Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label จันทระกลา. Show all posts
Showing posts with label จันทระกลา. Show all posts

Friday, February 1, 2019

ศาสตร์การแพทย์ของธิเบตและไทย




Atthanij Pokkasap 


หากไร้พื้นฐาน...
จุดแดง(สูรยะกลา)...จุดขาว(จันทระกลา)
และ พิกัดแยกสมมาตร..สุศุมญา...
แห่งเส้นปธาน ๑๐
ศาสตร์การแพทย์ของธิเบต (และไทย)
ก็ใช่ว่า..ใครก็จะมาเรียนรู้เอาได้โดยง่าย...
เชื่อ..นักวิทยาศาสตร์..ไหม?!


   Science Finally Proves Meridians Exist

   By Azriel ReShel on Wednesday April 20th, 2016

   What the Merging of Spirituality and Science means for you

   “In every culture and in every medical tradition before ours, healing was accomplished by moving energy.” – Albert Szent-Gyorgyi, Biochemist and Nobel Prize Winner.

   For centuries the ancient wisdom keepers and healers in several traditions had a keen understanding of the energetic body. The healing traditions from China, India, Japan and Tibet, as well as other countries all spoke of energy channels, meridians or nadis along which the vital energy flowed.

Life was considered to be a bio-electrical and vibrational energy phenomenon and so health revolved around balancing energy through various means. Life existed because of life force and energy running through and animating the body, ensuring we can move, breathe, digest food, think and even feel.


Energy channels

This vital life force or chi, is composed of two kinds of forces, yin and yang, and flows along a sophisticated network of energy pathways, or highways, circuiting the body. Over 2000 years ago ancient cultures knew of the existence of these energy channels. They were called ‘sen’ in Thailand, ‘nadis’ in India, ‘meridians’, ‘channels’ or ‘vessels’ in China and Japan, and ‘channels’ in Tibet. In India, where many eastern healing arts developed, there were said to be 72 000 nadis or energy pathways. Disease is believed to be a blockage in the energy flow of these channels. A range of healing traditions, including acupuncture, acupressure, massage and yoga, are founded on the principle of the existence of energy channels or pathways, known as meridians, or nadis, running around the body in an expansive network.
While it may seem a little airy fairy to some to consider the energy body while we have flesh and bone, at source we are an energy field, embedded into another energy field. Our bodies are electromagnetic in nature and science has measured these frequencies with advanced machines, like EKG’s and MRI scanning, for many years. Numerous studies demonstrate these energy pathways and points conduct electricity even when needles aren’t used. And the massage technique of Shiatsu have been found to stimulate the same energetic effects. Similarly, Qigong,Tai Chi and the postures of yoga, have been found to increase electrical conductance at acupoints, yet science never believed in the existence of meridians until now.



Scientific research
Recently scientists at Seoul National University confirmed the existence of meridians, which they refer to as the “primo-vascular system.” They say that this system is a crucial part of the cardiovascular system.

Previously, North Korean scientist Kim Bong-Han proposed that he had found meridians in the early 1960’s.  Dr Kim Bong-Han showed over 50 years ago that new tubular structures exist inside and outside of blood vessels and lymphatic vessels, as well as on the surface of internal organs and under the dermis. He believed they were the traditional meridian lines. The meridians were called Bonghan ducts or channels, after his research, but now the existence of this system in various organs has been corroborated by further research.

The current Korean researchers now believe the primo-vascular system is in fact the physical component of the Acupuncture Meridian System. And it has also been suggested that this system is involved in channelling the flow of energy and information relayed by biophotons (electromagnetic waves of light) and DNA.



The Korean scientists studying oriental medicine with biophysical methods injected a special staining dye which coloured the meridians. By injecting the dye onto acupuncture points, they were able to see thin lines. These did not show up at non-acupuncture point sites where there are no meridians. The researchers discovered that the meridian lines are not confined to the skin, but are in fact a concrete duct system through which liquid flows, and that this liquid aggregates to form stem cells.

Previously, scientists used a combination of imaging techniques and CT scans to observe concentrated points of microvascular structures that clearly correspond to the map of acupuncture points created by Chinese energy practitioners in ancient times. In a studypublished in the Journal of Electron Spectroscopy and Related Phenomena, researchers used contrast CT imaging with radiation on both non-acupuncture points and acupuncture points. The CT scans revealed clear distinctions between the non-acupuncture point and acupuncture point anatomical structures.



The meridian system

There are 12 primary paired meridians and two single mid meridians, six yang and six yin. The yang meridians run down the body and the yin meridians flow up the body. Each meridian is also related to an element. Each meridian is most active at a certain time of the day or night and each meridian is influenced by an element or season.

The nature of meridians, in their elemental structure, and as vessels for the life force, show the intricacy and profound connection of our body at a cellular level, to the universe. We are intimately connected by the elements, energetic structure and flow of energy, to all life, at a cellular, physical level. Our earth is also said to have energetic pathways or ley lines, akin to meridians.







บุ๊ง ฟิสิกส์    ใช่ครับ ผมไม่มีความชอบวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จอมปลอม แอบอ้าง ความเป็นเจ้าของ


Atthanij Pokkasap  อเมริกัน ตื่นตัวรับ พระพุทธศาสนานิกายลามะอิสม์หรือวัชรยานธิเบต ตั้งแต่ กลางคริสตศตวรรษที่ 20 ด้วยการสื่อความหมายที่เหมือนๆ วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ และที่ฝรั่งไม่มีเลย...วัชรยานที่อเมริกันนี้ถือว่า มั่นคงมาก เพราะฝรั่งเขาใช้ศึกษาควบคู่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า แตกต่างจากเอเซียอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งโลกไม่มีใครรู้หรอกว่า
พุทธตันตระสยาม มีคัมภีร์ แบบเดียวกับธิเบต และมีมากกว่า ละอียดลี้ลับกว่าด้วย ครับ


Atthanij Pokkasap  ปราณของจีนหรือที่เกาหลีนี้อ้างก็เถอะ กับ สมาธิของญีปุ่น..พัฒนาแตกออกไปจากพุทธทั่งนั้น แต่คัมภีร์ลี้ลับที่สุด มีเฉพาะ ธิเบต และสยาม เท่านั้น



Saturday, December 22, 2018

ทำไมต้องเริ่มต้นที่ "สูรย์จันทร์"...ระบบที่มีลักษณะโครงสร้างเป็น "สมมาตร" ภายในของร่างกายมนุษย์ที่มีชีวิต?!!




Atthanij Pokkasap 


ทำไมต้องเริ่มต้นที่ "สูรย์จันทร์" ?!!

สิทธิการิยะ
อันว่า สูรย์จันทร์ มีชื่อเต็มๆว่า สูรยะกลา และจันทระกลา อาจเขียนเพี้ยนไปตามแต่ละตำราที่คัดลอกต่างกรรมต่างวาระ และยุคสมัย
เป็นเส้นทางเดินลมแห่งชีวิต ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ "น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก" ...มีลักษณะโครงสร้างเป็น "สมมาตร" ซ้าย-ขวา ของร่างกาย
และ "น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก"...เป็น ๑ ใน "ปิตตะ"..๒ ชนิด โดย ปิตตะ ก็เป็น ๑ ใน ธาตุน้ำ ๑๒ ของ อาการ ๓๒ และเป็น ๑ ใน ๓ ของตรีธาตุ ...สมุฏฐานของการเกิดโรคป่วยไข้
ระบบที่มีลักษณะโครงสร้างเป็น "สมมาตร" ภายในของร่างกายมนุษย์ที่มีชีวิต เท่าที่ปัจจุบันค้นพบ มีเพียงระบบเดียว.....คือ...
"ระบบน้ำเหลือง(Lymphatic System)"


แต่..จิตสรีระศาสตร์...โดยการค้นพบของ กรรมฐานฝ่ายพุทธ พบว่า น้ำดี-ปิตตะ เป็น ๑ ใน ๓ ของอาการ ๓๒ ที่เกี่ยวข้องกับ "จิต" โดยตรง(อีก ๒ อาการ คือ หัวใจ และตับ)
สมมาตรของ "น้ำดีแบบไม่เป็นฝัก" หรือ ระบบน้ำเหลือง ของแผนปัจจุบัน อาศัยลมแห่งชีวิต(ปราณ)...เป็นตัวขับเคลื่อนให้เอิบอาบเต็มตลอดโครงสร้างสมมาตรแห่งสรีระของมนุษย์นั้นๆ ความเอิบอาบที่ขาดหายไป...จึงเป็นที่มาของโรค และความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลาย
นี้คือปฐมเหตุ ที่โบราณ ต้องมีการ ปรับพิกัด สูรย์จันทร์ขับเคลื่อนใหม่ เรียกเป็นสำนวนว่า...
"การเปิดสูรย์จันทร์"


เเละเหตุที่สมมาตรสูรย์จันทร์ของหญิงชาย สลับกลับข้างกัน นั่นเพราะ...ตอน...กลุ่มเซลล์ที่ทำการแยกตัวสังเคราะห์ ธาตุ ๔ ให้เป็น อาการ ๓๒..กับความเป็นสัตวบุคคลที่มีตัวชีวิต กลุ่มเซลล์จะมีการบิดตัวเพื่อแตกเซลล์ใหม่ขึ้นเป็นตัวอ่อนที่มีชีวิตสมบูรณ์ได้นั้น ต้องอาศัยสูรย์จันทร์จากระบบการหายใจ..ซึ่งเป็นระบบที่เกิดขึ้นแรกสุดของตัวชีวิต เป็นแกนหลักในการแตกเซลล์...สร้างตัวอ่อนที่สมบูรณ์ โดยเพศจะบิดตัวสร้างสมมาตรตรงข้ามกัน (โบราณ จึงทายเพศทารกได้จากพิจารณารูปสะดือของผู้เป็นมารดา)
เส้นแนวบิดตัวที่หลงเหลือติดตัวกันมา
เราเรียกว่า "ฝีเย็บ"


เมื่อกรรมและจิตสังเคราะห์ตัวอ่อนจากระบบหายใจสำเร็จแล้ว...แนวแกนสูรย์จันทร์ก็จะสลายไป จะปรากฏในชีวิตอีกก็ต่อเมื่อเข้าสู่ห้องปฏิบัติการโยคะ แห่งกรรมฐานที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะค้นพบตามบันทึกในคัมภีร์ดั้งเดิม
แต่ในทางรักษาโรค....
เป็นเพียงการดำเนินการไปตามการบอกเล่าของบันทึกในคัมภีร์ เท่านั้น
เมื่อตรงกับบันทึก และเป็นเรื่องจริง
โรค และอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งปวง
ก็ย่อมต้องหาย แล ฯ

"นายขยะ" Atthanij Pokkasap
04:00 น.
เช้าตรู่ ของวันพุธที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙



Tuesday, December 11, 2018

เส้นปธาน ๑๐ ในการนวดไทยแผนโบราณ





May 22, 2016 · 




กด HD และตั้งแนวนอน จะเห็นวีดีโอชัด ขนาดภาพ Full HD

สามารถดูในยูทูปได้ 


___________________________________________

เส้นปธาน ๑๐
ตำรับ "โยคีขยะ & ฤๅษีป่าคอนกรีต"
ประกอบด้วย :-

๑. เส้น ปิงคลา นาภี (Pingala Nabhi)
นาภี เป็นมณฑลประกอบด้วยเส้นเป็นวงม้วน
เส้นทางเดินลม เรียกว่า "สูรยะกลา"

๒. เส้น อิทา นาภี (Ida Nabhi)
นาภี เป็นมณฑลประกอบด้วยเส้นเป็นวงม้วน
เส้นทางเดินลม เรียกว่า "จันทระกลา"

๓. สุศุมญา นาทิ (Sushumna Nadi)
สมุดไทยบางผูก เขียน เส้นสุมนา

๔. เส้น กาลทารี(Kaladari)
สมุดไทยบางผูก เรียก ฆานะทาร, คานธารี

๕. เส้น สหัสรังสี (Sahassaramsi)
สมุดไทยบางผูก เรียกหัสฤดี, หัสติชีวา

๖. เส้น ทวารี(Davari)
สมุดไทยบางผูกเรียก เยาวนารี, ยุสัสวิณี,

๗ เส้น ลาวุสัง(Lavusam)
สมุดไทยบางผูกเรียก จันทภาสัง, จันทกะสัง

๘. เส้น อุลังกะ(Ulamka)
สมุดไทยบางผูกเรียก อะลัมพูสะ, กุขุง, กุงมัง

๙. เส้น นันทะกระหวัด(Nandakravad)

๑๐. เส้นคิชฌะ(Gijjha) หรือรัตนมณี
............๑๐.๑ ในเพศหญิง เรียกสังคิณี, สัคคินี, สังขิณี
............๑๐.๒ ในเพศชาย เรียก คิชฌะ


จะเห็นว่า โบราณ บันทึก ชื่อลมคุณภาพในเส้นไว้เพียง ๒ เส้น คือ สูรย์จันทร์ เท่านั้น ที่เหลืออีก ๘ เส้น เป็นการแสดงแนวสมดุลของสมมาตรร่างกายที่ถูกลมแทรกให้เกิดการเจ็บป่วย ทั้งสิ้น




Monday, January 16, 2017

90.Breaking Dharma ; Special PART






Breaking Dharma ; Special PART !!!



แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ พุธ ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗


เสนอ...

อีกหนึ่งเคล็ดลับ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด
ของ อานาปานสติสมาธิกรรมฐาน ที่สืบทอดมาเฉพาะ..ภายใน..ที่...
ต้องเปิดเผย เมื่อ..มีผู้สนใจไฝ่รู้จริงมาถึง..!!!










...กระหม่อม...ที่เป็นที่ตั้งของ ลมปราณจันทระกลา ศูนย์กลางโยคะธาตุเย็นที่รักษาสมดุลของทวารทั้ง ๙ ร่วมกับ 
ลมปราณสูรยะกลา..ซึ่งมีศูนย์กลางโยคะธาตุร้อนอยู่ที่สมองส่วนล่างส่วนที่ประมวลผล...
การประมวลผลที่ต้องใช้ข้อมูลเปลี่ยนถ่ายกันไปมานับล้านๆข้อมูลในเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาที
ทำให้เซลล์เกิดความร้อน (เหมือนชิป คอมพิวเตอร์ ต้องมีพัดลมระบายความร้อนและประกอบด้วยพื้นที่รองรับข้อมูลที่เหมาะสม  มิฉะนั้นชิปจะระเบิด..เซลล์ในสมองส่วนล่างของมนุษย์ก็เช่นกัน)...


...อำนาจคิดหาเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์  เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจจิตพื้นฐาน...
การยอมรับของนักคณิตศาสตร์ในกลางคริสตศตวรรษที่ 20 
เป็นผลมาจากการพิสูจน์พบทฤษฎีควอนตัมสัมพัทธภาพ 
แต่ยังไม่มีการทราบว่า เวลา คือลำดับเหตุการณ์  ตัวเลขคือสัญลักษณ์ของลำดับเหตุการณ์  เป็นโครงสร้างของ จิต!!!




...หายใจถึงที่สุดแห่งธรรมชาติของสรีระร่างกาย ทั้งหายใจเข้า และหายใจออกได้เมื่อไหร่...สมาธิจะปรากฏเองโดยประสิทธิภาพของลมหายใจที่ละเอียดลึกยาวอย่างยิ่งยวดนั้นเอง..
เพราะประสิทธิภาพสูงสุดของลมหายใจเข้า+ลมหายใจออกเป็นคุณสมบัติโดยตรงของ...
จ ตุ ต ถ ฌ า น (ฌานที่ ๔) คือ..ที่เท็คนิคที่..ท่านเรียกว่า "กายสังขารสงบรำงับ" นั่นเอง...

...เราหายใจตามกิเลสมามากเกินไปแล้ว...จึงบอกว่าต้องสะสสม...ลมหายใจขนาดค่ามโหฬารมากที่ร่างกายขาด
เพราะมัวแต่หายใจตามกิเลส...ครับ

...ลมไอ...ลมขากเสลด...ที่ลำคอน่ะ...อานุภาพความเร็วแรงเท่าพายุทอร์นาโดนะครับ...
หลายคนไม่รู้...ความเร็วลมมากกว่า ๒๐๐ กม/ชม.
และนี่คือ สาระแท้จริงของลมหายใหญ่คุณภาพ..กายไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก..หมายถึง 
โรคทางกาย โรคทางตา..จิตควบคุมได้หมด แม้จะมาจากกรรม..!!!




...เซลล์ทั้งร่างกายเราทำงานที่จำนวน 10 ยกกำลัง ๑๔ คือ ๑๐๐ ล้านล้านเซลล์นะครับ...ถ้าคุมการทำงานคือกระบวนการสันดาปเพื่อปลดปล่อยพลังงาน (Metabolism) ได้จำนวนกว่า ล้านเซลล์ขึ้นไป..พลังงาน ล้านหน่วย ไม่เล็กแล้วนะครับ....

สักกัตวา สังฆะระตะนัง, โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
สงฆ์ คือรัตนะ อันเป็นโอสถประเสริฐสูงสุด

อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง, สังฆะเตเชนะ โสตถินา
ควรค่าแก่การกราบไหว้ แก่การเข้าหาใกล้ชิด มีความสวัสดีเป็นเดช

นัสสันตุปปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
ย่อมกำราบอุบาทว์ และ โรค ทั้งหลายในปราศนาการไป...!!!

ปฏิบัติการนี้...เพื่อการสัมผัสถึงคลื่นพลังงานแห่งพระอริยสงฆ์ ผู้เข้าถึงย้อมหายจากการเป็นโรค 
และอุบาทว์ทั้งหลายไม่อาจกล้ำกราย....สวดมนต์ คนละเรื่องกับปฏิบัติการเพื่อการพิสูจน์พบ ครับ!!!
ดีใจ ที่ทุกท่านสนใจ...




...ศาส์นแห่งพระชินสีห์..
เป็นศาสตร์ของนักรบ (โยธาชีวะ)
ถ้าต้องแพ้...ก็ขอไปตายในสนามรบ
ไม่มีปรองดองหรือทำตัวเป็นกลางกับกิเลส เด็ดขาด...
ราชอาณาจักรไทย...ผิดทิศทางไปจากยุทธศาสตร์และยุทวิธีแห่งการศึกของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงแล้ว...
สังเวชนัก! สังเวชนัก!




...ค่อยๆสะสมศักยภาพเอา..
ลมปราณเก้าอิมจินคี่...คัมภีร์ เก้าอิม กล่าวถึงความเย็นแห่งทวารทั้ง ๙ เมื่อลมปราณส่วนบนสมบูรณ์

...ปู่กะลา ย่ากาลี คือมนุษย์กึ่งยักษ์ผู้รักษาป่าช้าสมัยพุทธกาลมีหน้าที่ถือกระบองตุ้มใหญ่ เดินฟาดกระโหลกคนตายเพื่อให้ปราณที่คั่งค้าง กระจายวิญญาณจะได้ลอยออกจากร่างอย่างสมบูรณ์ มีพลังไปเกิดใหม่...เคยรู้เรื่องกันที่ไหน

...นั้นคือการปลดปล่อยพลังเย็น ออกจากทวารทั้ง ๙ แต่ตกค้างมากที่สุดที่กระหม่อม  
เพราะ ความลับของลมหายใจ...เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวพุทธ...ที่รับการถ่ายทอดภายในเฉพาะ ไม่ทั่วไป....

...ธรรมชาติเกิดจากการฝึกสะสม ไม่ใช่มากำหนดเอาตามความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน...




                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
             
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

86.Breaking Dharma PART 85





Breaking Dharma PART 85...!!!
....



วันเสาร์ ที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗
วันนี้ เป็นวันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔


กำเนิด * อานาปานสติสมาธิ* ตอนที่ ๔


ความเดิมตอนที่แล้ว (PART 84)

พระพุทธศาสนาได้สร้างประสบการณ์การค้นพบ
โดยการนำช่วงเวลาหายใจเข้า และหายใจออกที่ถูกจัดระเบียบให้มีช่วงเวลาขนาด ๑๐ ตัวอักษร
ไปใช้ทำสูตรคำนวณเวลาที่เป็นรากฐานที่มาของวิชาโหราศาสตร์ไทย 
คือ เมื่อหายใจได้เป็นระเบียบแล้ว (ผลของระเบียบ ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ภายในสรีระร่างกาย เรียกว่า "ปราณ")
ก็นำผลของระเบียบไปสัมพัทธ์กับเงาหัว (เงาของร่างกายที่เกิดจากแสงสว่างของดวงอาทิตย์ตอนกลางวัน และ
เกิดจากดวงจันทร์ตอนกลางคืน) ทำให้เกิดมาตรานับปริมาณเวลาแล้วนำมาสร้างสูตรคำนวณในระดับสูงต่อไป

(หมายถึง หายใจเข้า นับ ก.ไก่ ข.ไข่ ไล่ไปช้าๆที่ละตัวจนครบถึง ตัว ช.ช้าง 
เรียกว่าเป็น ๑๐ ตัวอักษร แล้วหายใจออกก็เป็นแบบหายใจเข้า   
จนเมื่อลมหายใจเป็นระเบียบเสมอต้นเสมอปลายแล้ว
ก็จึงจะไปฝึก"อานาปานสติสมาธิ ขั้นต่อไป)


ความรู้อันเนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา) คือความรู้พื้นฐานเรื่องเวลาในภายนอก ได้เกิดขึ้นก่อน 
แล้วท่านก็ค่อยๆให้ระเบียบลมหายใจพื้นฐานนี้พัฒนาเข้าไปสู่ความรู้เรื่องเวลา
อันเป็นไปภายในของสรีระร่างกายตามขั้นตอนต่อไป

(จากวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าที่ค้นพบโดยท่าน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในต้นคริสตศตวรรษที่ 20  
ทำให้เราได้รับรู้ความหมายเปรียบเทียบการค้นพบของพระพุทธศาสนาแล้วว่า  
เวลา คือ ลำดับเหตุการณ์ในอวกาศ และ จิต ก็คือ ผู้ลำดับเวลา   
ซึ่งถ้าไม่มีความหมายจากการค้นพบของวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบ 
เรา..จะไม่รู้ความหมายแท้จริงเลยที่พระพุทธศาสนาบอกว่า  "เวลา เกิดจาก ปฏิจจสมุปปาท"  
ตามที่ท่านพระนาคเสน วิสัชนาถวาย พระเจ้ามิลินทราช ใน พ.ศ.๓๙๒)


มาทำความเข้าใจใน ปฐมบท ของ อานาปานสติสมาธิกันต่อ..

ภิกษุนั้น ย่อมมีสติ หายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมือ่หายใจเข้ายาว ก็รู้สึกหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกหายใจเข้าสั้น




ถอดความ ขยายเคล็ด ;

อะไร คือ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ?

ตอนเริ่มต้นฝึกการมีสติ จากผลงานการสร้างมาตราหน่วยเวลาที่สัมพันธ์กับการหมุนรอบตัวเองของโลก 
(โหราศาสตร์เรียก อันนี้ว่าเวลาภายใน..อันโตนาที ยังเป็นคนละอันกับภายในจิต ยกไว้ก่อน)
และการหมุนรอบดวงอาทิตย์ (โหราศาสตร์ไทยเรียกอันนี้ว่า เวลาภายนอก..พหินาที หรือ พหิรนาที) 
นั่นก็คือ คณนา..การนับ  เพื่อให้ทั้งหายใจเข้า และหายใจออก ถูกกำหนดด้วยช่วงขนาดที่เหมาะสม 
คือ ๑๐ ช่วงตัวอักษร (ไม่ใช่บริกรรม อย่านำไปสับสน  เพราะอยู่ในช่วงการฝึกจัดระเบียบลมหายใจ)

การฝึกจัดระเบียบลมหายใจเข้า+ออกให้เป็นระเบียบสม่ำเสมอนี้
"นายขยะ" มักถ่ายทอดด้วยสำนวนว่า "การตั้งใจหายใจ"
เมื่อฝึกประจำแล้ว จะเริ่มสะสมสติ เมื่อสติปรากฏ...ลมหายใจเข้า+ลมหายใจออก จะมีลักษณะเป็นระเบียบ สม่ำเสมอ 
เรียกว่า มีลมหายใจมั่นคง เริ่มเข้าสูตร..ตามที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายไว้ในปฏิสัมภิทามรรค คือ..
จิตมั่นคงดีในวัตถุใด สติย่อมปรากฏดีในวัตถุนั้น
สติปรากฏดีในวัตถุใด จิตย่อมมั่งคงดีในวัตถุนั้น

กว่าจะได้จิต กว่าจะได้สติ...ครับ  เราต้องใช้เวลาทำลมหายใจเข้า+ลมหายใจออกให้เป็นระเบียบ สม่ำเสมอ 
นาน...พอสมควรเลยล่ะ
พอสมควรขนาดนำประกอบประสบการณ์เรียนรู้เรื่องเวลา..ลำดับเหตุการณ์การหมุนที่เป็นสัมพัทธ์ของโลก 
ระหว่างหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ ครับ..!!!

เป็นความรู้เรื่องเวลาว่าด้วยระบบ จันทรคติ และสุริยคติ
และในภายในสำนัก..ปฏิบัติการโยคะ ก็จะเริ่มเรียนรู้เวลาภายในสรีระ
ว่าด้วยระบบเดียวกับที่เรียนรู้เวลาของโลก
นั่นคือ เวลาที่อยู่ในจิตสำนึกกลางคืนที่โบราณาจารย์ท่านเรียกว่า "จันทระกลา"
และ เวลาที่อยู่ในจิตสำนึกกลางวัน ที่โบราณาจารย์ท่านเรียกว่า "สูรยะกลา"

การมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก..เรารู้ว่ามีสติ 
เพราะลมหายใจถูกจัดระเบียบเป็นความมีระเบียบที่เสมอต้นเสมอปลาย คือ สม่ำเสมอ ด้วย
(ลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ คือลมหายใจที่ไหลไปตามอารมณ์ ตามจริตต่างๆ ไม่มีสติ ครับ)
สติ เพราะ มีระเบียบสม่ำเสมอ
จิต เพราะมั่นคง และรู้ด้วยว่า มั่นคงเพราะสม่ำเสมอ


(จบ ตอนที่ ๔)


ยังไม่ได้ให้ฝึกอันที่ท่านเรียกว่า มีสติหายใจยาว มีสติหายใจสั้น (ขั้นที่ ๓ และ ๔) เล้ยย...
ได้ความรู้เรื่องเวลา ที่ไม่มีใครแสดงให้ได้ไปกันแล้ว เห็นมะ....


Atthanij Pokkasap อัญเชิญมาเล่าขยายเองเออเอง




...ที่สอนๆกัน มันกำหนดจิต กำหนดสติพรวดๆๆได้เองเลย....แต่พอถามเรื่องเวลาที่จิตเป็นเจ้าของ...ไม่มีหน้าไหนรู้...
เวลา เกิดจากปฏิจจสมุปปาท...หุ หุ...ไม่มีหน้าไหนผ่านทั้งนั้นครับ ขอท้าทาย....!!!





                                                                                                            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
   
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap