากคนเขาจะมองสิ่งที่แสดงออกทางกาย จะมองว่าก้าวร้าว


Atthanij Pokkasap พวกมันต้องการ "มายา"...ที่โลกเรียกกันว่า "มารยาท"..พวกมันชอบหลอกตัวเอง และชอบให้คนอื่นหลอกลวงมัน


Panu Wongpanuvut    หว่านเมล็ดพืชลงบนแผ่นหินรึหว่านเข้ากองไฟ มันก็ไม่โตหรอก(อ่านเจอใน๒ชาดกเมื่อคืนพอดี) 


Atthanij Pokkasap  ไม่มีคุณธรรม...
ต่อให้อาศัยอยู่ในทำเลฮวงจุ้ยวิเศษ
เลอเลิศสูงสุด..ขนาดไหน...
มันก็ยังต้องฉิบหายวายวอดสิ้นชาติหมดตระกูล อยู่ดี


ส่วนล่างของฟอร์ม
Atthanij Pokkasap  ชื่อว่าอานิสงส์สูงสุด
แห่งบุญทานทั้งหลาย...
คือการทำความอ่อนโยนให้แก่จิตใจของตัวเราเอง
ให้มีความเคารพต่อ กรรมดี
ที่กำลังกระทำเป็นบุญ เป็นทาน นั้นๆเอง กึ่งหนึ่ง
อีกกึ่งหนึ่งอยู่ที่ คุณภาพของผู้รับ บุญรับทาน
ที่ปราศจากกิเลส เหมือนดินดีที่ปราศจากวัชชพืช
ต้นไม้แห่งบุญทาน จึงจะสามารถให้ผลงามดก
เป็นเอกอุดม ฯ


Sirimongkol Tobngam    สาธุ สาธุครับ


Atthanij Pokkasap  จิตใจดีที่ อ่อนโยนเคารพต่อบุญ ต่อทานเต็มเมื่อไร...
ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะฝึกสมาธิจักปรากฏมาเองโดยไม่ต้องบังคับฝืนตน....ผู้ปรารถุนาฝึกสมาธิ ไม่ประมาณตนในความอ่อนโยนในจิตตน...จะไม่มีทางก้าวสู่การฝึกสมาธิที่ก้าวหน้าได้เลย...เป็นอัตตกิลมถานุโยค ไปเลย ทันที...ด้วยซ้ำ


Airay Dana    อัตตกิลมถานุโยค มักเป็นผู้มากด้วยโทสะ เช่น ฤาษี มักโกรธง่าย เอะอะอะไร ก็สาปส่ง ฤาษีสาปล่มเมือง เป็นต้น กามสุขัลลิกานุโยค มักเป็นผู้มากด้วยราคะ โลภ หลง


Atthanij Pokkasap  ผู้ได้สมาธิ...เพราะตบะ...อัตตกิลมถานุโยค..จะไม่ได้สมาธิ ครับ


Airay Dana    สมาธิมี 2 -มิจฉาสมาธิ กับสัมมาสมาธิ ตัวมิจฉาสมาธิ คนนอกศาสนาพุทธก็มีได้ แม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งทรมาณตน ก็อาศัยสมาธิ ทำในสิ่งที่ยากสำหรับบุคคลทั้งหลายจะกระทำได้


Atthanij Pokkasap  ไม่ใช่ ...สมาธิ ก็คือสมาธิ ศาสนาพุทธต่อยอดจากฤๅษี ครับ ผู้ได้สมาธิเป็นพวกฌานวิสัย..ปุถุชนไม่มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ครับ
ในต้นพุทธกาลกำลังขับเคลื่อนศาสนาพุทธ เป็นคณะฤๅษีนะครับ


Airay Dana    จาก มหากาพย์มหาภรตะ ".. ภีษมะถูกลูกธนูของอรชุนได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงนอนบนเตียงที่ทำจากลูกศรที่อรชุนยิงถล่มเข้าใส่ทั่วร่างกายนั่นเอง และนอนนิ่งอยู่บนเตียงลูกศรนั้นจนสิ้นมหาสงคราม...." นี่ไม่ใช่ผลแห่งสมาธิ-------ฌาน ?
ขุนช้างขุนแผน----ขุนแผนแสดงฤทธิ์ได้---ฆ่าคนได้--สมาธิ--------ฌาน


Atthanij Pokkasap  วิชา...หลายๆวิชา มีสมาธิแฝงอยู่จริง แต่..ก็เป็นเรื่องของ
"ฌานวิสัย"...อันเป็นอจินไตยอยู่ดี.. ปุถุชนที่นำมาวิพากษ์วิจารณ์ ..บ้าไปแล้วครับ


Airay Dana    มิจฉาสมาธิ---สมาฺธิ---ฌาน---อัตตกิลมถานุโยค พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมจักรโปรดปัจจวัคคีย์ ปรับเข้าสัมมาสมาธิ----มัชฌิมาปฏิปทา


Atthanij Pokkasap  อัตตกิลมถานุโยค...แยกออกจากตบะนะครับ ตบะ..ไม่ใช่อัตตะกิลมถา กายกับจิตอาศัยกันได้สมาธิ.....เป็นอุปมามีอยู่ว่าเหมือนไม้สีไฟที่ต้องแห้งสนิทด้วยกัน...
คนเหนือคน..ไม่ใช่เรื่องปุถุชนไปวิพากษ์ครับ


Atthanij Pokkasap  มันกลายเป็นเรื่อง "อจินไตย" ...ครับ ศึกษาดูการใช้ฤทธิ์..ของ
ท่านปิลินทวัจฉะ...เป็นเรื่องเหนืออาบัติทั้งหมด ประกอบด้วย


Airay Dana    สมาธิ---ฌาน ในที่นี้ หมายถึง ฌานระดับโลกียะ ไม่ใช่โลกุตระ ขุนแผน บุคคลในมหากาพย์มหาภารตะ รามายณะ พระเทวทัต ฯลฯ แสดงฤทธิ์ได้ ก็เพราะอำนาจ
สมาธิ----ฌาน


Takeda Kosae    สมาธิที่มีตัวเพ่งต่างกัน ระหว่างโลก กับโลกุตระ ?


Atthanij Pokkasap  คนที่ยังแยกเลอะเทอะอยู่..คือพวกไม่เคยสัมผัสสมาธิ..ครับ


Atthanij Pokkasap  เขียนจากจิตปุถุชนล้วนๆ.แบบคิดเอาเองล้วนๆ


Takeda Kosae    สมาธิควรมีความหมายเดียว มุ่งไปที่เดียว ที่เหลือไม่ควรเรียกสมาธินะครับผมว่า สมาธิแท่เปนของสูง


Atthanij Pokkasap  ครับ..ในปาฏิหาริย์๓ พระพุทธเจ้า ท่านเรียกเป็น "ศิลปะ" เช่น อิทธิปาฏิหาริย์ เรียกว่า ศิลป(วิชา) คันธารี


Airay Dana    ให้ดูที่พระเทวทัตครับ ฌาน 4 ครับ สมาธิระดับอัปปนาสมาธิ


Atthanij Pokkasap  การอ่านใจ ท่านเรียก มนต์มนิกา


Takeda Kosae    กะลังจะว่าของก้อป คับ 555


Airay Dana    ภิกษุที่ไม่ต้องอาบัติ คือภิกษุที่เป็นต้นบัญญัติ


Atthanij Pokkasap  ไม่ใช่ฌาน๔ ครับ
ท่านเรียกโลกียฤทธิ์ และ
เมื่อแสวงหาลาภสักการะ โลกียฤทธิ์ก็เสื่อมครับ
...ศึกษาให้จบตอนด้วยคร้าบบบ


