Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label Observer. Show all posts
Showing posts with label Observer. Show all posts

Monday, December 24, 2018

Phenomena of Time Experienced By Participater not by Observer; ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา



Phenomena of Time Experienced
By Participater not by Observer

ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา เป็นรายละเอียดอยู่ใน "เหตุเกิดแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทัย) ของ "อริยสัจจ์ 4"
มีศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า
"ปฏิจจสมุปปาท"
มีอุบัติการณ์เวลาเป็นโครงสร้างสำคัญเรียกว่า
"ภวจักร"
ลักษณะเป็นสัมพัทธภาพระหว่าง โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต
มีรายละเอียดถูกรวบรวมเป็นภาคทฤษฎีไว้โดย พระราชานักปราชญ์แห่งสยาม
คือ พ่อขุนพระญาลิไทย (พ.ศ.1890-1917) เป็นบทที่ 9 (นวมกัณฑ์) ชื่อว่า บท "อวินิพโภครูป"
และภาคคำนวณ ชื่อ "คัมภีร์สุริยยาตร์"
Book of Solar Orbit with Mind
ประกอบด้วยการคำนวณหาพิกัดดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล เป็นสัมพัทธภาพ 5 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบการหมุนรอบตัวเองของโลก
(วัน/24ชั่วโมง)
2. ระบบการหมุนรอบซึ่งกันและกัน
ระหว่างโลกกับดวงจันทร์
(เดือน)
3. ระบบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก
(ปี)
4. ระบบการหมุนแกว่งของโลก
โดยสุริยจักรวาลรอบแกนดาวเหนือ
(ทักษา)
5.ระบบสัมพัทธภาพระหว่าง
วัตถุวิสัย (Objective) และจิตวิสัย (Subjective)
ที่มาของท้องฟ้าไตรภูมิ
ซึ่งมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ (รวิมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาว 12 ราศี เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนดพิกัดดวงอาทิตย์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงจันทร์(จันทรมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาวนักขัตรฤกษ์ 27 กลุ่ม
เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนด พิกัดดวงจันทร์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
โดยพิกัดเริ่มต้นที่ตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีของระวิมรรคกับจันทรมรรค อยู่ที่กลุ่มดาวราศีเมษและหมู่ดาวอัศวินีฤกษ์ คือเดือนเมษายน
เดือนเมษายนจึงเป็นเดือนเริ่มต้นของการจัดระบบรวมของสัมพัทธภาพแห่งเวลาขนาดต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมา
สัมพัทธภาพระหว่างเหตุการณ์อันเป็นโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต ใช้ค่า จุติ-อุบัติ สูงสุดของปรมาตมันแห่งจิต
คือ อรูปฌานที่ 4..เนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งเป็นตัวเลข 84,000 มหากัปป์
มากระจายเป็นอัตราอนุกรมเรขาคณิต แล้วใช้เป็นหน่วยนับลำดับเหตุการณ์
ในปรากฏการณ์เวลาส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงอาทิตย์ว่า
"ระบบสุริยคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิตว่า
"สูรยกลา..Solar Plexus"
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงจันทร์
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ ว่า
"ระบบจันทรคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิต ว่า
"จันทรกลา..Lunar Plexus"

