คือลมที่ต้องฝึกทบทวนความทรงจำ เมื่อวิญญาณ และมหาภูตรูป ๔ ตั้งอยู่ในครรภ์
บันทึก..ลหุสัญญา(ความจำว่าเบาแห่งลม)ไว้ทั้งในฝ่ายกายที่สังเคราะห์จิต ทั้งในฝ่ายจิตที่สังเคราะห์กาย....
.
ในการเรียนรู้ของข้าพเจ้าอาจไม่เหมือนใคร เพราะอาศัยหลักทางศาสนามาหาเหตุและผลเสมอ เนื่องจากมีความเชื่อเรื่องกายกับใจไม่แยกจากกันไปได้เมื่อใจป่วย กายก็ป่วย วันนี้ขอเล่าเรื่องลมในแบบศาสนาอธิบายไว้ค่ะ
ลมในกาย ๖ อย่าง(คัมภีร์ อภิธาน)
ในอภิธานท่านกล่าวถึงลมในร่างกายเรามีอยู่ ๖ กอง
.
อุทฺธงฺคม (อุทฺธํสทฺทูปปท+คมุ คติมฺหิ+อ) ลมพัดขึ้นเบื้องบน.
อุทฺธํ คจฺฉตีติ อุทฺธงฺคโม ลมที่พัดขึ้นไปเบื้องบน ชื่อว่าอุทธังคมะ (อาเทศนิคหิตเป็นวัคคันตะ งฺ). อุทฺธงฺคมา วาตา๔ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน
แปลความว่า
.
อุจฺจารปสฺสาวาทีนํ นีหรณวเสน อโธภาคํ คจฺฉตีติ อโธคโม ลมที่พัดลงเบื้องล่าง คือ ลมที่เบ่งอุจจาระและปัสสาวะออกไป ชื่อว่าอโธคมะ. อโธคมา วาตา๕ ลมที่พัดลงเบื้องล่าง
แปลความว่า
ลมที่เกี่ยวกับการพัดขึ้นสู่เบื้องล่างทั้งหมด ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้เพียงบอกเพิ่มว่าหมายรวมลมเบ่งอุจจาระและปัสสาวะ
.
กุจฺฉิฏฺฐ, กุจฺฉิสย (กุจฺฉิสทฺทูปปท+üา คตินิวตฺติมฺหิ+อ) ลมในท้อง.
กุจฺฉิมฺหิ อุทเร ติฏฺฐตีติ กุจฺฉิฏฺโฐ ลมที่อยู่ในท้อง ชื่อว่ากุจฉิฏฐะ (ซ้อน ฏฺ, ลบสระหน้า). กุจฺฉิมฺหิ อุทเร สยตีติ กุจฺฉิฏฺโฐ ลมที่อยู่ในท้อง ชื่อว่ากุจฉิฏฐะ. กุจฺฉิสยา วาตา๖ ลมที่อยู่ในท้อง
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในช่องท้องแต่เป็นลมนอกไส้ ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
โกฏฺฐาสย (โกฏฺüสทฺทูปปท+อา+สิ สเย+อ) ลมในลำไส้.
โกฏฺเฐ อนฺเต เสติ ติฏฺฐตีติ โกฏฺฐาสโย ลมที่ตั้งอยู่ในลำไส้ ชื่อว่าโกฏฐาสยะ (วุทธิ อิ เป็น เอ, อาเทศ เอ เป็น อย, ลบสระหน้า). โกฏฺฐาสยา วาตา๑ ลมที่ตั้งอยู่ในลำไส้
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในช่องท้องแต่เป็นลมในไส้ ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
อสฺสาส (อา+สส ปาณเน+ณ) ลมหายใจออก.
อา ปุนปฺปุนํ สสนฺติ เยนาติ อสฺสาโส, พหินิกฺขนฺตวาโต ลมที่ใช้หายใจเนืองๆ ชื่อว่าอัสสาสะ ได้แก่ ลมหายใจออก (ซ้อน สฺ, รัสสะ อา เป็น อ, ลบ ณฺ, วุทธิ อ ของธาตุเป็น อา)
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานให้หายใจออก ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้ แต่ในทางแผนไทยเราหมายถึงลมหายใจเข้าเพื่อให้ปอดขยายออก
.
องฺคานุสารี (องฺคสทฺทูปปท+อนุ+สร คติมฺหิ+ณี) ลมที่ไหลเวียนไปตามอวัยวะน้อยใหญ่.
แปลความ
ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในระบบไหลเวียนทั่วกายให้วิ่งไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
ปสฺสาโสติ อนฺโตปวิสนกวาโตปิ อสฺสาโสติ เอเตน สงฺคยฺหเต สหจาริตตฺตา สพฺพงฺเคสุ อนุสรติ สีเลน เสทโลหิตาทิสมฺปาทนโตติ องฺคานุสารี ลมที่เข้าไปภายใน ชื่อว่าปัสสาสะ (ป-อาปุพฺพ+สส ปาณเน+ณ, ลบ ณฺ, ซ้อน สฺ, ลบสระหน้า), ท่านรวม ปสฺสาส เข้ากับ อสฺสาส หมายถึง ลมที่หมุนเวียนไปทั่วสรรพางค์กายเป็นปรกติ เพื่อช่วยให้เหงื่อและโลหิตไหลเวียน ชื่อว่าอังคานุสารี. องฺคานุสาริโน วาตา๒ ลมที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
แปลความ
ทางแผนไทยนับเป็นลมหายใจออก ลมที่เกี่ยวกับการทำงานในระบบไหลเวียนเมื่อหายใจออก ปอดจะหดตัวลง และบีบหัวใจให้หดตัวแล้วสูบฉีดโลหิตนำไปเลี้ยงทั่วกายเพื่อช่วยให้เหงื่อและโลหิตไหลเวียน ในทางศาสนาไม่ได้ขยายความไว้
.
.
คัมภีร์จินตามณิฏีกาของอมรโกสอภิธานกล่าวว่า
หทเย ปาโณ คุเทปาโน สมาโน นาภิมชฺฌฏฺโฐ,
อุทาโน กณฺฐเทเส ตุ พฺยาโน สพฺพงฺคสนฺธิสุ.
ลมที่ไหลเวียนอยู่ในหัวใจ ชื่อว่าปาณะ, ลมที่ระบายออกทางทวารหนัก ชื่อว่าอปานะ, ลมที่ตั้งอยู่ช่วงกลางสะดือ ชื่อว่าสมานะ, ลมที่เปล่งออกทางลำคอ ชื่อว่าอุทานะ, ลมที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ชื่อว่าพยานะ
.
หมายความว่า
ร่างกายเรายังมีลมที่ทำหน้าที่ภายในไปมีส่วนกับระบบในธาตุวาโยที่นับเป็น กอง ให้สอดคล้องกันไปตามหน้าที่ในแต่ละส่วน ท่านจึงขยายลมออกมา ตามหน้าที่อีก ๕ ชนิด ดังนี้
.
ในคาถานี้ท่านแสดงถึงลม ๕ ชนิด คือ
(๑) ปาณะ คือ ลมที่ใช้กลืนอาหารเข้าไป
วิเคราะห์ว่า ปกฏฺเฐน อนนฺตฺยเนน ภตฺตาทิปฺปเวสนโตติ ปาโณ (ปปุพฺพ+อน ปาณเน+อ, ลบสระหน้า, ทีฆะสระหลัง, อาเทศ น เป็น ณ).
.
(๒) อปานะ คือ ลมที่ช่วยเบ่งปัสสาวะและอุจจาระออกไป
วิเคราะห์ว่า มุตฺตาทิกํ อปเนตฺวา อนนฺตฺยเนนาติ อปาโน (อปปุพฺพ+อนปาณเน+อ, ลบสระหน้า, ทีฆะสระหลัง)
.
(๓) สมานะ คือ ลมที่ช่วยย่อยอาหาร
ท่านวิเคราะห์ไว้ว่า สมฺมา อนนฺติ อเนน ภุตฺตปริปาจนโตติ สมาโน (สํปุพฺพ+อน ปาณเน+อ, อาเทศนิคหิตเป็น มฺ, ทีฆะ อ เป็น อา)
.
(๔) อุทานะ คือ ลมที่เปล่งออกมาขณะพูดและขับร้อง
วิเคราะห์ว่า อุทฺธมนนฺตฺยเนน ภาสิตาโท สามตฺถิยชนนโตติ อุทาโน (อุปุพฺพ+ทฺอาคม+อน ปาณเน+อ, ทีฆะ อ เป็น อา)
.
(๕) พยานะ คือ ลมที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ช่วยขับเหงื่อไคลและเสมหะเป็นต้น
วิเคราะห์ว่า วิเสเสน อนนฺตฺยเนน เสทรตฺตเสมฺหาทิสมฺปาทนโตติ พฺยาโน (วิ+อน ปาณเน+อ, อาเทศ อิ เป็น ย, วฺ เป็น พฺ, ทีฆะ อ เป็น อา)
เมื่อพิจารณาทางแผนไทย ก็คือลมกลุ่มกองหยาบ ซึ่งเรารวมโรคลมที่เกิดจากลมกองหยาบ คือ ลมหายใจเข้าออก ลม ในท้อง และลำไส้ มักจะมีอาการจุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เรอ และขับผายลม เป็นต้น
อีกส่วนอยู่ในเรื่องสุมนา ตามที่เคยกล่าวไว้แล้ว 3 อย่าง คือ
1. หทัยวาตะ หมายถึง ลมเกี่ยวกับหัวใจ จิตใจหรือลมที่ทำให้หัวใจเต้น
3. สุมนาวาตะ เส้นสุมนา คือเส้นกลางลำตัว น่าจะหมายถึง ระบบไหลเวียนของเลือดและประสาท หรืออื่น ๆ ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว อยู่กลางลำตัว
เมื่อผิดปกติไปเกิดโรคกองละเอียด มีอาการจับให้หน้ามืด ตาลาย เวียนศีรษะ ใจสั่น สวิงสวาย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ตกใจ เสียใจ แพ้ท้องเป็นต้น
.
อ. ปณิตา ถนอมวงษ์
เครดิตภาพทางอินเตอร์เนต
แต่...ต้อง มีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับระดับความดัน..พอสมควรครับ
No comments:
Post a Comment