Airay Dana    พระโมคคัลานะ แสดงฤทธิ์ได้------------พระอรหันต์ครับ


Atthanij Pokkasap  ยุติเถอะ...บ้าแล้วครับ


Takeda Kosae    Atthanij Pokkasap ศิลปะ ใช่คับ กะลังนั่งคิดคำอยุ่ จะว่าแท้คติ้ก มันก้อดูกิ้กก้อกเหมือนมายากลไป(ต่ำไป) ไป ศิลปะการใช้จิต น่าจะประมานนี้


Airay Dana    ".. ศึกษาดูการใช้ฤทธิ์..ของท่านปิลินทวัจฉะ...เป็นเรื่องเหนืออาบัติทั้งหมด .." ท่านบรรลุอรหันต์แล้วครับ จึงแสดง แต่พระพุทธองค์ก็ทรงติเตียน นะครับ
ท่านไม่อาบัติ ก็...บรรลุอรหันต์แล้ว อาบัติ....ปราชิก 4 ได้??
ก็ต้องตอบว่า ไม่ คำเดียวครับ


Takeda Kosae    คนแสดงฤทธิ์ได้ไม่ได้เปนอรหันทุกคน แต่อรหันทุกคนแสดงฤทธิ์ได้ ความหมายต่างกันเลยอ่ะคับ ต่างกันที่สมาธิแท้กับของก้อปเกรด a ^^เพราะสมาธิแท้ไม่ได้มุ่งเรืีองฤทธิ์ และมองฤทธิ์ไม่ใช่ฤทธิ์ไปแล้วนะ....อ่ะพอเหอะ ผมยุติละค้าบ 555 บ่นๆ วันศุกร์แห่งชาติมันว่าง ^^*


Atthanij Pokkasap  มีพุทธพิพากษาของท่านไม่ติเตียนท่านพระปิลินทวัจฉะนะครับ...เข้าใจให้ตรงตามพระวินัยแห่งพระไตรปิฎกด้วยครับ
อันนี้ขอปิดท้าย


Airay Dana    "คนแสดงฤทธิ์ได้ ไม่ได้เป็นอรหันต์ทุกคน" ถูกต้องครับ "...แต่อรหันต์ทุกคนแสดงฤทธิ์ได้.." ไม่ถูกครับ ผิดครับ


Takeda Kosae    จะว่า สุขวิปัสโก สินะคับ ยอมคับ 555


Atthanij Pokkasap  สุสิมะสูตร...ไม่ใช่ให้เข้าใจอย่างที่กำลังเข้าใจอย่างที่พระไทยชอบเอามาอ้างนะครับ ..แต่ยุติเถอะ บ้าเกินกำลังรู้ของตัวเองกันมากไปแล้วครับ


Takeda Kosae    ผมว่าอันนี้มันทะแม่งๆอยุ่ ลึกๆการจัดลำดับแบบนี้ผมค้านลึกๆนะ แต่ตามตัวอักษรก็ไม่เถียงคับ 55


Atthanij Pokkasap  ยังไงๆ ก็ปาฏิหาริย์ครับ...ใครหักล้างพระสูตร ก็ศรัทธามีมลทินไปเอง


บุ๊ง ฟิสิกส์    ขอบคุณครับ ท้ายสุดเราก็ต้องหาทางทำให้ใจอ่อนโยน


Atthanij Pokkasap  ศีล ทานใดที่ไม่พัฒนาจิตใจให้ไปสู่การฝึกสมาธิ..ศิล ทานนั้น...ต้องพิจารณาใหม่แล้วว่า...ไม่ใช่ศีลทานที่พระพุทธศาสนาค้นพบแล้วนำมาถ่ายทอด ครับ



Saturday, December 31, 2016

18.Breaking Dharma PART 17






Breaking Dharma PART 17...!!!
....



องค์ประกอบบุญที่สำเร็จ ตามปรารถนา;


(๑) บุญทันตาเห็น (ทิฏฐธัมมเวทนีย์)  ท่านเรียกว่า ***สัมปทา ๔***    ประกอบด้วย ;

๑. วัตถุสัมปทา  มีบุคคลผู้เป็นทักขิไณยบุคคล คือ พระอรหันต์ หรือพระอนาคามี  ซึ่งเข้านิโรธสมาบัติได้ (ท่านเหล่านี้จะเข้าสมาบัติ ๗ วัน ๗ คืน  แล้วออกจากสมาบัติเพื่อเอาอานิสงส์สมาบัติ เป็นบุญทันตาเห็นไปให้ผู้มีโอกาส  ผู้ทำบุญทานถวายอาหารท่านในวันนั้นจะได้อานิสงส์ใหญ่ภายในวันนั้นเอง)

๒. ปัจจัยสัมปทา  ปัจจัยที่จะถวาย ทักขิไณยบุคคลในข้อ (๑) นั้น  ต้องเป็นสิ่งของที่ได้มาโดยชอบธรรมด้วย

๓. เจตนาสัมปทา...ทานในข้อสองที่ถวายให้ข้อหนึ่ง   เกิดจากเจตนาที่รู้ (ญาณ)   คืออิ่มใจในข้อ ๑ และข้อ ๒  ตั้งแต่ก่อนให้ กำลังให้ และให้แล้ว....

๔. คุณาติเรกสัมปทา  หมายถึงผลกุศลกรรมของทักขิไณยบุคคลในข้อ (๑) ที่ออกจากสมาบัติ


บุคคลตัวอย่างสมัยพุทธกาลที่ท่านบันทึกไว้ในคัมภีร์ มี ๗ ท่าน คือ

๑. นายสุมน มาลาการ  ท่านนี้ถวายดอกมะลิที่จะต้องเอาไปส่งวัง  แต่ยอมรับโทษประหารไม่นำถวายส่ง หากแต่เอามาบูชาพระพุทธเจ้าที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติและกำลังเสด็จบิณฑบาต
ราชาเลยประเคนรางวัลให้มหาศาล   และชาติภพสุดท้ายจะบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

๒. เอกสาฎกพราหมณ์  ท่านนี้ยากจนมาก  มีผ้าผืนเดียว  ผลัดกันนุ่งกะเมีย  ผลัดกันมาฟังธรรม
ฟังธรรมบรรลุถอดผ้านุ่งถวายพระพุทธเจ้าเลย   พระเจ้าปเสนทิโกศลเลื่อมใสในศรัทธาและ
การบรรลุธรรมนั้น   จึงถวายทรัพย์ยกย่องไว้อย่างยิ่งใหญ่

๓. นายบุณณะ  ลูกจ้าง...

๔. มัลลิกากุมารี..สาวน้อยวัย ๑๖ ปี  ถวายดอกมะลิ (จำไม่ได้ ว่าจะเป็นท่านพระมหากัสสปะหลังจากออกจากนิโรธสมาบัติ...?)   ได้เป็นอัครมเหสีพระเจ้าปเสนทิโกศลในวันนั้นเลย

๕. โคปาลมาตาเทวี

๖. สุปปิยอุบาสิกา

๗. นางปุณณทาสี


ส่วนบุญที่ทำให้เกิดเป็นสวรรค์ชั้นต่างๆ  คือคุณภาพของอานิสงส์แห่งบุญ  อยู่ใน 
"ทานสูตร" ข้อ (๔๙) สัตตกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  ไตรปิฎก เล่ม ๒๓/๔๕   เล่าโดยสรุปคือ....

๑.สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา...เกิดจากบุญทานที่ถวายหรือให้แล้ว  มีจิตผูกพันกับการถวายการให้นั้นๆ

๒.สวรรค์ชั้นดาวดึงส์...เกิดจากบุญทานที่ถวายหรือให้แล้ว ไม่มีจิตผูกพัน ไม่มุ่งสั่งสม  แต่ให้เพื่อสร้างเป็นประเพณี (ปฏิวัติวัฒนธรรม)

๓.สวรรค์ชั้นยามา...เกิดจากบุญทานที่ถวายหรือให้แล้ว  ก็ไม่ได้ผูกพันว่าดีหรือเลว  แต่ถือตามประเพณี (ให้ตามประเพณี)...ให้ตามหน้าที่ตามความเชื่อของสังคม...

๔.สวรรค์ชั้นดุสิต...เกิดจาก..ให้ตามประเพณี..ตามรักษาประเพณี  เอื้อเฟื้อเพื่อให้ประเพณีดำรงมั่นอยู่ในสังคมมนุษย์

๕.นิมมานรดี...อันนี้คือ  ที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นคาถาในธรรมบทเบรคที่ 16  คือมีปัญญาจำแนกแจกบุญ จำแนกแจกทาน  เหมือนทำนาเลือกที่นาเป็นพวกมนุษย์ออกแบบสร้างสังคม...

๖.ปรนิมมิตตวสวัตดี...อันนี้ทำบุญถวายทานไม่สนใจที่จะจำแนก...แต่ให้เพื่อสร้างปีติสร้างความปลาบปลื้มปราโมทย์แก่จิต..ให้เพื่อให้จิตฟูฟ่องเกิดปีตินำไปสู่การมุ่งมั่นปฏิบัติสมาธิ...

๗.พรหม....ไม่มีอุเบกขาครับ ระดับนี้   มีแต่เมตตาและกรุณา  ให้และช่วยเกือกูลศีล  เกื้อกูลธรรมถือเป็นเครื่องปรุงแต่งให้เกิดสมาธิสูงยิ่งๆขึ้น


สามขั้นสุดท้ายนี้เป็นเรื่องบุญทาน  ที่เป็นองค์ประกอบการฝึกจิตให้ได้สมาธิที่ชัดเจนมากครับ.
เพราะ.....ขอบเขตชายแดนสูงสุดของบุญทาน  เป็นเรื่องของ...สจิตฺตปริโยทปนํ ...เพื่อการสำเร็จอย่างเร่งด่วนโดยตรง...!!!

...มีคำอธิบายอานุภาพแห่งจิตที่สำเร็จอานิสงส์  เป็นทั้งบุญ ทั้งทานและยิ่งใหญ่กว่าทั้งบุญและทั้งทาน
อยู่ในท้ายเรื่อง ท่านพระโสไรยเถระ (จากชายเป็นหญิงแล้วกลับเป็นชายในชาติๆเดียว)  
ดังฉะนี้ครับ....

...จริงอยู่  มารดาบิดา  เมื่อจะให้ทรัพย์แก่บุตรทั้งหลาย   ย่อมอาจให้ทรัพย์สำหรับไม่ต้องการทำงาน แล้วเลี้ยงชีพโดยสบายในอัตภาพเดียวเท่านั้น (ให้ได้แค่ชาติเดียว)...
แต่ว่า  จิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว  ย่อมอาจให้สมบัติแม้ทังหมดได้!!!

(หมายถึง สมบัติและความเป็นจักรพรรดิราชที่สูงสุดในความเป็นโลกียสมบัติ  รวมไปถึง โลกุตตรสมบัติด้วย...จิตที่ฝึกมาดีแล้วให้ได้หมด  แม้แต่ทรัพย์ที่ความฝันก็ฝันไปไม่ถึง...จิตก็ให้ได้ครับ!!!)

...ความยิ่งใหญ่ของจิตที่ฝึกมาดีแล้ว...



ดอกมะลิจะเป็นของพระราชาเมื่อพระราชาจ่ายตังค์แล้วครับ...มีหน้าที่เอาไปส่งทุกวันก็จริง...แต่ก็รับตังค์ทุกวันเหมือนกัน  ไม่ได้เหมาแต่เป็นรับสั่ง...รวมๆ... ของมัลลิกากุมารี ก็ประมาณนี้พอพระราชาปเสนทิโกศลสอบถาม...ก็ชื่นชม...ไม่ใจแคบจนเกิดกติกาอย่างทุกวันนี้...(ว่ารับสั่งแล้วก็ต้องเป็นเจ้าของ คือเหมาไว้แล้ว  ทั้งที่ยังไม่จ่ายตังค์)  แสดงว่ากติกาแบบวิญญูชนคนโบราณชัดเจนกว่ามาก...




                                                                                                     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap