Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label สัมมาวายามะ. Show all posts
Showing posts with label สัมมาวายามะ. Show all posts

Friday, January 13, 2017

65.Breaking Dharma PART 64





Breaking Dharma PART 64...!!!
....



สืบเนื่องจากจาก part 63


ความเพียร (สัมมาวายามะ) ของพระพุทธศาสนา
มีชื่อเทคนิคเฉพาะว่า "สัมมัปปธาน ๔"
ประกอบด้วย ;

(๑) สังวรปธาน
หมายถึง ชั่วที่ยังไม่เกิด อย่าให้เกิด


(๒) ปหานปธาน
หมายถึง ชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องดับให้ได้


(๓) ภาวนาปธาน
หมายถึง กุศล (ดีเป็นแค่ส่วนเล็กๆของกุศล) ที่ยังไม่เกิดต้องพยายามทำให้เกิด
ท่านใช้ "ภาวนา" ครับ....!!!  ซึ่งคงหมายถึง ภาวนามัย...บุญที่สำเร็จได้ด้วยการภาวนา นั่นเอง
อธิบายว่า ถ้าไม่เกิดปัญญาตั้งแต่ชั้น (๑) สังวรปธาน ก็จะสั่งสมประสบการณ์เป็นสมาธิ ไม่ได้ครับ

เพราะมีคาถา ธรรมบทยืนยันไว้ว่า...

ฌานไม่มี ปัญญาก็ไม่มี ( Natthi jhanan apannassa)
ปัญญาไม่มี ฌานก็ไม่มี (Panna natthi ajhayino)

..ปัญญา ในสังวรปธาน นั้น คือการเห็น (ความเข้าใจ) กระบวนการทำงานระหว่างหัวใจ กับ
อายตนะประสาททั้ง ๕ ระบบ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)..
ที่มีสมองเป็นที่เก็บข้อมูลประสบการณ์ในการทำงานของอายตนะประสาททั้ง ๕ ระบบ โดย...
หน่วยประมวลผล ของอายตนะประสาททั้ง ๕ อยู่ที่สมองส่วนหน้า
หน่วยประมวลผล ของหัวใจกับอายตนะประสาททั้ง ๕ อยู่ที่สมองส่วนล่าง
ติดกะกระบอกตาทั้งสอง

การแยกหน่วยประมวลผลทั้ง ๒ กลุ่มให้เป็นอิสระจากกันได้ก็คือ..
การดับ มโนวิญญาณที่จะเกิดจากการอิงอาศัยประสบการณ์ของอายตนะทั้ง ๕
(จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, กายวิญญาณ)

ความสามารถในการเข้าแยกการทำงานของหน่วยประมวลผล ๒ ส่วน
ออกจากกัน คือการใช้สติเข้าควบคุมลมหายใจเข้าออก (ม้า ของอัศวิน)
จะทำให้โยคาวจรเป็นเจ้านายของอัศวิน (จิต) ไปในที่สุด

เป็นที่มาของสัมมาสมาธิ ขั้นที่ ๑ (ปฐมฌาน)..
ที่..ความประเสริฐสุดของขั้นนี้ คือ การดับ..ราคานุสัยเป็นที่มาของ..
นิพพานขั้นที่ ๑ ชื่อ เนกขัมมสุข เป็นสมาบัติพื้นฐานของอริยบุคคลชั้น อนาคามี

(นิพพาน มี ๔ ขั้น...เกิดจาก ท่านพระอุทายี เบรค การเทศน์ของท่านพระสารีบุตร
ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา ณ มหาวิหารเชตวันท่ามกลางญาติโยมมหาศาล ว่า  
"ฮะเหย ภันเต ในเมื่อนิพพานไม่มีเวทนา ไฉนภันเต จึงว่านิพพานเป็นสุข....???"   
ทำให้ท่านพระสารีบุตรต้องขยายนัยะอย่างละเอียดออกมา
เป็นพระสูตรใหญ่ยาวบทหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผย..ณ ที่นี้)

นี้คือ ข้อที่ (๓) ภาวนาปธาน ในสัมมัปปธาน ๔ ที่ ถูกละเมิดหนักมาก....


(๔) อนุรักขนาปธาน  คือการรักษาผลงานจาก  ภาวนาปธาน




มีพระพุทธวจนะตรัสแสดงข่ายใยแห่งความสัมพันธ์
ของการบำเพ็ญ สจิตฺตปริโยทปนํ ไว้ดังนี้...

(๑) จิตมีอารมณ์เดียว (ไม่ไปมิกซ์รวมกับประสบการณ์ของอายตนะประสาททั้ง ๕ ดังกล่าวข้างต้น)
ท่านเรียกว่า จิต เป็นสมาธิ

(๒) สติปัฎฐาน ๔ เป็น นิมิต (เครื่องหมาย) ของสมาธิ

(๓) สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุน (ที่มา และที่ไป) ของ สมาธิ
การเสพให้คุ้น ความเจริญ ทำให้มาก ซึ่ง ธรรมเหล่านี้
(คือ สมาธิ, สติปัฏฐาน ๔ และ สัมมัปปธาน ๔)
เป็นการทำให้สมาธิเจริญ และ
สมาธิดังกล่าวนี้เท่านั้น..คือความสุข "ปัจจุบัน"
ในประสบการณ์การค้นพบ ของพระพุทธศาสนา


(จาก ข้อ ๕๐๘  จูฬเวทัลลสูตร  มูลปัณณาสก์  มัชฌิมนิกาย  ไตรปิฎก สยามรัฐ เล่ม ๑๓/๔๕)



การบิดเบือนความเพียร ในพระพุทธศาสนาให้เป็นเรื่องของอุตสาหะ
เป็นปมหายนะแห่งความเสื่อมทรามลงข้อหนึ่งของราชอาณาจักรนี้.....
พระที่สอนสมาธิ ผิด..พอๆกะพระที่ปฏิเสธเรื่องสมาธิ...
เตรียมไปอุบัติเป็นเปรต มีผ้ากาสาวพัตร์ลุกเป็นไฟนรกห่อหุ้มตัวกันได้เลย.


Atthanij Pokkasap รายงาน
15:50 น. แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒
วันอังคาร ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖




...ศาสนาเดียวที่สอนการฝึกจิต เป็น อนุสานีปาฏิหาริย์ ประกาศขั้นตอนของหลักสูตรอย่างเปิดเผยท้าทาย..กลับมาถูกบิดเบือนเอาอย่าง่ายๆโดยพวกมักง่ายทั้งหลาย....

...ลมหายใจ ก็ถือเป็น หนึ่งในสติปัฎฐาน ๔ อันเป็น นิมิต (เครื่องหมาย) ของสมาธิ 
ตามข้อ (๒)...เป็นพื้นฐานขั้นต้นของสติปัฏฐานเกี่ยวกับหมวดอานาปานบรรพโดยตรง...
เพราะแยกเป็น 4 หมวดใหญ่...นี่เป็นบรรพหนึ่งในหมวดกาย...ที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ก่อนบรรพอื่น เช่น อิริยาบถบรรพ..  
เพราะเห็นที่สอนให้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในกิริยาต่างๆกันในชีวิตประจำวัน...
แต่ที่เราเน้นแค่ลมหายใจแล้วมันก็จะไปเกี่ยวเนื่องกับหมวดใหญ่ทั้ง 4 หรือทั้ง 16 บรรพไปเองโดยธรรมชาติ...

...ลมหายใจ เป็นแม่บท แล้ว ทุกบรรพ.  ท่านเรียกว่า.มาเองโดยธรรมชาติ ของมรรค..แต่ที่ขยายออกจนเป็น ๑๖ บรรพ  นั่นคือ ความรัดกุมที่รองรับ พื้นภูมิธรรมของแต่ละคนที่อธิษฐานมาไม่เหมือนกัน ครับ....





                                                                                                                                         ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

Wednesday, January 11, 2017

58.Breaking Dharma PART 57




Breaking Dharma PART 57...!!!
....


สติ ในความหมายของชาวพุทธโบราณนั้น
คือปัญญาในการแยกแยะ ดี-ชั่ว
และเป็นปัญญาที่สร้างความฮึกเหิมที่จะลงทุนด้วย
พฤติกรรมให้ชีวิตของตนเองมีคุณค่าสูงสุด (เศรษฐศาสตร์ชีวิต!!!)

นี่คือ หลักฐาน ที่ทำให้รู้ว่า พวกท่านทั้งหลาย
บิดเบือนความหมาย สติ ของชาวพุทธโบราณ  จงมาดู....!!!


ขณะนั้น พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการ
ตรัสถามด้วยลักขณะแห่งสติต่อไปว่า
"ภันเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า
สติเล่า มีลักขณะประการใด?"

พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า
"มหาราช ดูกรบพิตรพระราชสมภาร
สติลักขณะมี ๒ ประการ คือ
อปิลาปนลักขณาสติ ๑
อุปคัณหณลักขณสติ ๑

อปินาลักขณาสตินั้น คือ
อารมณ์ให้ระลึกในธรรมทั้งหลาย
คือเตือนว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว
สิ่งนี้ ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ
สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาว สิ่งนี้ดำ
... ...ฯลฯ
เปรียบปานดุจภัณฑาคาริกบุรุษผู้หนึ่งเป็นชาวคลังของบรมจักร
ย่อมทูลบรมจักรตักเตือนให้ระลึกถึงสมบัติทุกเช้าเย็น
ทูลว่า เครื่องประดับช้างเท่านั้น ม้าเท่านั้น รถเท่านั้น
พลเดินลำลองเท่านั้น ทองเท่านั้น เงินเท่านั้น
มีครุวนา ฉันใด

อปิลาปนลักขณาสติ เมื่อบังเกิด
ก็เตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงปฏิภาคธรรมทั้งหลาย
คือกุศลอกุศลบาปบุญคุณโทษ...ฯลฯ
เหมือนชาวคลังระลึกทูลเตือนบรมจอมจักรพรรดิ
ให้ระลึกถึงสมบัตินั้น ขอถวายพระพร...ฯลฯ

และ อุปคัณหณสติ นั้น
เมื่อจะบังเกิดในสันดานนี้ ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี
ย่อมพิจารณาว่า ธรรมสิ่งนี้มีอุปการ ธรรมสิ่งนี้หาอุปการมิได้
ก็นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นประโยชน์
นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นอุปการ
ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นอุปการ

ดูรานะ บพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ
อุปคัณหณลักขณาสตินั้น มีลักขณะละเสียซึ่งสิ่งอันชั่ว
ถือเอาแต่สิ่งอันดีนี้แหละ ขอถวายพระพร

เปรียบปานดุจนายประตูของบรมกษัตราธิราช
ถ้าเห็นผู้ใดประหลาดเข้าไปสู่ประตูพระราชวังนั้น
ก็ห้ามเสียมิให้เข้าไป
ผู้ใดที่เป็นอุปการแก่บรมกษัตริย์เจ้าคือ ข้าเฝ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้น
ก็ให้เข้าไปสู่พระราชฐาน..ฯลฯ...

สติอันเป็น อุปคัณหณลักขณาสติ เมื่อบังเกิด
ก็เตือนอารมณ์ให้เว้นเสียซึ่งอันเป็นโทษ
ถือเอาซึ่งธรรมอันเป็นประโยชน์เป็นคุณ
จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "ภิกขเว"
ดูรานะภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตนี้สรรเสริญว่า
สติให้สำเร็จประโยชน์นำเสียซึ่งโทษ (ให้ไปปราศ)
โปรดไว้ ฉะนี้ ขอถวายพระพร"


อัญเชิญ ย่ออรรถะ จาก สติลักขณปัญหาเป็นคำรบ ๑๒ ปฐมวรรค
มิลินทปัญหาฉบับพิสดาร  ฉบับหอสมุดแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๑๖


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอด
06:09 น.แรม ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ วันอังคารที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖


หมายเหตุผู้อัญเชิญมาถ่ายทอด;

สติตามความหมายของชาวพุทธโบราณ เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาชั้นสูง
ต้องมีการเรียนรู้มาก่อนหน้าอย่างมากมาย  เป็นฐานของความเพียร (สัมมาวายามะ)
ผู้มีสติย่อมต้องมีความบากบั่นมุ่งมั่นต่อการแสวงหาธรรมพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตของตน

ฉะนั้น การที่มีบางคำสอนว่ารู้น้อยปฏิบัติดีกว่ารู้มาก (แล้วมัวแต่แสดงความรู้โดยไม่ปฏิบัติ)
จึงเป็นไปไม่ได้  เป็นการแสดงธรรมบิดเบือนคำสอนหลักพระศาสนาโดยแท้
พระพุทธศาสนานี้เป็นลัทธิความเชื่อ และเต็มไปด้วยกระบวนพิสูจน์สำหรับ
ผู้มีปัญญา ไม่ใช่เรื่องของผู้รู้น้อย..ครับ!!!

การปฏิบัติธรรม  ปฏิบัติสมณธรรม ต้องอาศัยสติที่ประกอบด้วยปัญญา
ย่อมทำให้เกิดความกระตือรือร้นในความเพียร (วายามะ, สัมมัปปธาน ๔)
เพื่อการลงทุนแสวงหาประโยชน์แลประสิทธิภาพสูงสุดของชีวิต
ไม่ใช่เอ้อระเหย  แม้กระทั่งดีชั่วก็แยกแยะไม่ออก
แล้วเที่ยวประกาศออกมาว่า  ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น..




...สังคมที่แยกแยะดีชั่วไม่ออกจะเอาแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเฉพาะตนโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษยืด้วยกัน สังคมแบบนี้  สังคมของสัตว์เดรัจฉานยังมีมาตรฐานสูงกว่า ครับ....

...ภาษาไทยชั้นหลังๆมาเนี่ย  เอาศัพท์สูงของพระพุทธศาสนามายำ..บูดเละเทะเลย   
ภาษาไทยยุคปัจจุบันเอาสติในพระพุทธศาสนามายำซะบูด เละเทะเลย..
พฤติกรรมเป็นไปตามที่ชาติเพื่อนบ้านหลายๆชาติเค้าว่า...ไทย.... อย่างแดกดันและดูถูก...สม!!!




                                                                                                          ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap