Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ถุงน้ำดี. Show all posts
Showing posts with label ถุงน้ำดี. Show all posts

Friday, December 28, 2018

11 วิธีเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลือง




11 วิธีเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลือง

ระบบน้ำเหลืองของร่างกายประกอบขึ้นด้วย ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล
หน้าที่หลักของน้ำเหลืองก็คือ
หล่อเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ถ่ายเทของเสียออกจากเซลล์
และเนื้อเยื่อกลับเข้าไปในกระแสเลือด
เพื่อกรองโดยตับและไตก่อนที่จะขับขยะมีพิษต่างๆออกไป
จากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ
ขยะมีพิษเหล่านี้ได้แก่ ของเสียในร่างกาย เช่น
สารเคมี ยา บุหรี่ สารปรุงแต่งอาหาร ยาฆ่าแมลง
ปุ๋ยเคมี มลพิษในอาหาร อากาศ น้ำ (ที่ใช้แล้ว) เป็นต้น

Dr. Ann Louise Gittleman, PhD, ประมาณการว่า
กว่า 80%ของสตรีมีระบบน้ำเหลืองที่ติดขัด ไม่ไหลเวียน ดังนั้นผู้หญิงที่ต้องการควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนและสุขภาพแข็งแรง   จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในการเพิ่มการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้น
นอกจากนี้แล้วการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองที่ดีขึ้นยังทำให้ร่างกายหาย ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ป้องกันไม่ให้อ้วน ป้องกันมิให้เกิดเซลลูไลท์ ลดอาการปวดตามข้อ ปวดศีรษะอีกด้วย


มีวิธีการเสริมสร้างการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้นอยู่ดังนี้

1. หายใจให้ลึกๆ อย่าลืมว่าร่างกายเรามีปริมาณน้ำเหลืองมากกว่าน้ำเลือดถึง 3เท่าตัว
แต่ร่างกายเราไม่มีอวัยวะใดที่ทำหน้าที่สูบฉีดน้ำเหลืองไปทั่วร่างกายเหมือนหัวใจสูบฉีดเลือด
ระบบน้ำเหลืองจึงต้องอาศัยการหายใจลึกๆเท่านั้นในการขับดันการไหลเวียนของน้ำเหลืองไปตามเซลล์และอวัยวะ !!!!
หากเราหายใจไม่ลึกพอ อนิจจา ของเสียก็ต้องตกค้างไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเลือดได้ พิษก็ตกค้างในระบบน้ำเหลืองต่อไป

2. อย่านั่งๆนอนๆ ต้องขยับแข้งขาเร่งให้น้ำเหลืองได้ไหลเวียน ออกกำลัง กระโดดเชือก
แอโรบิค

3. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเร่งการชะล้าง
และการไหลเวียน จะดีขึ้นไปอีกหากบีบน้ำมะนาวลงไปในแก้วน้ำทุกครั้งที่ดื่มเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนและเร่งการดูดซึมน้ำเข้าเซลล์

4. เลิกดื่มน้ำอัดลม โซดา น้ำหวานทุกชนิดเพราะ น้ำตาล สีผสมอาหาร สารกันบูดทำให้สร้างภาระอันหนักกับระบบน้ำเหลือง

5. ทานผลไม้สดขณะท้องว่าง ก่อนอาหาร30 นาที
(เพราะผลไม้เกือบทุกชนิดถูกย่อยภายในเวลาไม่เกิน30 นาที)
เพราะเอ็นไซม์และกรดผลไม้ช่วยชำระล้างระบบน้ำเหลือง
ทั้งยังถูกย่อยได้หมดเกลี้ยงขณะท้องว่าง

6. ทานผักใบเขียวมากๆเพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์ ช่วยชำระล้างเลือดและน้ำเหลือง.

7. ทานถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง ธัญญพืชที่ไม่ผสมเกลือ (เช่นเม็ดฟักทอง เม็ดทานตะวัน )
เพื่อเพิ่มกรดไขมันและโปรตีน

8. ดื่มชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเสริมการทำงานของระบบเลือดและน้ำเหลือง

9. ทุกครั้งที่อาบน้ำ ถูตัว แขนขา เท้า ด้วยแปรงขนอ่อน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง
ขัดถูลักษณะวงกลมในทิศทางเข้าหาศูนย์กลางร่างกายคือหัวใจ

10. อาบน้ำเย็นและร้อนสลับกันไปมาหลายๆนาทีเพื่อให้ความร้อนขยายเส้นเลือด และน้ำเย็นทำให้เส้นเลือดหดบีบตัว   เป็นการเร่งการไหลเวียนน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง
(แต่ต้องหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดัน สตรีมีครรภ์ )

11. การนวดอย่างเบาๆตามผิวหนังทั่วตัว ช่วยเร่งการไหลเวียนของน้ำเหลืองได้มากถึง 78%
ทำให้พิษที่คั่งค้างในน้ำเหลืองถูกขับออกได้มากขึ้น
ในการนวดพึงสังวรณ์ไว้อย่างหนึ่งคือ
การนวดแรงๆอาจรู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดี แต่ไม่เป็นผลดีต่อระบบน้ำเหลืองเลย

ระบบน้ำเหลือง .....
หรือที่ เท็คนิคอานาปานสติกรรมฐานฝ่ายพุทธ  เรียกว่า
"น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก" (แบบเป็นฝัก เรียกว่า "ถุงน้ำดี)
คือ ระบบส่งออกซิเจนและอาหารเกลือแร่สู่เลือด แบบฉุกเฉินเฉพาะกิจ
จะมีประสิทธิภาพก็เพราะอาศัยเท็คนิคที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ.ออก การหายใจเข้า...ที่ลึก เท่านั้น....
จึงเป็น..อีกหนึ่ง ความลับทางเท็คนิคของ..."กักลมอัสมิตา"

Saturday, December 22, 2018

น้ำดี (ปิตตะ)




Atthanij Pokkasap 


น้ำดี(ปิตตะ) 

ฉกธาตุ ใน ๑๒ ธาตุน้ำอันเป็นภายใน
(อันโตอาโปธาตุ)
ในอาการ ๓๒ (ทวัตติงสาการ)
ตามการค้นพบของพระพุทธศาสนา

น้ำดี-ปิตตะ ๑ ใน ๓ ของตรีธาตุ-ตรีคุณ-ตรีโทษ-ตรีทูต เป็น ๑ ใน ๓สมุฏฐานกำเนิดโรค และการป่วยไข้ทั้งหลาย ของการแพทย์แผนไทยภายใต้อิทธิพลการค้นพบตัวชีวิตในห้องปฏิบัติกรรมฐานชั้นสูงของพระพุทธศาสนา
น้ำดี(ปิตตะ) ตามการค้นพบของพระพุทธศาสนา มี ๒ ชนิด คือ แบบเป็นฝัก เรียกว่า "ถุงน้ำดี" และแบบไม่เป็นฝัก ที่เอิบอาบไปทั้งสรีระร่าง ท่านอุปมา...สีเหมือนดอกพิกุลเหี่ยว ที่เมื่อกำเริบ(คือ หย่อน หรือขาด)ท่านบรรยายว่า
"มีอาการให้ตาเหลืองพร่า ตัวสะท้านคันอยู่ฯ"


ลักษณะที่พุทธดั้งเดิมท่านบรรยาย ตรงกับ การทำงานของกระบวนการต่อมน้ำเหลืองที่มีเครือข่ายทั่วสรีระร่าง ตามการค้นพบของวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน...
แต่..สำคัญกว่านั้น...
วิเคราะห์จาก อานาปานสติกรรมฐาน ถึงที่มาความหมาย ที่โบราณให้ ปิตตะ แปลว่า "ดี, น้ำดี"
แสดงว่า...
อานาปานสติกรรมฐานของชาวพุทธดั้งเดิม ท่านได้ทำการพิสูจน์พบแล้วว่า...
อาการของธาตุน้ำที่ท่านให้ชื่อว่า "ปิตตะ" เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาวะของ
"จิต"ร่วมกับ หัวใจ(หทยัง)ที่เป็นแหล่งกำเนิด จิต และ ตับ(ยกนัง)ที่เป็นแหล่งแสดง
อาการทางปัญญาของจิต โดย ปิตตะ...เป็นแหล่งแสดง
อาการทาง "สติ"...ความแจ่มใสของจิต จึงกำหนดชื่อว่า "ดี,น้ำดี" !!!
ความสัมพันธ์ทางประสิทธิภาพ ระหว่าง หัวใจ ตับ และ ดี, น้ำดี เชื่อมโยงเอาไว้ด้วย
เลือด(โลหิตัง) และ แรงดันขับเคลื่อนเลือด คือ "ลม" ซึ่งอานาปานสติกรรมฐานค้นพบและจำแนกออกเป็น กองธาตุลมภายในทั้ง ๖ หรือเรียกรวมๆว่า ลมในกองธาตุ
สำคัญพื้นฐานสุดของสรีระร่าง คือ น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก กับ เลือด ต่างต้องอาศัย ลมในกองธาตุเป็นตัวขับเคลื่อนแทบจะพร้อมๆกันอย่างชนิดแยกกันไม่ได้ 


เพราะ...น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก ต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยส่งเสบียง(ออกซิเจน เกลือแร่ และอาหาร)เคลื่อนที่เร็วแก่น้ำเลือด-โลหิตัง ทุกพิกัดอณูทั่วสรีระร่าง การขาดตอน คือการหมดอายุทำงานของเลือดก่อนเวลาอันควร เป็นที่มาของการป่วยไข้ แบบสะสมหรือเฉียบพลัน
ความสัมพันธ์เชิงประสิทธิภาพ ระหว่าง น้ำดีที่ไม่เป็นฝักกับ ธาตุลมภายใน....ขึ้นอยู่กับเท็คนิค
ประการเดียว ของการหายใจออกหายใจเข้าที่มีสมุฏฐานมาจาก...หัวใจ-หทยัง !!!

น้ำดีแบบไม่เป็นฝัก หรือที่แผนปัจจุบันเรียก เป็นระบบน้ำเหลือง จะมีประสิทธิภาพอละสามารถเคลือบอาบตลอดสรีระร่างได้...
ก็ด้วย....
* การหายใจ...ที่ ช้า เบา ยาว ลึก และออกสุด เข้าสุด * 
เท็คนิคเดียวเท่านั้น และก็เป็นเท็คนิคเดียวที่ทำให้อารมณ์ร้ายอันหลากหลายภายนอก...ไม่อาจเข้าก่อกวนอารมณ์ดั้งเดิมแท้ของจิตที่เกิดจากหัวใจได้โดยตรง !!!


แต่..
การจะหายใจให้ได้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของน้ำดีที่ไม่เป็นฝัก....
ต้องผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ว่า อย่างไร คือ การหายใจ ช้า เบา ยาว ลึก ออกสุด เข้าสุด ตามธรรมชาติแท้ๆของสรีระร่าง ที่ถูกกิเลสเข้าสิงสั่งการให้หายใจสั้นและหยาบแปรปรวนตลอดเวลาชั่วชีวิตที่ผ่านๆมา...
กักลมอัสมิตา...ที่เบื้องต้นคือฝึกการขับลมที่ค้างในปอด ....ได้ตอบปัญหานี้ไปก่อนหน้าแล้วครับ
ตนที่ไม่เคารพลมหายใจที่ให้ชีวิตตัวเอง
โรคภัยไข้เจ็บย่อมเป็นไปสมควรแก่เหตุแห่งความไม่เคารพตนเองนั้นๆ แลฯ
       

                                                                     

Panu Wongpanuvut    อา...ลงโพสจังดีกว่า 


Daren Shi    อยากอาจารย์ช่วยอธิบายอานาปนสติ
ขั้นที่ ๑ ลมยาว ขึ้นที่ ๒ ลมสั้น  ขั้นที่ ๓ ลมสรรพกาย
ถึงความสัมพันธ์และทำไมพุทธองค์ถึงเรียงลำดับการฝึกอย่างนี้?
เพราะอ่านมานานก็ยังไม่เข้าใจความหมายสักที สาธุ


Atthanij Pokkasap  หายใจยาว...คือยาวตามเป็นจริงของธรนมชาติแห่งสรีระของตัวชีวิตนั้นๆ...คือต้องฝึกหา ก่อนไงครับ
กายใจสั้น...คือ สั้นเท่าที่ร่างสรีระนั้นต้องการบางขณะที่เร่งด่วน ก๊อ...ตามธรรมชาติของสรีระนั่นๆอีกเช่นกัน ต้งเรียนรู้และฝึกหาก่อน
ถ้ากำหนดยาว กำหนดสั้นเอาเองเลยโดยไม่รู้ควาใจริงในสรีระตน...ก็มั่วและอุปาทาน งัย
การรู้ สัพพกาย...เพราะมีนิยามอยู่ที่ลมหายใจท่านกำหนดว่า เป็นเครื่องปรุงแต่งให้เกิดกาย(กายสังขาร)...
สัพพกาย จึงสมควรหมายถึง...ลมที่ปรุงแต่งให้เกิดกายทั้งหมด ก็คือ ธาตุลมภ่ยในทั้ง ๖ งัยครับ
ต้องเรียนี้วิเคราะห์จากธรรมชาติในสรีระส่วนตัวก่อนทั้งสิ้น....จู่ๆมากำหนดเอาเองไปทุกเรื่อง.....ก็ไปดูที่ รพ.สงฆ์สิครับ อยู่ใกล้พระนิพพานมากไปหรือเปล่า โรคงอมแงมล้นโรงพยาบาล


Daren Shi    ความสัมพันธ์ระหว่างขั้น ๑ กับ ๒ พอที่จะเข้าใจได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง
ขั้น ๒ กับขั้น ๓ นั้น คือจากลมสั้นไปสู่ลมสัพพกายมีความสัมพันธ์อย่างไร? สาธุ


Atthanij Pokkasap  กายอันเนื่องมาจากลมปรุงแต่ง และลมทั้ง ๖ มีลมหายใจเป็นตัวหลักของ "กายสังขาร"...ก่อนไปถึงการดับกายสังขาร(ขั้น ๔) จำเป็นต้องรู้ลมที่ประกอบกาย
ทั้งหมด..ไม่ว่าประกอบกายขึ้นมาแบบลมหายใจสั้น ระดับต่างๆ หรือยาวระดับต่างๆ...หากไม่เข้าถึงทักษะทุกระดับ...ความสำเร็จในการมีสติ ก็ย่อมดป็นไปได้ยาก...เพราะเงื่อนไขสติ.คือ
การเห็น...การรู้สึกตัวทั่วถึงตลอดทั่วทุกสรรพางค์กาย ครับ
ทักษะ แปลว่าวามชำนาญเฉพาะต้องมีก่อนกาปฏิบัติในขั้นใดๆทั้งหมด นะครับ


Panu Wongpanuvut    เส้น-เอ็น-ลม


Atthanij Pokkasap  เส้น-เอ็น-ลม-เยื่อพังผืด ที่รองรับการทำงานของต่อมน้ำเหลือง
(น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก) ครับ


Sirirat Chaiyasitt    ขอบคุณค่ะ


Nut Suphakorn Chakrit Ake    ถึงลมในกาย ๖กอง ยังสัมผัสไม่ค่อยได้ หาไม่ค่อยเจอ ทั้งที่ฝึกมากว่า ๘เดือนแล้ว...แต่แค่ได้หมั่นหายใจ ช้า เบา ยาว ลึก และออกสุด เข้าสุด ตามอุปทาน(กำหนดเอง)เป็นเบื้องต้นไปก่อน ก็ช่วยเรื่องของสุขภาพได้มากแล้วครับ


Nut Suphakorn Chakrit Ake    แต่ถ้าอยากเข้าถึงความอัศจรรย์ของกายและจิตตามหลักพุทธ ก็ต้องหมั่นฝึกกันต่อไปนะฮะ อิอิ


Yutthana Sirisilp    อยากสัมผัสได้เช่นกัน.....


Rawisa Thia    ขอบพระคุณอจ.ค่ะขอแชร์นะค่ะ



Friday, December 14, 2018

จิตวิญญาณบกพร่อง หรือ ถูกแทรก (ผีเข้า)







โรคที่อุบัติขึ้นกับ...หัวใจ ๑, ตับ ๑

ถุงน้ำดีทั้งแบบเป็นฝัก และไม่เป็นฝัก อีก ๑ (แบบไม่เป็นฝัก มักเข้าใจว่า เลือดเป็นปัญหา)

มีสมุฏฐานมาจาก จิตวิญญาณ บกพร่อง หรือ "ถูกแทรก" ทั้งสิ้น (ที่มาของ แพทย์ไสย)

"นายขยะ" Atthanij Pokkasap  ให้ข้อสังเกตแบบสรุป ไว้เอง !!!



เฉลิม แสน    "จิตวิณญาณบกพร่อง" "ถูกแทรก" ?


หมอ สุวิ    ถูกต้องครับ ยืนยันอีกเสียง เป็นไปตามที่นายขยะพูด


Klueydip Mackchay    จิตวิญญาณถูกแทรกคืออะไรค่ะ


Atthanij Pokkasap  ภาษาชาวบ้านเรียก ผีเข้า ครับ


Yutthana Sirisilp    แล้ว...จะ...รักษายังไงครับ


Klueydip Mackchay    แต่จริงๆใช่ผีเข้าปะค่ะหรือคืออาการป่วย


Atthanij Pokkasap  อยู่ที่ข้อมูลการศึกษาพื้นฐานที่จะมามอง
ส่วนบนของฟอร์ม


Atthanij Pokkasap  ตกหายตรง...ลมหายใจออกลมหายใจเข้า ท่านว่า มีสมุฏฐานมาจาก "จิต"...แสดงว่า
อัตราการปั๊มป์เพื่อสูบฉีดเลือด ๑ ,
การจ่ายค่าประจุไฟฟ้า(ค่าลบ)ให้เม็ดเลือดเพื่อการเดินทางไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกายอีก ๑
กับฝ่ายส่งเสบียงฉุกเฉิน(น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก)เป็นข้อมูลสำคัญมากที่ขาดหายไป...จากการศึกษา ทั้งการแพทย์ และกรรมฐานครับ


Atthanij Pokkasap  โครงสร้างของจิตตามการค้นพบของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย...
เวทนา-สัญญา-วิญญาณ-ปัญญา (มีรายละเอียดเรียกว่า วิญญาณกิจ ๑๔) ปัญญาจากสมองนั้น...เป็นปัญญาจาก ข้อมูลของระบบอายตนประสาทที่มีสมองส่วนล่างเป็นตัวประเมินผล...ใช้กับจิตที่เกิดจาก "กายสังเคราะห์"(พวกจักขุวิญญาณ...โสตวิญญาณ...ฯลฯ) แต่ปัญญาที่พระพุทธศาสนากล่าวถึงในห้องปฏิบัติการโยคะ(กรรมฐาน) คือปัญญา ของจิต ที่เป็น "จิตสังเคราะห์กาย"...คือปฏิจจสมุปปาท ครับ
พระพุทธศาสนาจึงแยกปัญญาออกเป็น ปัญญา ๓  คือ...
๑.จินตามยปัญญา...ควรหมายถึงปัญญาโดยสัญชาตญาณ เป็นปัญญาจากจิต พื้นฐานธรรมชาติ
๒.สุตมยปัญญา...ควรหมายถึงปัญญาจากประสบการณ์...ปัญญาทีตกผลึกมาจาก ประสบการณ์ทางอายตนะประสาท...ของสมอง
๓. ภาวนามยปัญญา...ปัญญาที่มาจากจิต จากหัวใจ ครับ อันนี้


Atthanij Pokkasap  ซึ่งถ้าไม่เข้าถึงที่สุดของขอบเขตแห่งปัญญาข้อที่ ๒.(สุตมยปัญญา) จะมาไม่ถึงปัญญาจากจิต(สัมโพธิ)ได้เลย...


ปณิตา ถนอมวงษ์    ตรงนี้เก็บไว้สอนในชั้นค่ะ แยก ๒ ส่วนจริงค่ะ มัตตถเกกับมัตตถลุงคัง สอนการกระทบผ่านอายตนะ แต่ครูอาจารย์ท่านมาเตือนให้สอนแบบง่ายๆ ปัญหาคือพยายามถึงที่สุดที่จะทำให้ง่าย อ.ก็ทราบว่าไม่ง่ายเลย


Atthanij Pokkasap  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของผู้มีปัญญาครับ ไม่มีทางเป็นศาสนาของคนมักง่าย(อย่างไทยตอนนี้)เด็ดขาด ครับ


Atthanij Pokkasap  และโรคที่ป่วยกันมาก ก็คือโรคที่หมอศิริมงคล กำลังเผชิญ หน้าในตอนนี้อยู่... เป็นจิตป่วย...ทั้งสองส่วน ครับ


Atthanij Pokkasap  ภาษาบ้านๆเรียกว่า ผีเข้า น่ะเอง


Atthanij Pokkasap  กลับไปศึกษาเรื่อง แม่ซื้อ...ว่าทำไม ขวัญและแม่ซื้อจึงเกิดแต่กับเด็กๆ เพราะปัญญาข้อที่ ๑....คือ จินตามยปัญญา งัยครับ


Atthanij Pokkasap  คนใหญ่...ผีเข้า เพราะ จิตสองส่วนไม่เกื้อกูลกัน ครับ(ไม่มีความรู้ตามที่พระพุทธศาสนาค้นพบนั่นเอง)


ปณิตา ถนอมวงษ์    รู้แระวันที่ ๖ ไปถามเรื่องแม่ซื้อดีกว่า..อิอิ




Monday, March 5, 2018

กายานุปัสสนา ขณะฝึก อานาปานสติสมาธิ





*** Atthanij Pokkasap 2 hours ago


(เกี่ยวกะ กายานุปัสสนา ขณะฝึก อานาปานสติสมาธิ
ในปฏิบัติการโยคะฝ่ายพุทธ ทั้งนั้น.. )
มาดู..แหล่งกำเนิด หินโสโครก ในร่างกายมนุษย์ !!!

๑. น้ำลาย ตกตะกอนเป็น หินปูนเคลือบ   ทำลายโคนรากฟัน

๒. น้ำย่อย ตกตะกอน สะสมเป็นก้อนมะเร็งในกระเพาะ   ทำลายระบบการย่อยอาหาร

๓. น้ำดี ตกตะกอน เป็น นิ่ว, ก้อนมะเร็ง ในถุงน้ำดี
    ทำลายประสิทธิภาพการปรับสมดุลภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของเลือด

๔. เลือด ตกตะกอน โดยผลึกคลอเรสโตรอน(เกลือแร่ในไขมัน)
    ทำให้ท่อ และหลอดเลือดคับแคบจนถึงอุดตัน
    ...ฯลฯ

การตกตะกอน เป็นตะกรันติดผนังหลอดเลือด
หรือฝังคราบแน่นในพื้นผิวภายในอวัยวะมาจากเกลือแร่
(ที่ปัจจุบันเรียกรวมๆ ว่าอนุมูลอิสระ)

ปรากฏการณ์กำเนิดหินโสโครกในร่างกายของมนุษย์นี้
สามารถค้นพบสัมผัสได้ด้วยปฏิบัติการโยคะ
ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า "อานาปานสติสมาธิ"

การค้นพบ สัมผัสเพื่อพิสูจน์เห็นนี้ ท่านเรียกว่า กายานุปัสสนา
ความรู้ยิ่งในภายในอันเนื่องด้วยกาย...ครับ
(สายปฏิบัตินี้ ต้องพิสูจน์รู้เห็นองค์ประกอบสรีระร่างของตนเองกันทุกผู้
ทุกตนเอง ตามเป็นจริงกันทั้งนั้น จึงเป็นสายเดียวที่รู้วาระสุดท้ายของชีิวิต
ว่ามาจากไหน และจะไปไหน อย่างไร เมื่อไร)

(ค่อยๆเผย ออกมาทีละนิด ทีละหน่อย ละกัน
ขืนสาธยายาออกมาหมดภายในครั้งเดียว
ท่านทั้งหลายจะต้องตกตะลึงพรึงเพริศ
กะความยิ่งใหญ่อย่างเหลือเกินของพระพุทธศาสนา
ทำใจกันไม่ได้ ว่า วิทยาการที่เป็นความรู้ทุกวันนี้
ที่ท่านรู้มาจนเป็นปริญญา...ไม่ได้รู้ห่าอะไรเลยเกี่ยวกับ
ความเป็นไปแห่งชีวิตของตนเอง...อ่ะครับ!!! )


Atthanij Pokkasap
10:10 น.ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
วันเสาร์ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗




Atthanij Pokkasap  ตะกรันอยู่ในถุงอัณฑะ..หรือติดตามท่อน้ำเชื้อ เรียกว่า กล่อน.