**** **** **** ****

Saturday, December 22, 2018

Phenomena of Time Experienced By Participater not by Observer



Phenomena of Time Experienced
By Participater not by Observer

ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา เป็นรายละเอียดอยู่ใน "#เหตุเกิดแห่งทุกข์(#ทุกขสมุทัย) ของ "#อริยสัจจ์4"
มีศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า
"#ปฏิจจสมุปปาท"
มีอุบัติการณ์เวลาเป็นโครงสร้างสำคัญเรียกว่า
"#ภวจักร"
ลักษณะเป็นสัมพัทธภาพระหว่าง โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต มีรายละเอียดถูกรวบรวมเป็นภาคทฤษฎีไว้โดย พระราชานักปราชญ์แห่งสยาม คือ พ่อขุนพระญาลิไทย(พ.ศ.1890-1917) เป็นบทที่ 9 (นวมกัณฑ์) ชื่อว่า บท "#อวินิพโภครูป"
แะภาคคำนวณ ชื่อ "#คัมภีร์สุริยยาตร์"
Book of Solar Orbit with Mind
ประกอบด้วยการคำนวณหาพิกัดดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล เป็นสัมพัทธภาพ 5 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบการหมุนรอบตัวเองของโลก
(วัน/24ชั่วโมง)
2. ระบบการหมุนรอบซึ่งกันและกัน
ระหว่างโลกกับดวงจันทร์
(เดือน)
3. ระบบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก
(ปี)
4. ระบบการหมุนแกว่งของโลก
โดยสุริยจักรวาลรอบแกนดาวเหนือ
(ทักษา)
5.ระบบสัมพัทธภาพระหว่าง
วัตถุวิสัย(Objective)และจิตวิสัย(Subjective)
ที่มาของท้องฟ้าไตรภูมิ ซึ่งมีเขาพระสุเมรุ
เป็นศูนย์กลาง
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงอาทิตย์(รวิมรรค)
ใช้พิกัดหมู่ดาว 12 ราศี เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนดพิกัดดวงอาทิตย์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงจันทร์(จันทรมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาวนักขัตรฤกษ์ 27 กลุ่ม เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนด พิกัดดวงจันทร์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
โดยพิกัดเริ่มต้นที่ตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีของระวิมรรคกับจันทรมรรค อยู่ที่กลุ่มดาวราศีเมษและหมู่ดาวอัศวินีฤกษ์ คือเดือนเมษายน
เดือนเมษายนจึงเป็นเดือนเริ่มต้นของการจัดระบบรวมของสัมพัทธภาพแห่งเวลาขนาดต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมา
สัมพัทธภาพระหว่างเหตุการณ์อันเป็นโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต ใช้ค่า จุติ-อุบัติ สูงสุดของปรมาตมันแห่งจิต คือ อรูปฌานที่4..เนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งเป็นตัวเลข 84,000 มหากัปป์ มากระจายเป็นอัตราอนุกรมเรขาคณิต แล้วใช้เป็นหน่วยนับลำดับเหตุการณ์
ในปรากฏการณ์เวลาส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงอาทิตย์ว่า
"#ระบบสุริยคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิตว่า
"#สูรยกลา..Solar Plexus"
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงจันทร์
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ ว่า
"#ระบบจันทรคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิต ว่า
"#จันทรกลา..Lunar Plexus"
นักปราชญ์ในยุคพระพุทธศาสนาเป็นเสาหลักอารยธรรมโลกตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงยุคทวารวดีที่สร้างอารยธรรมสากลบนลุ่มแม่น้ำสินธุ ล้วนคุ้นเคยชำนาญหลักการทางคณิตศาสตร์สัมพัทธภาพ นี้..ก่อนการค้นพบวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นับพันๆปี เลยทีเดียว.


Monday, December 17, 2018

จิตที่พระพุทธศาสนาพิสูจน์พบ



Cr. Atthanij Pokkasab
โพสต์ 19 กรกฎาคม 2018 09:06 น.

