Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ปฏิจจสมุปปาท. Show all posts
Showing posts with label ปฏิจจสมุปปาท. Show all posts

Wednesday, January 23, 2019

ภาพ ปฏิจจสมุปปาท...คือ




Atthanij Pokkasap  


ภาพ ปฏิจจสมุปปาท...คือ 

ภาพวงจร จุติ-อุบัติ ของ จิต(มโนธาตุมโนวิญญาณธาตุ

มโนวิญญาณ, กับวิญญาญทางอายตนะทั้ง ๕)

โดยมีเวลา เป็นมิติ ที่ ๔ รองรับโครงสร้าง ๒ มิติ กับ เทศะ อีก ๑ มิติ



สัมพันธ์ ปฏิบัติการโยคะเพื่อการพิสูจน์ จุติ-อุบัติ ของจิต เรียกว่า

อริยมรรค มีองค์ ๘(อัษฐางคิกมรรค)



การเชื่อมต่อระหว่าง ...จิตที่กายเนื้อสังเคราะห์จาก


ระบบอายตนประสาท(การเกิดจากครรภ์ ตาม"อินทกสูตร")


กับจิตสังเคราะห์ อาการ ๓๒ เพื่อรองรับ 


อายตนะประสาททั้งระบบ(ปฐมกำเนิดในต้นกัป ตาม "อัคคัญญสูตร")


Wednesday, January 2, 2019

จริยธรรมที่สะท้อนมาจากปรากฏการณ์ "นิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ"




Atthanij Pokkasap



จริยธรรม ที่สะท้อนมา จากปรากฏการณ์
นิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ....

"อนุภาคเกิดใหม่แต่ละตัว ต่างพากันไปช่วยอนุภาคเกิดใหม่ตัวอื่นๆ
เพื่อให้ตัวอื่นๆนั้นมีกำลังมาช่วยตัวมัน"
เป็นปรากฏการณ์...
"สอดประสานสัมพันธ์(Interpenetration)"

ตรงกับที่พระพุทธศาสนาค้นพบ...
"ยะมะกัง นามะรูปัญจะ...ฯ"
ที่เรียกว่า....
ปรากฏการณ์เกิดแห่งทุกข์
(ทุกขสมุทัย) ที่มีชื่อเฉพาะว่า...
"ปฏิจจสมุปปาท(Paticcasamuppada)"
...คือเกิดขึ้นพร้อมกันเพราะอาศัยกันและกัน !!!      

                                                    
แล้วถูกนำมาออกแบบเป็น ขนบประเพณี  ของชาวพุทธโบราณดั้งเดิมด้วย !!!
(การช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้บารมีตนเปี่ยมเต็ม)
กล้า..ลงทุนเป็นชาวพุทธกันจริงรึเปล่า...
ฮู่ววววว.....





ข้าฯ สยาม    ถูกนำมาออกแบบเป็น ขนบประเพณีเกี่ยวกับอะไรครับ?? อาจารย์


Atthanij Pokkasap  ทาน...ทานสมัยก่อนในงานศพ ในงานเทศกาลรวมญาติ...ญาติหรือสหายที่จนที่สุดคือผู้สมควรได้รับเงินกองกลางจากงานบุญไป


Atthanij Pokkasap  และเป็นวิธีแจกทานของขาวพุทธโบราณด้วย...ทำให้คนไทย สมัยก่อน ไม่เห็นแก่เงิน ..เกิดคำว่า..."แล้วแต่จะให้" ขึ้น
วิถีแห่งพุทธ...ปารมีแห่งพระโพธิสัตว์ และผู้แสวงหาปัญญา...ล้วนถือปฏิบัติตามจริยธรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์นี้ทั้งสิ้น...


บุ๊ง ฟิสิกส์    ขอบคุณครับ วิธีในการให้ทาน


Panu Wongpanuvut    แล้วแต่จะให้ ไม่ค่อยได้ยินจากปากคนอายุต่ำกว่า๕๐-๖๐ซักเท่าไหร่ 


Monday, December 24, 2018

Phenomena of Time Experienced By Participater not by Observer; ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา



Phenomena of Time Experienced
By Participater not by Observer

ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา เป็นรายละเอียดอยู่ใน "เหตุเกิดแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทัย) ของ "อริยสัจจ์ 4"
มีศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า
"ปฏิจจสมุปปาท"
มีอุบัติการณ์เวลาเป็นโครงสร้างสำคัญเรียกว่า
"ภวจักร"
ลักษณะเป็นสัมพัทธภาพระหว่าง โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต
มีรายละเอียดถูกรวบรวมเป็นภาคทฤษฎีไว้โดย พระราชานักปราชญ์แห่งสยาม
คือ พ่อขุนพระญาลิไทย (พ.ศ.1890-1917) เป็นบทที่ 9 (นวมกัณฑ์) ชื่อว่า บท "อวินิพโภครูป"
และภาคคำนวณ ชื่อ "คัมภีร์สุริยยาตร์"
Book of Solar Orbit with Mind
ประกอบด้วยการคำนวณหาพิกัดดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล เป็นสัมพัทธภาพ 5 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบการหมุนรอบตัวเองของโลก
(วัน/24ชั่วโมง)
2. ระบบการหมุนรอบซึ่งกันและกัน
ระหว่างโลกกับดวงจันทร์
(เดือน)
3. ระบบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก
(ปี)
4. ระบบการหมุนแกว่งของโลก
โดยสุริยจักรวาลรอบแกนดาวเหนือ
(ทักษา)
5.ระบบสัมพัทธภาพระหว่าง
วัตถุวิสัย (Objective) และจิตวิสัย (Subjective)
ที่มาของท้องฟ้าไตรภูมิ
ซึ่งมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ (รวิมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาว 12 ราศี เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนดพิกัดดวงอาทิตย์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงจันทร์(จันทรมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาวนักขัตรฤกษ์ 27 กลุ่ม
เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนด พิกัดดวงจันทร์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
โดยพิกัดเริ่มต้นที่ตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีของระวิมรรคกับจันทรมรรค อยู่ที่กลุ่มดาวราศีเมษและหมู่ดาวอัศวินีฤกษ์ คือเดือนเมษายน
เดือนเมษายนจึงเป็นเดือนเริ่มต้นของการจัดระบบรวมของสัมพัทธภาพแห่งเวลาขนาดต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมา
สัมพัทธภาพระหว่างเหตุการณ์อันเป็นโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต ใช้ค่า จุติ-อุบัติ สูงสุดของปรมาตมันแห่งจิต
คือ อรูปฌานที่ 4..เนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งเป็นตัวเลข 84,000 มหากัปป์
มากระจายเป็นอัตราอนุกรมเรขาคณิต แล้วใช้เป็นหน่วยนับลำดับเหตุการณ์
ในปรากฏการณ์เวลาส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงอาทิตย์ว่า
"ระบบสุริยคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิตว่า
"สูรยกลา..Solar Plexus"
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงจันทร์
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ ว่า
"ระบบจันทรคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิต ว่า
"จันทรกลา..Lunar Plexus"

**** **** **** ****

Saturday, December 22, 2018

Phenomena of Time Experienced By Participater not by Observer



Phenomena of Time Experienced
By Participater not by Observer

ปรากฏการณ์เวลาตามการพิสูจน์พบของพระพุทธศาสนา เป็นรายละเอียดอยู่ใน "#เหตุเกิดแห่งทุกข์(#ทุกขสมุทัย) ของ "#อริยสัจจ์4"
มีศัพท์เท็คนิคเฉพาะว่า
"#ปฏิจจสมุปปาท"
มีอุบัติการณ์เวลาเป็นโครงสร้างสำคัญเรียกว่า
"#ภวจักร"
ลักษณะเป็นสัมพัทธภาพระหว่าง โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต มีรายละเอียดถูกรวบรวมเป็นภาคทฤษฎีไว้โดย พระราชานักปราชญ์แห่งสยาม คือ พ่อขุนพระญาลิไทย(พ.ศ.1890-1917) เป็นบทที่ 9 (นวมกัณฑ์) ชื่อว่า บท "#อวินิพโภครูป"
แะภาคคำนวณ ชื่อ "#คัมภีร์สุริยยาตร์"
Book of Solar Orbit with Mind
ประกอบด้วยการคำนวณหาพิกัดดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล เป็นสัมพัทธภาพ 5 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบการหมุนรอบตัวเองของโลก
(วัน/24ชั่วโมง)
2. ระบบการหมุนรอบซึ่งกันและกัน
ระหว่างโลกกับดวงจันทร์
(เดือน)
3. ระบบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก
(ปี)
4. ระบบการหมุนแกว่งของโลก
โดยสุริยจักรวาลรอบแกนดาวเหนือ
(ทักษา)
5.ระบบสัมพัทธภาพระหว่าง
วัตถุวิสัย(Objective)และจิตวิสัย(Subjective)
ที่มาของท้องฟ้าไตรภูมิ ซึ่งมีเขาพระสุเมรุ
เป็นศูนย์กลาง
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงอาทิตย์(รวิมรรค)
ใช้พิกัดหมู่ดาว 12 ราศี เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนดพิกัดดวงอาทิตย์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
ในการคำนวณหาวิถีโคจรของดวงจันทร์(จันทรมรรค) ใช้พิกัดหมู่ดาวนักขัตรฤกษ์ 27 กลุ่ม เป็นจุดนิ่งเพื่อกำหนด พิกัดดวงจันทร์ในแต่ละรอบ วัน/เดือน/ปี
โดยพิกัดเริ่มต้นที่ตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีของระวิมรรคกับจันทรมรรค อยู่ที่กลุ่มดาวราศีเมษและหมู่ดาวอัศวินีฤกษ์ คือเดือนเมษายน
เดือนเมษายนจึงเป็นเดือนเริ่มต้นของการจัดระบบรวมของสัมพัทธภาพแห่งเวลาขนาดต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมา
สัมพัทธภาพระหว่างเหตุการณ์อันเป็นโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต ใช้ค่า จุติ-อุบัติ สูงสุดของปรมาตมันแห่งจิต คือ อรูปฌานที่4..เนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งเป็นตัวเลข 84,000 มหากัปป์ มากระจายเป็นอัตราอนุกรมเรขาคณิต แล้วใช้เป็นหน่วยนับลำดับเหตุการณ์
ในปรากฏการณ์เวลาส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงอาทิตย์ว่า
"#ระบบสุริยคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิตว่า
"#สูรยกลา..Solar Plexus"
เรียกเวลาจากการโคจรของดวงจันทร์
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งวัตถุ ว่า
"#ระบบจันทรคติ"
ในส่วนที่เป็นโลกแห่งจิต ว่า
"#จันทรกลา..Lunar Plexus"
นักปราชญ์ในยุคพระพุทธศาสนาเป็นเสาหลักอารยธรรมโลกตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงยุคทวารวดีที่สร้างอารยธรรมสากลบนลุ่มแม่น้ำสินธุ ล้วนคุ้นเคยชำนาญหลักการทางคณิตศาสตร์สัมพัทธภาพ นี้..ก่อนการค้นพบวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นับพันๆปี เลยทีเดียว.


Monday, December 17, 2018

Creation of Subjectivity of Time ; Solar Plexus and Lunar Plexus in Buddhism's Yoga



Solar Plexus and Lunar Plexus 

in Buddhism's Yoga ;
The Structure of Subjective Time

Cr. Atthanij Pokkasab
โพสต์ 11 ส.ค.2015 16:21 น.
อธิบาย "เมฆฉายสูรย์จันทร์"
และ "ลมปราณอิติปิโสเดือนตะวันเบิกเมฆ"
มีเคล็ดแสดงไว้เป็น "พุทธชาฏกคาถา" ว่า
จนฺทาภํ สุริยาภญฺจ
Candabham suriyabhanca,
...โดยรัศมีแห่งพระอาทิตย์
และรัศมีแห่งพระจันทร์
(*รัศมีแห่งพระอาทิตย์=สูรยกลา:Solar Plexus
รัศมีแห่งพระจันทร์ =จัทรกลา:Lunar Plexus)
โยธ ปญฺญา คาธติ
Yodha panna gadhati,
...อันตั้งคลุมไว้แล้วด้วยกำลังแห่งปัญญา
(นตฺถิฌานํ อปญฺญสฺส..
ไม่มีปัญญา ก็ไม่มีฌาน
ปญฺญานตฺถิ อฌายิโน..
ฌานไม่มี ปัญญาก็ไม่มีฯ)
อวิตกฺเกน ฌาเนน
Avitakkena jhanena,
...คือ "ฌาน" อันไม่มีวิตก
(การดับ "วจีสังขาร" ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทุติยฌาน)
โหติ อหภสฺสรูปโคฯ
Hoti ahabhassarupago.
...ผู้บรรลุย่อมถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสรพรหมฯ
(อาภัสสรพรหมเป็นพรหมต้นกำเนิดของมนุษย์มีรายละเอียดเป็นประวัติศาสตร์การค้นพบอยู่ใน "อัคคัญสูตร" ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 11/45)
สูรยะกลา ชาย-กายซีกขวา หญิง-ซีกซ้าย
เทียบโหราศาสตร์ คือ ระบบ สุริยคติ
สัญลักษณ์เส้นสายเรขาคณิต เรียกว่า
"ตะวันเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางวัน
เส้นสนามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างระบบเวลาภายในจิต นี้ เรียกเป็นศัพท์เทคนิคว่า
"ปิงคลา นาภี(Pingla Nabhi)"
= สูรยกลา
จันทระกลา ชาย-กายซีกซ้าย หญิง-ซีกขวา
สัญลักษณ์เส้นสายทางเรขาคณิต เรียกว่า
"เดือนเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางคืน
เส้นแรงานามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างเวลาภายในจิตระบบนี้ เรียกเป็นศัพท์เทคริคว่า
"อิทา นาภี(Ida Nabhi)"
= จันทรกลา
ปิงคลา และ อิทา ไม่ใช่เส้น(Sen)
เพราะมี "นาภี" กำกับท้าย
ความหมายของ "นาภี" เท่ากับ มณฑล
หมายถึง "สนามแรง(Force Field)" ในทางฟิสิคส์
สมมาตรเส้นสายทางเรขาคณิต คือทฤษฎีการจัดระเบียบโครงสร้างโดยธรรมชาติให้แก่นามรูปที่ตั้งของดวงจิตเพื่อให้มีกำลังหลุดพ้นไปจากการครอบงำของอายตนประสาททั้งระบบ เป็นเทคนิคการศึกษาอยู่ในคัมภีร์ปถมังของพุทธตันตระสยามที่ถูกยกเลิกไปในสมัย ร.4
ทำไมต้องครึ่งซีก
นั่นเพราะหลักสูตรคัมภีร์ปถมัง สอนให้มีสติระลึกย้อนหลังไปจนถึงตอน เมื่อ ไข่แม่และสเปิร์มจากพ่อรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วเริ่มแตกตัวแบ่งเซลล์เพื่อก่อตัวเป็นตัวชีวิต ที่มี ๕ ปุ่มกับระบบการหายใจ แนวเส้นแตกตัวนี้ยังปรากฏร่องรอย เรียกว่า ฝีเย็บ เมื่อเชื่อมร่องรอยแตกตัวเข้ากันได้ระหว่างฝีเย็บกับกระหม่อม...แรงสนามแม่เหล็กชีวภาพของมนุษย์จะทำงานร่วมกับสนามแม่เหล็กดวงดาว ทำให้เกิดการเข้าถึง...ปัญญาโดยสัญชาตญาณ ที่อ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติล่วงหน้าได้...
ปัญญาโดยสัญชาตญาณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจิตที่ไม่ตกเป็นทาสอายตนประสาท ครับ.
ภาพประกอบโพสต์ ;
แสดงสมมาตรโครงสร้างของระบบเวลาในจิตสำนึก(Subjectivity of Time)ที่พระพุทธศาสนาค้นพบเป็นรายละเอียดอยู่ใน "#ปฏิจจสมุปปาท" ที่เรียกว่า "#ภวจักร" ประกอบด้วยสมมาตรโครงสร้าง ขวา-ซ้าย และสมมาตรโครงสร้างบน-ล่าง(ทิศทั้งสอง คือทิศเบื้องบนและทิศเบื้องล่าง) มีรูปธรรมรองรับเรียกว่า "#อาการ๓๒(ทวัตติงสาการ)" โดยเฉพาะ "ปิตตะ"..ถุงน้ำดีและระบบน้ำเหลือง(Gallbladder and Lymphatic System) ที่รองรับสติสัมปชัญญะ..ความสามารถในการอ่านค่าเวลาในจิต(Subjectivity of Time)


Subjectivity of Time (Participater ; Interpenetration)...พระพุทธศาสนาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปปาท"






ถ้าต้องการคำตอบเรื่อง จิต หรือที่วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพเรียกว่า
Subjectivity of Time(Participater ; Interpenetration) และพระพุทธศาสนาเรียกว่า "ปฏิจจสมุปปาท"... หมายถึง จิตที่สังเคราะห์กาย และจิตที่เกิดจาก กายสังเคราะห์ขึ้นมา...มีคำตอบไปแล้วในหลายๆโพสต์ของเฟซตราคนอุ้มเด็กนี้ครับ


พวกไม่มีสมอง....ไม่มีความรู้...มันแค้ปเอาไปละเมิดเป็นความผิดทางอาญาแผ่นดินหลายๆตัวแล้ว....มันก็ไม่น่าจะหน้าด้านอยู่รกสังคมไทยนะ...ครับ...รอให้หลักฐานคดีอาญา...ต่างกรรมต่างวาระพอกพูนพอที่ให้มันไปตายคาคุก...คงได้เห็นการจัดการขั้นเด็ดขาด ในเร็วๆวันครับ



    December 15, 2015 at 9:49am · 

    หมอแผนโบราณ เข้าใช้โองการทำน้ำมนต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ  น้ำมนต์เอามาประสมเป็น
    น้ำต้มยา ตัวยาก็ต้องเสก สวดด้วยโองการต่างฯที่ประจุแปรตามธาตุ ซึ่งนับว่ามีคุณค่ายิ่ง
    อัญเชิญทั้งพระรัตนตรัย เทพไทยเทวา ครูบาอาจริยะ ครูมหาเถร ครูฤาษีทั้งหลาย รวมทั้ง
    ปลุกแม่ธาตุ ทั้งหลายให้สมบูรณ์  นับว่าเป็นการสอนการฝึกความอดทนความเพียรเป็นที่สุด
    ให้จิตใจมุ่งมั่นในครู  จนเกิดพลังสมาธิจิตและปาฎิหารแห่งมโนมยิทธิในการปรุงยา
    ต่างกับในสมัยใหม่นี้มากฯทุกอย่างต้องเร็วหาได้ง่ายรักษาแบบง่ายฯ รับเงินง่ายฯ พอรักษา
    ไม่หายก็โทษกรรมเก่า ไปตามระเบียบแลครับ



ส่วนบนของฟอร์ม

Panu Wongpanuvut    ทบต้นทบดอก squint emoticon


Atthanij Pokkasap  ไม่มีความรู้ในสิ่งที่เสือกเข้ามา....เลวเกินกว่าที่จะเรียกว่าคนหรือมนุษย์ไปไกลมาก...ปริญญาไม่มีสมอง



Wednesday, January 11, 2017

60.Breaking Dharma PART 59




Breaking Dharma PART 59...!!!
....


เนื่องในวันพระ อามวสี แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑๑
วันเสาร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖
อีกครั้งหนึ่ง กับ....
ปรากฏการณ์ของเหตุเกิดแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทัย)
ปรากฏการณ์ของเวลา...
โดยคำอธิบายของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งคริสตศตวรรษที่ 20


พ.ศ.๓๙๒
พระเจ้ามิลินทราช หรือ คิงเมนันเดอร์ (Menander) ราชากรีกผู้ครอบครอง
อาณาจักรโบราณตลอดลุ่มแม่น้ำอ็อกซัส (Oxus..ภาคเหนือประเทศอาฟกานิสถานปัจจุบัน)
ลุ่มแม่น้ำสินธุ (ประเทศปากีสถานปัจจุบัน) จด
ลุ่มแม่น้ำคงคา (ประเทศอินเดียปัจจุบัน)
ตรัสปุจฉาเป็นโองการถามท่านพระนาคเสนว่า

"ภันเต นาคเสน
ธรรมสิ่งใดเล่า เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นอดีต
ธรรมสิ่งใดเล่า เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นอนาคต
ธรรมสิ่งใดเล่า เป็นมูลแห่งกาลอันเป็นปัจจุบัน?"


ท่านพระนาคเสน เป็นภิกษุนักปราชญ์ในพระพุทธศาสนา
นิกายสรรวาสติวาท (เถรวาทฝ่ายใช้ภาษาสันสกฤต)
ถวายพระพรวิสัชนาตอบราชากรีกผู้ยิ่งใหญ่ว่า

"มหาราช
ธรรมที่เป็นมูลแห่งกาลทั้ง ๓ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน นั้น
ได้แก่ พระปฏิจจสมุปปาท คือ บทว่า อวิช.ชา ปจฺจยา สงฺขารา
...ฯลฯ ขอบพิตรพระราชสมภารพึงสันนิษฐานเข้าพระทัย
ด้วยประการ ดังนี้"


จาก อัทธานปัญหา มิลินทปัญหา ฉบับพิสดาร



มีคำอธิบายปรากฏการณ์เวลา อยู่ในวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ..
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ดังนี้
... ... ...

ไอน์สไตน์ได้พิสูจน์โดยแสดงให้เห็นว่า
แม้อวกาศและกาล (space and time)
ก็เกิดขึ้นโดย สหัชญาณ (intuition) ของเราเอง
ไม่ต่างอะไรไปจากความคิดในเรื่อง สี รูปร่าง และขนาด
อวกาศ (space) มิได้เป็นความแท้จริงแบบวัตถุวิสัย (objective reality)
แต่..
เป็นเพียงลำดับของการเกิด หรือการเรียงตัวของวัตถุเท่านั้น
และเวลาก็มิได้อยู่เป็นเอกเทศ
เป็นเพียงลำดับของเหตุการณ์ที่ เราวัดได้เท่านั้น


จาก ย่อหน้าที่ ๖ บทที่ ๒ เอกภพและ ดร.ไอน์สไตน์


และ..
ไลบ์นิทซ์ (Leibnitz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่
มองเห็นอย่างชัดเจนเมื่อ ๒ ศตวรรษก่อนสมัยไอน์สไตน์
โดยกล่าวไว้ว่า...

"อวกาศ (Space) นั้นเป็นเพียงลำดับ หรือความเกี่ยวข้องของสิ่งต่างๆ
เท่านั้น ถ้าปราศจากสิ่งต่างๆครอบครอง หรือกินเนื้อที่ในอวกาศแล้ว
อวกาศก็เท่ากับไม่มีอะไรเลย"
ความไม่เข้าใจทฤษฎีของไอน์สไตน์ของคนส่วนใหญ่
มาจากการไม่ยอมรับว่า ความรู้สึกในเรื่องเวลา
ก้เหมือนความรู้สึกในเรื่องสี ซึ่งเป็นเพียงการรับรู้อย่างหนึ่ง
ในทำนองเดียวกับที่จะไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่า สี
หากไม่มีตาสำหรับรับรู้
ชั่วขณะหนึ่งของเวลาหรือชั่วโมง หรือวันก็จะไม่มีอยู่เลย
ถ้าปราศจากเหตุการณ์ที่จะกำหนดตัวเลาขึ้นมา
เช่นเดียวกับที่..
อวกาศเป็นเพียงการเรียงลำดับของวัตถุ
เวลาก็เป็นเพียงการเรียงลำดับของเหตุการณ์ต่างๆ
ซึ่งก็คือเวลาอันเป็นจิตวิสัย (The subjectivity of time)
...ฯลฯ


จาก ย่อหน้าที่ ๓ บทที่ ๖ เอกภพ และดร.ไอน์สไตน์
The Universe and Dr. Einstein
งานแปลของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ อันดับที่ ๒๕/๒๕๑๖



หมายเหตุผู้เผยแผ่..

แผนผังจักรวาลแห่งเวลานั้น  มีภาคทฤษฎีอยู่ในกัณฑ์ที่ ๙ (นวมกัณฑ์)
แห่งไตรภูมิพระร่วง  วรรณคดีเล่มแรกสุดของราชอาณาจักรสยามในกรุงสุโขทัย
(พ.ศ.๑๗๙๒ - ๑๙๘๑)   มีภาคคำนวณ เรียกว่าคัมภีร์สุริยยาตร์
หรือสุริยาตร์ ใช้คำนวณดวงดาวบนท้องฟ้าไตรภูมิ..หรือดวงดาวที่เป็น
ลำดับเหตุการณ์ในจิตมาตรฐาน   ที่มาของปฏิทินไทยทั้งแบบจันทรคติ
และสุริยคติที่ถือใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

การบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนา
ต้องรู้จักโครงสร้างของจิตที่กำเนิดทุกข์  คือเรื่องดังกล่าวข้างบน....
จากหลักฐานที่นำมาแสดง...
โครงสร้างเวลาที่ท่านพระนาคเสนเรียกว่า ปฏิจจสมุปปาท
วิสัชนาถวายคิงเมนันเดอร์ เมื่อ พ.ศ. ๓๙๒

ถ้ามีผู้รู้เรื่องจริง  ต้องอ้างอิงถึง กัณฑ์ที่ ๙ แห่งไตรภูมิพระร่วงด้วย
กำเนิดเวลาในปฏิทินไทยจากคัมภีร์สุริยยาตร์ด้วย
มิฉะนั้น ก็เท่ากับว่า ปัจจุบัน
เรา...กำลังถูก นักปฏิบัติธรรมลวงโลก หลอกกันอยู่
นักปฏิบัติเหล่านั้น  ไม่มีใครรู้เรื่องว่า ปฏิจจสมุปปาทเป็นต้นกำเนิดของเวลาได้อย่างไร...
หยุดเถิดครับ..หยุดคอร์รัปชั่นธรรมกันได้แล้ว...
พวกท่านทั้งหมด ไม่ได้รู้อะไรเลยใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
แห่งอริยสัจ ๔ .......


Atthanij Pokkasap
เปิดเผยหลักฐานอันเป็นวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกของพระพุทธศาสนา
เพื่อยุติการละเมิดของพวกรู้ไม่จริงทั้งหลาย...ดังนี้





...เป็นอรหันต์กันทั้งบ้านทั้งเมือง   แต่ไม่รู้ว่าปฏิจจสมุปปาทเป็นกำเนิดของเวลา...
ขี้โอ่กันนักว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์   แต่กลับอ่านวิทยาศาสตร์ที่ตรงกับพระพุทธศาสนา ไม่รู้เรื่อง....เฮ้อออยยยยย...

...ความรู้ที่ไม่ต้องเปรียบเทียบมีแต่ความรู้พระอรหันต์..พวกเราเป็นปุถุชนต้องเรียนรู้ด้วยการเปรียบเทียบครับ..
พวกที่สอนอุปาทาน  เป็นพวกไม่เจียมปัญญา  จะถ่ายทอดแต่ปรมัตถ์บัญญัติ...แต่ไม่รู้เรื่อง สมมติบัญญัติ..
แทงกันอีกจึ๊กนึง...หน้าด้านไม่รู้สึกก็ทนได้ทนไป...




...การทำความเข้าใจ วาทะที่ ไลบ์นิทซ์ พูด  ก็คือปฏิบัติการที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า 
"อรูปฌานสมาบัติ" ..หรือ อรูปฌาน ....ขั้นที่ ๑ อากาสานัญจายตนะ
อากาส  ตัวนี้ก็คือ อวกาศ ในภาษาสันสกฤต
แล้วจึงตามต่อด้วย  อรูปฌาน ขั้นที่ ๒ วิญญาณัญจายตนะ  ตรงตัวเราแปลกันว่าวิญญาณไม่สิ้นสุด...
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคำอธิบายของวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ
กับการตอบกำเนิดเวลาที่ท่านพระนาคเสนวิสัชนาคิงเมนันเดอร์แล้ว  
เราก็รู้ได้ทันทีว่า วิญญาณ ตัวนี้ก็คือ จิตผู้ลำดับเหตุการณ์ น่ะเอง

จะเห็นความจำเป็นในปฏิบัติการพิสูจน์  อากาศวิญญาณ = อวกาศ-กาล (Space-Time)  
ตามที่พระพุทธศาสนาได้พัฒนาเอาไว้แล้วทันที ครับ....

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หมายถึงว่า  ความสับสนทางอายตนะที่เป็นปัญหาในวิทยาศาสตร์ ได้ถูกพระพุทธศาสนาค้นพบเทคนิคและวางระบบปฏิบัติการพัฒนาไปแล้วก่อนวิทยาศาสตร์จะมาถึงตรงนี้กว่า ๒,๖๐๐ ปี แล้วน่ะเอง
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า  จึงจำเป็นต้องพึ่งเทคนิคทางพระพุทธศาสนา และคำสอนที่เป็นสำนวนโบราณของพระพุทธศาสนาก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ได้อย่างกลมกลืน..ดังยกตัวอย่างมานี้เอง





...สิ่งเหล่านี้ นำมาแยกย่อย เขียนเป็นหนังสือการ์ตูนให้เด็ก และผู้ใหญ่โง่อ่านจะได้ไหม ???..
โดยความสามารถเฉพาะตัว ทำได้นะ และเคยทำมาบ้างแล้วในช่วงปี ๒๕๓๔-๒๕๓๗ การ์ตูนหิมพานต์เส้นจิตรกรรมไทยอ่อนช้อยพริ้วไหวฮาเฮกวนอารมณ์ ฝุด-ฝุด..แต่เวลาคิดไม่ออก..หายไปเป็นปีเลย คิดออกก็เร่งเขียนไม่ทันอีกเหมือนกัน...




                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap