Atthanij Pokkasap
ลม..รอบสะดือ
"สมานะวาตะ"
คือลมที่ต้องฝึกทบทวนความทรงจำ เมื่อวิญญาณ และมหาภูตรูป ๔
ตั้งอยู่ในครรภ์
ผู้ฝึกกักลัมอัสมิตา...ควรเรียนรู้เท็คนิคการควบคุม
กองธาตุลมภายในทั้ง ๖ โดยใช้สัมผัสจากความรู้สึก...ไม่ว่า ขณะหายใจออก หายใจเข้า
หรืออึดกลั้นกักลม...ให้ลมในกระเพาะอาหาร
(กุจฉิสยาวาต)
เป็นฐานของ สมานะวาตะ...ประชุมกองธาตุลมทั้ง ๖...แล้วฝึกให้..อัด
น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก ซึมซ่านสม่ำเสมอในผิวเนื้อและผิวหนัง ตลอดทั้งเรือนกาย...
บันทึก..ลหุสัญญา(ความจำว่าเบาแห่งลม)ไว้ทั้งในฝ่ายกายที่สังเคราะห์จิต
ทั้งในฝ่ายจิตที่สังเคราะห์กาย....
ปณิตาเมตตา
คลินิคการแพทย์แผนไทย November 26, 2015 ·
เล่าเรื่องลม..แบบศาสนาที่แผนไทยนำมาใช้
.
ในการเรียนรู้ของข้าพเจ้าอาจไม่เหมือนใคร เพราะอาศัยหลักทางศาสนามาหาเหตุและผลเสมอ
เนื่องจากมีความเชื่อเรื่องกายกับใจไม่แยกจากกันไปได้เมื่อใจป่วย กายก็ป่วย
วันนี้ขอเล่าเรื่องลมในแบบศาสนาอธิบายไว้ค่ะ
ลมในกาย ๖ อย่าง(คัมภีร์ อภิธาน)
ในอภิธานท่านกล่าวถึงลมในร่างกายเรามีอยู่ ๖ กอง
.
อุทฺธงฺคม (อุทฺธํสทฺทูปปท+คมุ คติมฺหิ+อ) ลมพัดขึ้นเบื้องบน.
อุทฺธํ คจฺฉตีติ อุทฺธงฺคโม ลมที่พัดขึ้นไปเบื้องบน
ชื่อว่าอุทธังคมะ (อาเทศนิคหิตเป็นวัคคันตะ งฺ). อุทฺธงฺคมา วาตา๔
ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน
แปลความว่า
ลมที่เกี่ยวกับการพัดขึ้นสู่เบื้องบนทั้งหมดในศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
อโธคม (อโธสทฺทูปปท+คมุ
คติมฺหิ+อ) ลมพัดลงเบื้องล่าง.
อุจฺจารปสฺสาวาทีนํ นีหรณวเสน อโธภาคํ คจฺฉตีติ อโธคโม
ลมที่พัดลงเบื้องล่าง คือ ลมที่เบ่งอุจจาระและปัสสาวะออกไป ชื่อว่าอโธคมะ. อโธคมา
วาตา๕ ลมที่พัดลงเบื้องล่าง
แปลความว่า
ลมที่เกี่ยวกับการพัดขึ้นสู่เบื้องล่างทั้งหมด ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้เพียงบอกเพิ่มว่าหมายรวมลมเบ่งอุจจาระและปัสสาวะ
.
กุจฺฉิฏฺฐ, กุจฺฉิสย (กุจฺฉิสทฺทูปปท+üา คตินิวตฺติมฺหิ+อ) ลมในท้อง.
กุจฺฉิมฺหิ อุทเร ติฏฺฐตีติ กุจฺฉิฏฺโฐ ลมที่อยู่ในท้อง
ชื่อว่ากุจฉิฏฐะ (ซ้อน ฏฺ, ลบสระหน้า). กุจฺฉิมฺหิ อุทเร
สยตีติ กุจฺฉิฏฺโฐ ลมที่อยู่ในท้อง ชื่อว่ากุจฉิฏฐะ. กุจฺฉิสยา วาตา๖
ลมที่อยู่ในท้อง
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในช่องท้องแต่เป็นลมนอกไส้
ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
โกฏฺฐาสย (โกฏฺüสทฺทูปปท+อา+สิ สเย+อ)
ลมในลำไส้.
โกฏฺเฐ อนฺเต เสติ ติฏฺฐตีติ โกฏฺฐาสโย ลมที่ตั้งอยู่ในลำไส้
ชื่อว่าโกฏฐาสยะ (วุทธิ อิ เป็น เอ, อาเทศ เอ เป็น อย,
ลบสระหน้า). โกฏฺฐาสยา วาตา๑ ลมที่ตั้งอยู่ในลำไส้
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในช่องท้องแต่เป็นลมในไส้
ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
อสฺสาส (อา+สส ปาณเน+ณ) ลมหายใจออก.
อา ปุนปฺปุนํ สสนฺติ เยนาติ อสฺสาโส, พหินิกฺขนฺตวาโต
ลมที่ใช้หายใจเนืองๆ ชื่อว่าอัสสาสะ ได้แก่ ลมหายใจออก (ซ้อน สฺ, รัสสะ อา เป็น อ, ลบ ณฺ, วุทธิ
อ ของธาตุเป็น อา)
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานให้หายใจออก ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้ แต่ในทางแผนไทยเราหมายถึงลมหายใจเข้าเพื่อให้ปอดขยายออก
.
องฺคานุสารี (องฺคสทฺทูปปท+อนุ+สร คติมฺหิ+ณี)
ลมที่ไหลเวียนไปตามอวัยวะน้อยใหญ่.
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในระบบไหลเวียนทั่วกายให้วิ่งไปตามอวัยวะน้อยใหญ่
ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
ปสฺสาโสติ อนฺโตปวิสนกวาโตปิ อสฺสาโสติ เอเตน สงฺคยฺหเต สหจาริตตฺตา
สพฺพงฺเคสุ อนุสรติ สีเลน เสทโลหิตาทิสมฺปาทนโตติ องฺคานุสารี ลมที่เข้าไปภายใน
ชื่อว่าปัสสาสะ (ป-อาปุพฺพ+สส ปาณเน+ณ, ลบ ณฺ, ซ้อน สฺ, ลบสระหน้า), ท่านรวม
ปสฺสาส เข้ากับ อสฺสาส หมายถึง ลมที่หมุนเวียนไปทั่วสรรพางค์กายเป็นปรกติ
เพื่อช่วยให้เหงื่อและโลหิตไหลเวียน ชื่อว่าอังคานุสารี. องฺคานุสาริโน วาตา๒
ลมที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
แปลความ
ทางแผนไทยนับเป็นลมหายใจออก
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในระบบไหลเวียนเมื่อหายใจออก ปอดจะหดตัวลง
และบีบหัวใจให้หดตัวแล้วสูบฉีดโลหิตนำไปเลี้ยงทั่วกายเพื่อช่วยให้เหงื่อและโลหิตไหลเวียน
ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
คัมภีร์อมรโกสอภิธานว่า
"ปาโณปาโน สมาโน โจทานพฺยานา จ วายโว สรีรฏฺฐา อิเม๓ ลมที่มีอยู่ในร่างกาย
คือ ปาณะ อปานะ สมานะ อุทานะ พยานะ"
.
คัมภีร์จินตามณิฏีกาของอมรโกสอภิธานกล่าวว่า
หทเย ปาโณ คุเทปาโน สมาโน นาภิมชฺฌฏฺโฐ,
อุทาโน กณฺฐเทเส ตุ พฺยาโน สพฺพงฺคสนฺธิสุ.
ลมที่ไหลเวียนอยู่ในหัวใจ ชื่อว่าปาณะ, ลมที่ระบายออกทางทวารหนัก
ชื่อว่าอปานะ, ลมที่ตั้งอยู่ช่วงกลางสะดือ ชื่อว่าสมานะ,
ลมที่เปล่งออกทางลำคอ ชื่อว่าอุทานะ, ลมที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
ชื่อว่าพยานะ
.
หมายความว่า
ร่างกายเรายังมีลมที่ทำหน้าที่ภายในไปมีส่วนกับระบบในธาตุวาโยที่นับเป็น
กอง ให้สอดคล้องกันไปตามหน้าที่ในแต่ละส่วน ท่านจึงขยายลมออกมา ตามหน้าที่อีก ๕
ชนิด ดังนี้
.
ในคาถานี้ท่านแสดงถึงลม ๕ ชนิด คือ
(๑) ปาณะ คือ ลมที่ใช้กลืนอาหารเข้าไป
วิเคราะห์ว่า ปกฏฺเฐน อนนฺตฺยเนน ภตฺตาทิปฺปเวสนโตติ ปาโณ
(ปปุพฺพ+อน ปาณเน+อ, ลบสระหน้า, ทีฆะสระหลัง,
อาเทศ น เป็น ณ).
.
(๒) อปานะ คือ ลมที่ช่วยเบ่งปัสสาวะและอุจจาระออกไป
วิเคราะห์ว่า มุตฺตาทิกํ อปเนตฺวา อนนฺตฺยเนนาติ อปาโน
(อปปุพฺพ+อนปาณเน+อ, ลบสระหน้า, ทีฆะสระหลัง)
.
(๓) สมานะ คือ ลมที่ช่วยย่อยอาหาร
ท่านวิเคราะห์ไว้ว่า สมฺมา อนนฺติ อเนน ภุตฺตปริปาจนโตติ สมาโน
(สํปุพฺพ+อน ปาณเน+อ, อาเทศนิคหิตเป็น มฺ, ทีฆะ อ เป็น อา)
.
(๔) อุทานะ คือ ลมที่เปล่งออกมาขณะพูดและขับร้อง
วิเคราะห์ว่า อุทฺธมนนฺตฺยเนน ภาสิตาโท สามตฺถิยชนนโตติ อุทาโน
(อุปุพฺพ+ทฺอาคม+อน ปาณเน+อ, ทีฆะ อ เป็น อา)
.
(๕) พยานะ คือ ลมที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
ช่วยขับเหงื่อไคลและเสมหะเป็นต้น
วิเคราะห์ว่า วิเสเสน อนนฺตฺยเนน เสทรตฺตเสมฺหาทิสมฺปาทนโตติ พฺยาโน
(วิ+อน ปาณเน+อ, อาเทศ อิ เป็น ย, วฺ
เป็น พฺ, ทีฆะ อ เป็น อา)
เมื่อพิจารณาทางแผนไทย ก็คือลมกลุ่มกองหยาบ
ซึ่งเรารวมโรคลมที่เกิดจากลมกองหยาบ คือ ลมหายใจเข้าออก ลม ในท้อง และลำไส้
มักจะมีอาการจุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เรอ และขับผายลม เป็นต้น
อีกส่วนอยู่ในเรื่องสุมนา ตามที่เคยกล่าวไว้แล้ว 3 อย่าง คือ
1. หทัยวาตะ หมายถึง ลมเกี่ยวกับหัวใจ จิตใจหรือลมที่ทำให้หัวใจเต้น
2. สัตถกวาตะ
หมายถึง ลมที่คมเหมือนอาวุธลักษณะรวดเร็วฉับพลัน เล็ก แหลม เจ็บแปลบ
เกิดจากปลายประสาท
3. สุมนาวาตะ เส้นสุมนา คือเส้นกลางลำตัว น่าจะหมายถึง
ระบบไหลเวียนของเลือดและประสาท หรืออื่น ๆ ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว อยู่กลางลำตัว
เมื่อผิดปกติไปเกิดโรคกองละเอียด มีอาการจับให้หน้ามืด ตาลาย
เวียนศีรษะ ใจสั่น สวิงสวาย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ตกใจ เสียใจ
แพ้ท้องเป็นต้น
.
อ. ปณิตา ถนอมวงษ์
เครดิตภาพทางอินเตอร์เนต
พ่อสอนไว้
อย่าเนรคุณแผ่นดินเกิด ถึงว่า...ทำไมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมต้องมีสะเดือ...แต่มนุษย์ดีกว่าตรงที่รู้ว่าลมรอบๆ
ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้...ขอบพระคุณครับอาจารย์
บุ๊ง ฟิสิกส์ ขอบพระคุณครับ
เหมือนได้เรียนอานาปานสติ ที่ใช้ได้จริง ต่างจากการใช้จิต แค่ดูลมหายใจ
Atthanij Pokkasap
การศึกษากองลม...ที่ อานาปานสติสูตร เรียกว่า กายทั้งปวง
(สัพพกาย)ในขั้นที่ ๓
...ไม่ใช่ท่องแบบนกแก้วอย่างที่สอนสั่งกันทุกสำนัก....ไทย ครับ..
Atthanij Pokkasap
กลับจากเชียงรายแล้ว...
จะทะยอยเขียนภาพประกอบการฝึกให้เห็นชัดๆ
..ครับ
Nuntachaborn
Ramayasmita
เป็นความดันโลหิตสูงฝึกแล้วจะหายมั้ยคะ
Atthanij Pokkasap
หายครับ...
แต่...ต้อง
มีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับระดับความดัน..พอสมควรครับ