วิทยาศาสตร์ทุนนิยมตามพิธีกรรมแบบนิวโตเนียน(Newtonian..ลัทธิวิทยาศาสตร์ภายใต้อิทธิพลการค้นพบของนิวตัน) ไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของจิต ปรากฏการณ์เวลา และปรากฏการณ์จริยธรรม ที่จิตเป็นไปแต่อย่างใด
ซึ่ง เกี่ยวกับปรากฏการณ์จริยธรรมนั้น คาร์ล มาร์กซ์ก็ได้พิสูจน์ความไม่มีจริยธรรมของวิทยาศาสตร์ทุนนิยมนิวโตเนียนอย่างเด็ดขาดเฉียบแหลมชัดเจนไปแล้วในทฤษฎีมาร์กซิสม์
วิทยาศาสตร์ที่ค้นพบจริยธรรมเป็นปรากฏการณ์ของนิวเคลียร์การสังเคราะห์ธาตุ มีเฉพาะอยู่ในห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิคส์ของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ที่มี ทฤษฎีควอนตัม-สัมพัทธภาพเป็นเสาหลัก กับวิทยาศาสตร์แห่งภูมิปัญญาและการค้นพบของกรีกไอโอเนียนที่อยู่ร่วมสมัยพุทธกาล เท่านั้น แต่...ก็ไม่ได้รู้เรื่องของจิต และเวลา
ฉะนั้นการอ้างอิงวิทยาศาสตร์ตามพิธีกรรมลัทธินิวโตเนียน เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของจิต และ/หรือ จริยธรรม นับเป็นความวิปลาศทางจิต วิปริตทางปัญญาของผู้แอบอ้างนั้นๆ ทั้งสิ้น
ข้อแตกต่างพื้นฐาน;
@ วิทยาศาสตร์ลัทธินิวโตเนียน กำหนดแบบมโนให้ผู้วิจัย ผู้ทำวิทยานิพนธ์เป็น "#ผู้สังเกตุการณ์..#Observer" คือเป็นกลางโดยไร้จริยธรรมรับผิดชอบต่องานวิจัยและวิทยานิพนธ์ บูชาความจริงตามรูปแบบที่ตนเองเชื่อเท่านั้น
@ วิทยาศาสตร์เพื่อภูมิปัญญาและการค้นพบของกรีกไอโอเนียน กับ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าโดยทฤษฎีควอนตัม-สัมพัทธภาพ กำหนดว่า ผู้วิจัย ผู้ทำวิทยานิพนธ์เป็น "#ผู้ร่วมในเหตุการณ์...#Participater" คือต้องประกอบด้วย จริยธรรมและจิตสำนึกสูงสุดในงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่ส่งผลกับสังคมทั้งหมดด้วย
สรุป วิทยาศาสตร์ทุนนิยมนิวโตเนียน เป็นวิทยาศาสตร์ทางพิธีกรรมของพวกไร้จิตสำนึก ขนาดหนักตอนนี้ถึงกับเชื่อเอาเองเลยว่า "#สมองก็คือจิตหรือมีอำนาจเหนือจิต"
(บุคคลผู้ป่วยหนักมาก...น่ะเอง)
ปรากฏอยู่ในพระสูตร ข้อ(230-234) อัสสุตวตาสูตร นิทานวรรค สังยุตตนิกาย พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่ม 16/45
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า จิต/ มโน/วิญญาณ พ้นทั้งจากนามธรรมและรูปธรรม แต่ ครอบงำทั้ง นามธรรมและรูปธรรม
ไม่ใช่อย่างที่รู้ที่เข้าใจ ทั่วไปในสังคมปัจจุบันนี้ แต่อย่างใด
ทั้งยังแสดงถึง จิตมี 2 ภาค ไว้ที่ปฏิจจสมุปปาท ใน "#มหาปทานสูตร" มหาวรรค ทีฆนิกาย พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่ม 10/45 ด้วยว่า..
สำนักสอนธรรมทั้งหลาย ที่ทั้งละเมิด ทั้งฉ้อฉล จนสาวกทั้งหมดทั้งปวงทุกสำนัก ล้วน ป่วยเรื้อรังสมองขาดอ็อกซิเจน ร่างกายบางส่วนก็ขาดอ็อกซิเจน ยังจะไม่สำนึกกันอีกหรือ ?!!


Experience Between Observer and Participater



Experience Between Observer and Participater

ประสบการณ์ระหว่าง "ผู้สังเกตการณ์" และ "ผู้ร่วมเหตุการณ์"
ในธรรมเครื่องเห็นเทวดา ที่เรียกว่า..
"ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป"
หรืออีกสำนวนไทย ว่า.."ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป"
เป็นทิศที่ 1 ของวิโมกข์ 8 ซึ่งเป็นหลักสูตรประจำพระพุทธคุณที่ว่า..
"อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ"
...ทรงเป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า.
ตามพระพุทธนิยามใน ข้อ (637) สฬายตนวิภังคสูตร อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย
พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 14/45
เหตุการณ์การได้ประสบนี้..
เป็นเหตุการณ์ของสติสัมปชัญญะ
ในสถานภาพของ "ผู้ร่วมเหตุการณ์"
ไม่ใช่เหตุการณ์ของ ความรู้สึกที่มาของเวทนาทั้งหลายซึ่งตั้งอยู่กับระบบปสาทรูป
ที่รวมอินทรีย์ทั้ง 5 คือ ตา - จักขุนทรีย์ หู - โสตินทรีย์ จมูก - ฆานินทรีย์
รส - ชิวหินทรีย์ กาย - กายินทรีย์ ไว้ด้วยกันเป็น... "ผู้สังเกตการณ์" แต่อย่างใด
พระพุทธศาสนาค้นพบ "ความทรงจำในการประสบ" นามกาย ที่เรียกเป็น "กายทั้งปวง (สัพพกาย)" ในขั้นที่ 3 ของอานาปานสติสูตร
เป็นกลุ่ม "สัญญา"...ความทรงจำภายในเซลล์ที่ทำงานขึ้นตรงกับสติสัมปชัญญะ
บนฐานของ "อาการะ" ธาตุน้ำใน "มหาภูต 4" ที่แสดงพุทธบัญญัติไว้เรียกว่า..
"ปิตตะทั้ง 2" คือ
พัทธปิตตะ.. ถุงน้ำดี
Gallbladder และ
อพัทธปิตตะ.. ระบบน้ำเหลือง
Lymphatic System
ง่ายๆ ภาษาปัจจุบันก็คือ
อวัยวะที่ใช้ในการเห็นเทวดา ก็คือ สติสัมปชัญญะที่สำเร็จประสิทธิภาพอย่างสูงจาก ถุงน้ำดีและระบบน้ำเหลือง
ทั้งสามารถใช้เห็นผ่านเซลล์ประสาทของตา-จักขุทวาร ได้ด้วย ไม่ใช่ระบบเซลล์ประสาทของตาตามปกติทั่วไป
โดยประสิทธิภาพอย่างสูงนี้ตั้งอยู่บน จิตขณะปฐมฌาน ที่ทรงบัญญัติสั้นๆว่า
"ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป" หรือ
"ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป (ทั้งหลาย)"
ซึ่งในขณะรูปฌานนั้น ระบบปสาทรูปที่ทำงานรองรับ ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย จะอยู่ในสถานภาพ พักหลับทั้งหมด
ซึ่งมีการพักหลับ 3 ระดับ คือ
ระดับเบื้องต้น.. อาทิมิทธสติวิธา
ระดับท่ามกลาง..มัชฌิมมิทธสติวิธา
ระดับลึกสุด... ปริโยสานมิทธสติวิธา
ที่มีนิยามอีกอย่างว่า
อชาคโร นมิทฺธสมาปนฺโน
...แปลว่า การถึงพร้อมด้วยการไม่หลับโดยไม่ใช่ตื่น


Wednesday, December 28, 2016

๙๕.Buddha-Dharma-Sangha-Science-Fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-Religion-Language-Math-Mind-Universe-Meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food=Good Life Health.



95.พระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระสงฆ์ - วิทยาศาสตร์ - นิยาย - มวยไทย - ประวัติศาสตร์ - โหราศาสตร์ -ไสยศาสตร์ - ศาสนา - ภาษา - คณิตศาสตร์ - จิต - จักรวาล - สมาธิ - โยคะ - ดนตรี - ศิลปะ - เกษตรกรรม - สมุนไพร - อาหาร = สุขภาพและชีวิตที่ดีงาม








Atthanij Pokkasap  :



ข่าวสาร จาก...พุทธตันตระ สยาม
ตอน...จิตสรีระร่าง..ร่างกายที่ชาวพุทธวันนี้ ไม่รู้จัก!!!
.... ....



...ชาวพุทธโบราณมีตำราจิตสรีระวิภาค ที่ต้องเรียนรู้ก่อนฝึกกรรมฐาน อยู่ในพุทธตันตระทั้งหมด   ชาวพุทธโบราณแบ่งองค์ประกอบร่างกายแบบเดียวกับวิชาฟิสิคส์ โดยเฉพาะ จลนศาสตร์ (Dynamics แบบเดียวกับโหราศาสตร์ดวงดาว)  และ นิวเคลียร์ฟิสิคส์


...ฉะนั้น  อย่านำวิชาชีวะ และสรีระวิทยา หรือกายวิภาคแบบชีววิทยายุคเก่า (สมัยล่าอาณานิคม)  มาเปรียบเทียบ   เพราะจะทำให้โง่และขี้โกง....



ธาตุ  - ตามหลักชาวพุทธโบราณหลังจากปะทะสังสรรค์กับวิชาการแพทย์อันสุดยอดของ
บาบิโลเนียนแล้ว...ประกอบแบบเดียวกับจักรวาล  คือ  ดิน (ปถวีธาตุ), น้ำ (อาโปธาตุ),
ไฟ (เตโชธาตุ), ลม (วาโยธาตุ), อากาส (อากาสธาตุ) และ วิญญาณธาตุ (อันที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรียกว่า Subjectivity of Time และ...Participeter...ที่มาแทน Observer แบบที่หน้าด้านใช้ในงานวิจัยปัจจุบันทั่วไปอยู่)...


...เป็นการแบ่งตามคุณสมบัติพื้นฐานทางฟิสิคส์   เพราะชาวพุทธโบราณเน้นไปที่ปรากฏการณ์ของแรง...การกระทำ (กรรม) ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่...ไม่มีอะไรเป็นเรื่องหยุดนิ่ง...ทุกอย่างต้องเรียนรู้ในสภาวะของเหตุการณ์ที่กำลังไหลเลื่อน(อนิจจตา)


...องคาพยพ ที่เรียกอาการ ๓๒ (ทวัตติงสาการ) เป็นอวัยวะตามคุณสมบัติธาตุดิน ๒๐ ชนิด คุณสมบัติแบบธาตุน้ำ ๑๒   ลมที่เคลื่อนไหวในร่างกายก็จำแนกเป็น ๖ กลุ่ม   และธาตุไฟ (กระบวนการเมตาโบลิสม์ภายในเซลล์) อีก ๔ กลุ่ม


...แยกเวลา กลางวัน-กลางคืน แบบเดียวกับปรากฏการณ์การหมุนของโลก อีก ๒ กลุ่ม คือ
แบบสุริยคติ และแบบจันทรคติ โดย...


...จิตที่ทำงานในตอนกลางคืน (จิตใต้สำนึกจิตไร้สำนึก)  มีวิถีเป็นเวลากลางคืน  เรียกวิถีเวลากลางคืนภายในของจิตนี้ว่า จันทระกลา


...จิตที่ทำงานในตอนกลางวัน (จิตสำนึก ปกติ)  มีวิถีเป็นเวลากลางวัน  เรียกวิถีเวลากลางวันภายในของจิตนี้ว่า สูรยะกลา


...ปรากฏการณ์เวลาภายใน หรือ จิตผู้ลำดับเหตุการณ์นี้ คือ สนามเวลาที่รองรับชีวิตและอายุขัยของสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตวบุคคล  คือเรา-ท่านทั้งหลาย เป็นต้น



...ในวิชาแพทย์ฝ่ายพุทธตันตระ...การสูญเสียระเบียบของเวลาภายใน  คือที่มาของการกลายพันธุ์ของอวัยวะที่ประกอบเป็นองคาพยพทั้งหมดเป็นร่างกาย...นี่เอง


..พูดด้วยสมัยใหม่ก็คือ การทำลายเวลาของจิต (ไม่แยกแยะกลางวันกลางคืนของคนปัจจุบัน) เป็นที่มาของการทำให้สนามแรงที่รองรับอวัยวะในระบบหายใจและระบบขับถ่ายพินาศ..ได้แก่การกลายพันธุ์ของกรดอมิโน..ที่มาของ เบาหวาน ความดัน และมะเร็ง  รวมทั้งภูมิแพ้ทั้งหลายด้วย...






...มีความรู้อะไรจะมาฝึกจิตและจะมานั่งสมาธิ...อ่านตรงนี้ก่อน...อย่าโง่แล้วขี้โกงหน้าด้านๆกันอยู่เลย....มีความเป็นมนุษย์กันเสียบ้าง...เก่งมาจากไหน   มาเรียนกรรมฐานข้ามหน้าวิชาจิตสรีระศาสตร์ฝ่ายพุทธตันตระ!!!   เหมือนเรียนหมอแล้วไม่ยอมเรียน สรีระวิภาควิทยาเลย....สมองบิดเบี้ยวสิ้นดี...


คนทุกวันนี้ทำงานไม่รู้กลางวัน  ไม่รู้กลางคืน...เป็นมะเร็งตายเร็วเลย....(มะเร็งก่อตัวและกำเริบ เพียง ๓ เดือน  ก็จบชีวิต)    เพราะกรดอมิโนกลายพันธุ์  เนื่องจากสนามเวลารองรับอวัยวะแต่ละส่วนสับสน.. อย่างเกรงใจของธรรมชาติ  ก็เบาหวาน  ความดันและภูมิแพ้...สะสมมาจากการไปสร้างความสับสนให้เวลาของจิตกันทั้งนั้น...


ครับ...แพทย์สมัยใหม่ไม่มีความรู้เรื่องจิตเลย..เพราะวิชาที่เรียนเป็นแบบ Observer  ไม่ใช่แบบ Participater  ที่เพิ่งมีการค้นพบเมื่อหนึ่งร้อยปีมานี้เอง!!!      
Participater...จิตผู้ลำดับเหตุการณ์ถูกค้นพบโดยวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ    ยังไม่มีศาสตร์ที่แอบอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์สายไหนเอาไปประยุกต์ใช้ได้แม้แต่สาขา...โจรวิชาการโดยแท้...


พูดแบบสมัยใหม่จริงๆ    พิกัดของจิตอยู่ที่ โฟคัสของ Vibrations จากอายตนะประสาททั้ง ๖ ระบบ....ถ้าหมออ้างอย่างที่ว่ามา...แสดงว่าหมอแย้งกฏอนุรักษกรรมแห่งพลังงาน...หมอตอแหล...ไม่รู้วิทยาศาสตร์จริง!!


มะเร็ง  เบาหวาน  ความดัน  ภูมิแพ้...เอดส์.   หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน. เป็นโรคสมัยใหม่ที่แพทย์สมัยใหม่ล้มเหลวแล้วอย่างสิ้นเชิง    เพราะไม่มีความรู้เรื่องจิตอย่างที่อารยธรรมโบราณค้นพบ....หน้าด้านมาก...โจรสุขภาพ...ฉีกกก...หน้ากากความรู้แพทย์สมัยใหม่ของไทย...
มันดิครับ..งานนี้...สูงส่งกันนักไม่ใช่รึ....


...ขั้นที่ ๑ ไปหัดหายใจเลย...หายใจยาวๆ   คิดได้เมื่อไหร่ทำเมื่อนั้น...ครั้งละ ๓-๕ นาที...ธรรมชาติเค้าให้โอกาศเวลาท้อและเหนื่อยก็ถอนใจยาว    แต่ไม่เอามาเป็นนิสัยเอง...มันจึงป่วยง่าย  กรอบง่าย  แล้วก็แก่ง่าย...หายใจยาวๆเป็นนิสัย   มันจะเกิดญาณโตงเตงโตงเว้า   สัมผัสรู้สัมผัสเห็นอะไรอีกเยอะแยะ   แต่ที่ผ่านๆมาหายใจตามอารมณ์ตามยะถากรรมทำร้ายตัวเองกันทั้งนั้น...





...ที่สุขภาพขนาดอายุ 38 ครับ....เพราะท่าเคลื่อนไหวในศิลปมวยไทยหลายท่า...ไม่ปรากฏมีแล้ว...ต้องแสดงเอง  ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบนัก (เพราะขาขวาที่หักแล้วหมอต่อยึดไม่ดี  มีปัญหากระดูกรอยต่อคดเกือบฉาก)...


ตำรามวยไทยรุ่นแรกๆ มีหลักฐาน  ไม่ว่าจะของ ครูกิมเส็ง ที่เป็นต้นแบบของประเทศเอง หรือของ อ.เปลี่ยน สมชาติ (ตำรับพระเจ้าเสือ)  ของ น.วงษ์ธนู (ลูกหลานทหารเรือ...แขกจาม) และของ ไชยยันต์  ศิษย์ ผล พระประแดง...พูดถึงเรื่องการฝึกสมาธิทุกเล่มครับ...เป็นศิลปะการต่อสู้ของพุทธตันตระแน่นอน....ตำราที่เขียนในช่วง พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๐ ได้เอามาเปิดเผยประจานแน่นอนว่า  ชั้นหลังๆมานี่  กูรูที่หาความซื่อสัตย์ไม่มี  มันตอแหลลวงโลกอะไๆรกันไว้บ้าง....


ฝอยประวัติ (เหลือเชื่อตัวเองนิดนึง)...ผมต่อยมวยไทยแค่ 18 ครั้งเท่านั้นครับ  แต่ 5 ครั้ง เป็นการเป็นตัวแทน  แทนเพื่อนนักมวย (สวมรอย) ขึ้นชิงแชมป์มวยไทยรุ่น แบนตัมเวท ทั้งของ ราชดำเนินและของลุมพินี   เหตุที่เพื่อนอ้างป่วยชกไม่ได้เพราะแชมป์น้ำหนักเกิน   ขึ้นต่อยเอาเดิมพันเล่นเป็นยก   ผมทำให้เพื่อนได้กินเดิมพันหมด...(แพ้  เพราะไม่ออกจากมุมทั้ง ๕ ครั้ง เพราะต่อกันเป็นยก  ชนะเดิมพันแล้วเลยไม่ต้องออกจากมุม...ชกเอาสนุกแลัมันเข้าว่า  ไม่ได้สนเรื่องรายได้หรืออนาคต ครับ)     สไตล์เอาเดิมพัน สกปรก ตุกติก ทุกรูปแบบ...ถนัดมาก....


...สมเดช ยนตรกิจ  อีซ้ายฟ้าผ่า..อดีตคนพายเรือจ้างข้ามแม่น้ำมูลครับ..
ฟ้าใส ทวีชัย  ซ้ายหนักธรรมชาติแบกน้ำหนักจนกรอบแพ้ภัยตัวเองไปเลย..การแบกน้ำหนักที่ดีต้องเตรียมพร้อมตั้งกะการซ้อมกระสอบทรายที่หนักพิเศษ และเล่นบาร์เบลแบบนักยกน้ำหนักครับ
แต่ที่แน่นๆ...การฝึก "ท่าจับ" ที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดในการฝึกมวยไทย..คือสุดยอดในการแก้และเก็บอาวุธคู่ต่อสู้ทุกรูปแบบครับ...


ผมไม่หนักแต่...แรง เร็ว และคม ครับ    แข็งแรงและมีแรงปะทะมหาศาล...เกิดจากการยกน้ำหนัก (บารฺเบล) แบบนักยกน้ำหนักครับ...ยกแบบเอากำลัง ไม่เอากล้ามเนื้อ  มีจังหวะการหายใจและจังหวะดึงน้ำหนักที่ค่อนข้างเร็วกว่านักยกน้ำหนัก...แล้วแรงปะทะมหาศาลเลย....นักมวยทุกวันนี้ไม่ชอบออกกำลังเรื่องนี้   แรงปะทะห่วยแตกทุกคน...กระสอบก็ซ้อมกระสอบเศษผ้าเศษฟองน้ำ....



                                                                                             ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap