Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ท้าวสักกะ. Show all posts
Showing posts with label ท้าวสักกะ. Show all posts

Tuesday, January 10, 2017

55.Breaking Dharma PART 54




Breaking Dharma PART 54...!!!
....

สืบเนื่องมาจาก  ภาพเขียนเสด็จลงจากดาวดึงส์
จิตรกรเขียนภาพมันมั่วแบบไม่มีข้อมูลเลย...
รำคาญ ทนไม่ได้..ครับ!!!

อัญเชิญรายละเอียดมาให้อ่านกัน....ดังนี้..


พระศาสดาตรัสว่า ;
"โมคคัลลานะ ผู้ใคร่จะพบเรา จงไปที่นั้นเถิด
ก็แล สังกัสสนคร จากกรุงสาวัตถี มีประมาณ ๓๐ โยชน์
ในทางเท่านี้ กิจที่จะต้องเตรียมเสบียง ย่อมไม่มีแก่ใครๆ
เธอ พึงบอกแก่คนเหล่านั้นว่า
ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้รักษาอุโบสถ ไปดุจ
ไปสู่วิหารใกล้ เพื่อฟังธรรมเถิด"

พระมหาโมคคัลลานะเถระทูลว่า
"ดีละ พระเจ้าข้า"

แล้วได้บอกตามรับสั่ง
พระศาสดาเสด็จจำพรรษา ล่วงถึงวันปวารณาแล้ว
ตรัสบอกแก่ท้าวสักกะว่า
"มหาบพิตร อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นมนุษย์"

ท้าวสักกะทรงนิรมิตบันได ๓ ชนิด คือ
บันไดทองคำ บันไดแก้วมณี บันไดเงิน
เชิงบันไดเหล่านั้นตั้งอยู่แล้วที่ประตูสังกัสสนคร
หัวบันไดเหล่านั้น ตั้งอยู่แล้วที่ยอดเขาสิเนรุ
ในบันไดเหล่านั้น บันไดทองได้มีในข้างเบื้องขวา เพื่อพวกเทวดา
บันไดเงิน ได้มีในข้างเบื้องซ้าย เพื่อมหาพรหมทั้งหลาย
บันไดแก้วมณี ได้มีในท่ามกลาง เพื่อพระตถาคต

พระศาสดา ประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ
ทรงทำ ยมกปาฏิหาริย์ ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก

ทรงแลดูข้างบนแล้ว
สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้วทั้งหลาย
ได้มีเนิน เป็นอันเดียวกัน จนถึงพรหมโลก

ทรงแลดูข้างล่าง
สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้ว
ได้มีเนินเป็นอันเดียวกัน จนถึงอเวจี

ทรงแลดูทิศใหญ่ และทิศเฉียงทั้งหลาย
จักรวาลหลายแสน ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันแล้ว

(หมายถึงทำสนามเวลาในมิติเวลาเชิงซ้อนทั้งหมดของสนามเวลา
ที่รองรับดาราจักรทางช้างเผือกในอยู่ในระนาบเดียวกันทั้งหมด คือ
มีมิติเวลาเดียวกัน..เพื่อ....)


เทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ ก็เห็นพวกเทวดา
พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ต่างเห็นกันแล้วเฉพาะหน้าทีเดียว
พระผู้มีพระภาค ทรงเปล่งพระฉัพพัณณรังสีไปแล้ว
มนุษย์ในบริษัทซึ่งมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ (ประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร)
แม้คนหนึ่ง เมื่อแลดูสิริของพระพุทธเจ้าในวันนั้นแล้ว
ชื่อว่า ไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า มิได้มีเลย

(หมายถึงอิ่มใจ ชื่นใจ จนอยากเป็นอย่างพระพุทธเจ้ากันทั้งหมด)


พวกเทวดา ลงทางบันไดทอง
พวกมหาพรหมลงทางบันไดเงิน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงทางบันไดแก้วมณี

เทพบุตรนักฟ้อน ชื่อ ปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองดุจผลมะตูม
ยืนอยู่ ณ ข้างเบื้องขวา
ทำบูชาด้วยการฟ้อนแด่พระศาสดาลงมา

(ปัญจสิงขรคันธรรพเทวบุตร. เป็นคนธรรพ์มีผมมัดจุก ๕ จุกบนศรีษะ ถือพิณ  ที่แต่เดิมเป็นของพระยามารทำตกไว้คราวหาวิญญาณของท่านพระโคธิกะเถระ..อรหันต์ที่ดับขันธปรินิพพานพร้อมด้วยการฆ่าตัวตายไม่เจอ   เลยตกใจทำพิณตก)


มาตลีสังคาหกเทพบุตร ยืนนะข้างเบื้องซ้าย
ถือของหอมระเบียบและดอกไม้อันเป็นทิพย์
นมัสการอยู่ ทำบูชาแล้วลงมา

(มาตลี ฯ  คือ ท้าวมาตุลีเทพบุตร  นายสารถี
เวชยันตร์ปราสาทเมื่อกลายเป็นเป็นราชรถ และ
เป็นองค์เดินเก็บโพยความชั่วความดีของมนุษย์   
จากพระภูมิเจ้าที่ทั้งหลายในคืน ขึ้นแรม ๘ ค่ำ ด้วย)


ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร

ท้าวสุยามถือพัดวาลวิชนี

พระศาสดา เสด็จลงมาพร้อมด้วยบริวารนี้
หยุดประทับอยู่ที่ ประตูสังกัสสนคร

(มีพระสารีบุตรและสัทธาวิหาริก..ลูกศิษย์ยืนต้อนรับอยู่เพราะพระสารีบุตรกะคณะจำพรรษากันที่สังกัสสนคร)


แม้พระสารีบุตรเถระ มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ได้ประกาศความยินดีของตนว่า;

"พระศาสดา ผู้มีถ้อยคำอันไพเราะ ทรงเป็นอาจารย์แห่งคณะ
เสด็จมาจากดาวดึงส์อย่างนี้ เรายังไม่เห็น
หรือไม่ได้ยินต่อใครๆ ในกาลก่อนแต่นี้"

พระศาสดาตรัสตอบพระสารีบุตรเถระว่า
"พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด เป็นปราชญ์ ขวนขวายในฌาน
ยินดีแล้วในธรรมที่เข้าไปสงบ ด้วยสามารถแห่งการออก
แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็ย่อมกระหยิ่มต่อ
พระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้มีสติ"

(ธรรมแห่งความสงบ..นิโรธ  ต้องเข้าฌานก่อนแล้วออกจากฌานจึงได้)


ได้ยินว่า
การทำยมกปาฏิการิย์แล้วจำพรรษาในเทวโลก
แล้วเสด็จลงที่ประตูสังกัสสนคร
อันพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ไม่ทรงละแล้วแล

(คือเป็น ประเพณี ของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์)


ก็สถานที่พระบาทเบื้องขวาประดิษฐาน ณ ที่เสด็จลงนั้น
มีนามว่า *อจลเจติยสถาน*
... ...ฯลฯ...


จาก เรื่องยมกปาฏิหาริย์  พุทธวรรควรรณนา
พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๖


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอด
04:40 น. คืนของขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ศุกร์ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖





...บันทึกการจาริกธรรมของท่านพระภิกษุสวนจาง (ถังซัมจั๋ง  เดินทางมาอินเดีย พ.ศ.๑๑๗๒-๑๑๘๘) 
เรียก สังกัสสนครว่า ประเทศกปิต  
ปัจจุบัน เป็นซากเนินใหญ่   แขกเรียก อตรันชิเขร  อยู่บนฝั่งแม่น้ำ กาลีนที  สี่ไมล์ไปทางทิศใต้ของเมืองการสนา 
และ 8 ไมล์ไปทางทิศเหนือจากเมืองเอตา บนถนนสาย กราวน์ดทรังค์    

...ราชาหลายรุ่นนำอิฐหินมาสร้างเป็นบันไดไว้ตามเรื่องแล้วสละเพชรพลอยเครื่องประดับตนถวายเป็นพุทธบูชาประดับบันไดนั้น   พร้อมสร้างวิหารใหญ่คร่อมบันไดไว้ด้วยโดยในวิหารมีพระพุทธรูปหิน พระอินทร์พระพรหมอยู่ข้างซ้ายขวาพระพุทธรูป..นี้เป็นบันทึก  ที่พระถังซัมจั๋งได้ไปกราบนมัสการมา...พร้อมรายงานด้วยว่า  ข้างวิหาร มีเสาอโศกสูง ๗ ฟุต กับข้างเสาเป็นแท่นหินยาว ๕๐ ก้าว สูง ๗ ฟุต  เป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยใช้เดินจงกรมด้วย




...การประทับยืน มองบน มองล่างตอนที่เสด็จมาถึงเชิงบันได้นั้น  เป็นที่มาของพระพุทธรูป....* ปางเปิดโลก * ด้วย..
ฉะนั้นใครบูชาพระพุทธรูปปางเปิดโลก  นอกจากสามารถเห็น อมนุษย์ที่ ๓๒ ภพภูมิแล้วต้องเห็นมนุษย์ ต่างดาว ด้วย!!!




...วาดเป็นแต่ลายเส้นรูปคน  วาดธรรมชาติอื่นๆ มะเป็นเรยยย..แต่ที่แน่ๆ...อ่านลายแทงในจิตรกรรมฝาผนังวัดที่บอกที่ซ่อนกรุ ของทุกวัด ออกละกัน...

...อันนี้ไม่เคยเรียน...อยากทำก็ทำได้เลย...ลายเส้นมวยไทยนั่น  คือการเขียนครั้งแรกสุดในชีวิตด้วย ยังมีงานปั้น  
งานแกะสลัก...อีก..ประเภท  อยากทำก็ทำได้เลย ทั้งนั้น...เครื่องมือพร้อม   
จะเอาภาพปั้น มาลงให้ดู..(ปั้นปูนซีเมนต์  มือเปล่าสดๆนี่ล่ะ)

...จิตรกรรมไทยสูงสุด  เป็นภาพฮาโลแกรมออกมาเคลื่อนไหวย้ายจากฝาผนังหนึ่งกลับเข้าอีกฝาผนังหนึ่งเชียวนะ  
เรียกว่า ปรากฏการณ์ช้อยนางรำ....เรื่องที่ชาวโลกไม่รู้   จะรู้เยอะอยู่...





                                                                                  ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

Saturday, December 31, 2016

17.Breaking Dharma PART 16






Breaking Dharma PART 16...!!!
....



"การอธิษฐานดีๆ ที่เป็นประโยชน์ และ..วิธี ทำบุญ ให้สำเร็จ ตามปรารถนา."



ดูวาทะ ที่ท่าน (ชาวพุทธโบราณ) วิพากษ์  มนุษย์ในโลกนี้เอาไว้...ก่อนครับ!!!

"ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ ในเวลาได้รับความสุข ไม่ทราบเลยแม้ความที่ภิกษุทั้งหลาย มีอยู่ ครั้นพอถูก ทุกข์ครอบงำ จึงปรารถนาจะไป วิหาร"


(ความหมาย; เวลาสุขสนุกเพลิดเพลิน ไม่เคยสนใจ เรื่องพระ เรื่องวัด เรื่องศาสนา แต่พอมีทุกข์ขึ้นมา เที่ยววิ่งหาวัด....ชัดเจนนะครับ   แสดงว่าเป็นเรื่องเก่าๆมีมานานดึกดำบรรพ์เต๊ม..ทีแล้ว   แล้วอย่าไปตีความหมายว่าท่านจับผิดคนอีกซะล่ะ...)


(ทานที่เลือกให้ พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ เป็นธรรมบท);

"บุคคลควรเลือกให้ทาน ในเขตที่ตนให้แล้ว จะมีผลมาก
เพราะการเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว
ทานที่ให้ในท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในชีวโลกนี้
เป็นของมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านในนาดี ฉะนั้น"


(และ ธรรมบทคาถา ต่อไป จะเป็น "พุทธตรรกะ" ที่พระพุทธองค์ตรัสอธิบายไว้ดีแล้ว)...

"นาทั้งหลาย  มีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้  ก็มีราคะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล  ทานที่ให้แก่ท่านผู้ปราศจากราคะ  จึงเป็นของมีผลมาก
..นาทั้งหลาย  มีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้  ก็มีโทสะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล  ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโทสะ  จึงเป็นของมีผลมาก
..นาทั้งหลาย  มีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้  ก็มีโมหะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล  ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโมหะ  จึงเป็นของมีผลมาก
..นาทั้งหลาย  มีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้  ก็มีความอยากเป็นโทษ
ฉะนั้นแล  ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากความอยาก  จึงเป็นของมีผลมาก."


(พุทธตรรกะนี้คือความเป็นเหตุเป็นผลที่พระพุทธศาสนาต้องสร้าง  
อาหุเนยยบุคคล  ปาหุเนยยบุคคลและทักขิไณยบุคคล  ป้อนสู่สังคมมนุษย์...
เห็นความเกี่ยวพันในภาระหน้าที่ของพระพุทธศาสนากับสังคมมนุษย์กันแล้วนะครับ...)


(คาถาธรรมบทนี้เป็นเรื่องราวเกิดขึ้น  ตอนไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   อังกุรเทพบุตร อดีตชาติเป็นมนุษย์อยู่นครกลางทะเลทราย   เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า   แต่ต้องอยู่ไกลมากทั้งที่ทำบุญใหญ่ตลอดชีวิต   แต่ศักดิ์แห่งทิพยกายไม่เจิดจ้า..เลยเข้าเฝ้าอยู่ห่างมากอย่างเจียมองค์ ขณะที่อินทกเทพบุตรสมัยที่เป็นมนุษย์ ใส่บาตรเพียงทัพพีเดียวกับท่านพระอนุรุทธะ...รัศมีทิพยการรุ่งโรจน์แทบเสมอท้าวสักกะเทวราช
...มูลหลักฐานนี้อยู่ใน  เปตวัตถุ  ขุททกนิกาย  ไตรปิฎก เล่ม ๒๖/๔๕ ครับ    ข้อมูลคำสอนมีที่มาที่ไปถักสานกันหลายชั้นแน่นหนามากครับ.)





...ยังมี "คุณภาพทาน"  ที่ก่อให้เกิดภพภูมิสวรรค์ชั้นต่างๆอีก  ตามความเชื่อ  ความยึดมั่นถือมั่นที่มีคุณภาพระดับต่างๆอีก เรียกว่า "ทานสูตร" แสดงต่อท่านพระสารีบุตรไว้ครับ.

แม้ในสมัยพุทธกาล  จะมีผู้ทำบุญแล้วได้อานิสงส์ใหญ่ทันตาเห็น   บันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์เพียง ๗ ท่านก็ตาม...แต่จากพระคาถาธรรมบท...ทักขิไณยบุคคล ท่านแบกภาระทั้งสังคมอารยันนะครับ ขึ้นเป็นเบรคที่ ๑๗ ละกัน...

การอดข้าวเย็นเป็น "โภชเนมัตตัญญุตา"  สูงกว่าศีลปกติไปอีก ๓ ขั้น...ไม่รู้ขั้นตอนฝึก  ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรนะ   มีลำดับอย่างนี้

ศรัทธา>>> ศีล>>> สันโดษ>>> อินทรียสังวร>>> โภชเนมัตตัญญุตา>>>ชาคริยานุโยค>>> โยนิโสมนสิการ>>> วิเวก (สัมมาสมาธิ)



...การเริ่มต้นที่ถูกต้องตะหาก  เป็นการเริ่มต้นที่ดี...แต่ช่างเถิด..ลูกวัวตัวน้อย (มรรคสมังคี) แม้เกิดใหม่ไร้เดียงสา   ก็ยังวิ่งตามแม่โค..และแม่โคก็เดินตามจ่าฝูง....เหมือนผู้รู้ธรรม   ลูกวัวตัวน้อยวิ่งตามฝูง อย่างน้อยก็ไม่หลงฝูงละกัน

...เอ้า...อันที่ฝึกได้ทุกลมหายใจ   ก๊อ...ลมหายใจเข้า+ลมหายใจออก งั้ย...หัดอยู่กะเค้าอย่างตั้งใจซะมั่ง   ไม่ใช่ให้เค้าอยู่กะเราตามยะถากรรม (ของอารมณ์)  เอาเค้ามาจัดระเบียบทุกครั้งที่คิดได้ว่า....เฮ้ย! เฮ้ย!  นี่เรากำลังหายใจอยู่นี่หว่า

...หายใจให้มีระเบียบเข้มแข็งกว่าที่ควรเป็นนะ...(หายใจดี  คือ มีระเบียบ  สม่ำเสมอ  นุ่นนวล ประณีต  ลึกยาว...ต่อเนื่อง    ทำคุณภาพพวกนี้ให้ได้..)

...ลมหายใจที่หมั่นใช้ สัมปชัญญะ..ความรู้สึกตัวช่วยเขาทำหน้าที่หายใจ..ให้เป็นภาระและกิจวัตรประจำวัน   แล้ว ญาณและสติชั้นสูงยิ่งๆขึ้น   ก๊อจะพัฒนาตามมาเอง...นี่แหละ พื้นฐานสุดๆละ...

ตานี้  เมื่อหัดหายใจละเอียดขึ้น  ขั้นพื้นฐานคือ สมองได้รับออกซิเจนเต็มที่กว่าแต่ก่อน..ก็มีพลังที่จะคิดจะรู้เพิ่มมากขึ้น   กิจกรรมต่างๆก็เพิ่มตามมา (พลังอึดในการทำงานเพิ่มสูงขึ้น)    เห็นคุณค่าเมื่อไหร่ ก็ยิ่งอยากทำมากขึ้น   เพราะลมหายใจยิ่งประณีต (ลึกแผ่วยาว  สม่ำเสมอต่อเนื่อง)    อารมณ์ก็เริ่มนิ่งมากขึ้น    จิตที่ทรงพลังก๊อออ. จะก่อตัวเป็นที่มาของเหตุการณ์ที่ท่านเรียกว่า สมาธิ....

...หยุดให้อาหารที่ปรุงแต่งสังขาร   เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กระบวนการทำงานภายในของเราเองทั้งหมด...พูดง่ายแต่การเรียนรู้...ไม่ง่ายเลย...

...ต้องทวนทั้งกระแสโลก และกระแสอารมณ์เดิมของเราเองด้วยครับ...หนักนะ..แต่ถ้าปรารถนาดีต่อตัวเองจริง  ก็ต้องทำ...

อันนั้นเป็นความเชื่อในอุดมคตแบบไทย-ไทยนะ...พระพุทธศาสนา ท่านไม่ทิ้งโลก ไม่ทิ้งธรรม  ธรรมต้องคู่โลก โลกต้องคู่ธรรม    

ขนาดท่านพระองคุลีมาล  ท่านก็อยู่ในสังคมที่ท่านฆ่าลูกเมียญาติพี่น้องเขาในนครสาวัตถีนั่นเอง
...ชดใช้กรรมสิบกว่าพรรษา   จนผู้คนชาวเมืองเลิกกลัวท่านหมดแล้ว   ท่านก็บรรลุพระอรหันต์     
ฝากผลงาน...องคุลีมาลปริตร  อธิษฐานให้ให้เด็กเกิดใหม่คลอดง่าย   แล้วก็ปรินิพพาน (การชดใช้กรรม  ทำให้ท่านสุขภาพทรุดอย่างรวดเร็ว   แต่ก็อึดอยู่จนสำเร็จอรหันต์)...

...แยกแยะความรู้สึกตามความผูกพันในบุญในทาน  แล้วกล่าวเอาเองครับ...ปกติแล้วที่เห็นในพระสูตร
...ท่านมีอธิษฐานแต่ว่า ขอได้รู้ได้ถึงธรรมที่ท่าน (ทักขิไณยบุคคลนั้น) บรรลุ   ท่านก็อนุโมทนาว่า จงเป็นเช่นนั้นเถิด
และท่านที่ขอไว้ยิ่งใหญ่ที่สุดก็เป็น ท่านโชติกะเศรษฐี  นั่นขอถึง มนุษยสมบัติ, ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ (สมบัติ ๓)  
เจาะจงอย่างนี้เลย...แล้วผ่านพระพุทธเจ้าหลายพระองค์เสียด้วย...ครับ.




                                                                                                    ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap