Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label Lymphatic System. Show all posts
Showing posts with label Lymphatic System. Show all posts

Sunday, February 2, 2020

ตลาดสุขภาพ จากปรากฏการณ์ 3 กลุ่มโรค


Atthanij Pokkasab

2 กุมภาพันธ์ 2019




1. โรคเรื้อรังในระบบการไหลเวียนโลหิต
ได้แก่ โรคหลอดเลือด ตีบ อุดตัน เป็นที่มาของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคสมองขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลวชนิดต่าง โรคความดันผิดปกติ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจเต้นผิดปกติ ฯลฯ
แพทย์แผนโบราณดั้งเดิมของไทย
เรียกตัวการทำให้เกิดโรคว่า
กล่อนเลือด กล่อนน้ำ และกล่อนลม(ดาน)
ผู้รู้หลัก..จะปรุงยาบำบัด ง่ายมากๆ หรือกายภาพบำบัดในท่าฤาษีดัดตนเฉพาะโรค
ก็จะยิ่งง่ายมากๆๆขึ้นไปอีก
ในการค้นพบของพระพุทธศาสนา จัดอยู่ในหมวด "หทัยรูป" ร่วม "ปริจเฉทรูป".. "ชีวิตรูป" และ "วิญญัติรูป" ในรูปอาศัย-อุปาทายรูป24

2. โรคเรื้อรังในระบบการหายใจ
ได้แก่ โรคภูมิแพ้ต่างๆ โรคภูมิต้านทานบกพร่อง โรคแพ้ภูมิต้านทานตัวเอง ซึ่ง..สามารถลามไปหาโรคทั้งหมดในข้อ 1. และข้อ 3.ได้อย่างต่อเนื่อง
ในวิชาการแพทย์แผนโบราณดั้งเดิม
จะอิงการค้นพบของพระพุทธศาสนาทั้งหมด เพราะลมหายใจที่พระพุทธศาสนาค้นพบนั้นมีสมุฏฐานมาจากจิต จัดอยู่ในหมวด "หทัยรูป" กับ "ปริจเฉทรูป" ของรูปอาศัย-อุปาทายรูป24
ซึ่งวิชากายวิภาค วิชาจิตสรีรวิทยาของปัจจุบัน ไม่มีความสามารถพัฒนาการค้นพบไปถึงแต่อย่างใด

3. โรคเรื้อรังในระบบการดูดซับอาหาร
ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารทุกชนิดทุกระดับ โรคเนื้องอกในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งในลำไส้ สามารถลามไปหาโรคในข้อ 1. และ 2. ได้ทั้งหมด รวมถึงโรคกระดูกพรุน
ในวิชาการแพทย์แผนโบราณดั้งเดิมของไทย
จะอิงการค้นพบของพระพุทธศาสนาทั้งหมด
เพราะจัดอยู่ใน หมวด "อาหารรูป" และ "ปริจเฉทรูป" ของอุปาทายรูป24 เกี่ยวข้องกับ พลังงานนิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า "#กระแสวิญญาณ" ตอนที่อะตอมของธาตุจากสารอาหารถูกแปรค่าแรงนิวเคลียร์ชนิดเข้มที่ยึดเหนี่ยวโครงสร้างอะตอมต้องถูกแรงไฟฟ้าเคมีชีวภาพ ในอัตรา 1:100 ยืดออกเพื่อสังเคราะห์ขึ้นเป็นอินทรียสารสร้างเนื้อเยื่ออวัยวะส่วนต่างๆ
ที่กล่าวหากันอย่างบันเทิงสโมสร ว่า
พระพุทธศาสนา และการแพทย์แผนโบราณดั้งเดิมของไทยล้าหลัง...ล้วนเป็นความล้าหลัง ร่วมความบกพร่องทางสมองและทางจิตสำนึกของผู้กล่าวหานั้นๆล้วนๆ เองแท้ๆ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ตลาดสุขภาพ จากปรากฏการณ์ 3 กลุ่มโรค
นี้จะใหญ่มหึมามโหฬาร อย่างยิ่ง
ผู้แตกฉานในคำสอนแห่งการค้นพบของพระพุทธศาสนาตามเป็นจริง และฉลาดในการแพทย์แผนโบราณดั้งเดิมของไทย ตามเป็นจริง.....
จงอดทนดูความวิบัติ ความหายนะ ประสาโฉดและเขลาของชาวโลกในปัจจุบันสมัยกัน ครับ ก่อนที่จะถึงปฏิบัติการโยคะด้านกรุณาเจโตวิมุติ ..ในอีกไม่นานนี้เอง...
..... ..... .....

ภาพประกอบโพสต์

ภาพที่1.
แสดง "#หทัยวัตถุ" ศูนย์กลางของสมมาตรโครงสร้าง "#หทัยรูป"..ในอุปาทายรูป24 ...คือ
The Symmetric Structure Centre of Circulatory System with Heart




ภาพที่2
แสดงข่ายในระบบน้ำเหลืองที่เข้าไปร่วมงานการกำหนดคุณภาพค่่าออกซิเจนในปอดที่เม็ดเลือดและน้ำเหลืองต้องประสานงานในการลำเลียงไปสู่ระบบเผาไหม้ในเซลล์ตลอดร่างกาย โดยระบบน้ำเหลืองพักค่าออกซิเจนไว้ที่ม้าม คือ...
Lymphatic System with Gallbladder and Spleen
แพทย์แผนโบราณดั้งเดิมของไทยบันทึกการค้นพบอันเป็นอกาลิโกในปฏิบัติการโยคะของพระพุทธศาสนาว่าด้วยรายละเอียดของ "#ปิตตะ"..ระบบน้ำดีที่ตั้งของสติสัมปชัญญะ เป็นเอกลักษณ์อันลึกซึ้งและลี้ลับเฉพาะตัว ครับ



ภาพที่3.
แสดงระบบการย่อยและดูดซับอาหาร ที่มีการแปรผันสารอาหารไปเป็น อะตอมธาตุรองรับ แรงนิวเคลียร์สังเคราะห์ธาตุ จากธาตุไปสู่การเป็นอินทรียสารสร้างเนื้อเยื่อของตัวชีวิต ที่พระพุทธศาสนาเรียกการค้นพบนี้เป็นรูปอาศัยว่า"#ชีวิตรูป" กับ "#อาหารรูป" ในอุปาทายรูป24
และเรียกข้อมูลในเซลล์ที่้กิดจากกรรมกิเลสและจิตว่า "สัญญา"..

        


Monday, January 7, 2019

Jagriyanuyoga ; Fundamental Study to Separate the Spirits between the Five Sense from Nervous System and the Sixth Sense from Lymphatic System with Gallbladder to Jhan.



The Buddhism Explorer

เมื่อวานนี้ เวลา 10:13 น.



ชาคริยานุโยค ;
เท็คนิคเพื่อทักษะในการได้ฌาน-สมาธิ-สมาบัติ
ตามหลักคำสอนที่มาในพระไตรปิฎก
Jagriyanuyoga ;
Fundamental Study to Separate the Spirits
between the Five Sense from Nervous System and the Sixth Sense from Lymphatic System with Gallbladder to Jhan[Concentration of Consciousness].

ชาคริยานุโยค
แปลว่า โยคะที่สืบเนื่องด้วยการตื่น หรือทั่วๆไปว่า การตามประกอบด้วยการตื่นให้มาก
ท่านพระสารีบุตร อธิบายไว้ย่อๆว่า
"ความหมายของภิกษุไม่พึงทำความหลับให้มาก คือ ภิกษุพึงแบ่งกลางคืนและกลางวัน เป็น 6 ส่วน โดยตื่นอยู่ 5 ส่วน หลับอยู่ส่วนหนึ่ง
จาก ข้อ(750) มหานิทเทส ขุททกนิกาย
พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่ม 29/45

และแบบอุกฤษฎ์
ซึ่งปรากฏทั่วไปในบันทึกนั้น จะตื่นต่อเนื่องให้เป็นอิสระไปจากสำนึกเวลาภายในจิต ทั้งกลางคืนกลางวัน ดังปรากฏใน "มหัปผลสูตร" ว่าด้วยอิทธิบาทภาวนา ข้อ(1147) มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย ซึ่งสามารถบรรลุได้แบบฉับพลัน ตามที่ทรงตรัสรับรองไว้ตอนท้่าย "มหาสติปัฏฐานสูตร" ในมหาวรรค ทีฆนิกาย
เป็นทักษะที่พัฒนามาจากปฏิสัมภิทา คือแตกฉานใน อุปปริกขะ 3 ว่าด้วย ธาตุ, อายตนะ และปฏิจจสมุปปาท ข้อ(124) สัตตัฏฐานสูตร นิทานวรรค สังยุตตนิกาย มาแล้วเป็นอย่างดี เท่านั้น

ในคัมภีร์มิลินทปัญหา เรียกเท็คนิคในการสร้างทักษะเพื่อการตื่น นี้ว่า
"มิทฺธสฺสติวิธา"
แปลว่า วิธีการประคองสติในขณะหลับ
แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ
1. อาทิมิทฺธสฺสติวิธา
2. มัชฌิมมิทฺธสสติวิธา
3. ปริโยสานมิทฺธสฺสสติวิธา

อย่างไรคือสติ?
อย่างไรคือการหลับ?
ในอาการ32
สติร่วมสัมปชัญญะ..ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีรูปธรรมรองรับ คือ
"ปิตตะทั้ง 2"
หมายถึง พัทธปิตตะ;ถุงน้ำดี
อพัทธปิตตะ;ระบบน้ำเหลือง
...Lymphatic System with Gallbladder
ความสามารถในการทำงานสมบูรณ์เต็มที่ตลอดข่ายใยของระบบน้ำเหลืองและถน้ำดี ก็คือที่มาของ
"สติสัมปชัญญะ"

การลดการทำงานของระบบไหลเวียนของโลหิตและหัวใจ.
Circulatory System with Heart
เพื่อให้อินทรีย์5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย พัก เรียกว่า
"การหลับ"
ชาคริยานุโยค
คือการฝึกตื่น และฝึกหลับของ
รูปธรรมสองระบบนี้เอง.
ดังพระพุทธคาถาว่า
๏ ยมกํ นามรูปญฺจ
...รูปนามเป็นของคู่กัน
อุโภ อญฺโญญฺญนิสฺสิตา
...ต่างฝ่ายต่างอาศัยซึ่งกันและกันเป็นคู่สอง
เอกสฺมึ ภิชฺชมานสฺมึ
...เมื่อต้องแตกสลายไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อุโภ ภิชฺชนฺติ ปจฺจยา ฯ
...ย่อมเป็นปัจจัยให้อีกฝ่ายทร่วมเป็นคู่สอง
แตกสลายไปด้วยกัน๚๛

ผู้รู้เท็คนิคบริหารจัดการให้ฝ่ายรูปธรรม คือ
ระบบไหลเวียนของโลหิตโดยหัวใจ
Circulatory System with Heart
พักการรับใช้ระบบอายตนะ โดยหัวใจคงกำลังเข้มแข็ง
ระบบการทำงานของน้ำดี
Lymphatic System with Gallbladder
ที่เป็นรูปธรรมรองรับสติสัมปชัญญะขยายการทำงานแทนระบบไหลเวียนของโลหิต
เป็นที่มาของหัวข้อ ชาคริยานุโยค
แล้วไปสู่เท็คนอคขั้นสูงตามลำดับต่อไป
ก็คืออุบัติการณ์ของการบรรลุฌาน
ตามบันทึกในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา
นั่นเอง.

Saturday, December 22, 2018

ทำไมต้องเริ่มต้นที่ "สูรย์จันทร์"...ระบบที่มีลักษณะโครงสร้างเป็น "สมมาตร" ภายในของร่างกายมนุษย์ที่มีชีวิต?!!




Atthanij Pokkasap 


ทำไมต้องเริ่มต้นที่ "สูรย์จันทร์" ?!!

สิทธิการิยะ
อันว่า สูรย์จันทร์ มีชื่อเต็มๆว่า สูรยะกลา และจันทระกลา อาจเขียนเพี้ยนไปตามแต่ละตำราที่คัดลอกต่างกรรมต่างวาระ และยุคสมัย
เป็นเส้นทางเดินลมแห่งชีวิต ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ "น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก" ...มีลักษณะโครงสร้างเป็น "สมมาตร" ซ้าย-ขวา ของร่างกาย
และ "น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก"...เป็น ๑ ใน "ปิตตะ"..๒ ชนิด โดย ปิตตะ ก็เป็น ๑ ใน ธาตุน้ำ ๑๒ ของ อาการ ๓๒ และเป็น ๑ ใน ๓ ของตรีธาตุ ...สมุฏฐานของการเกิดโรคป่วยไข้
ระบบที่มีลักษณะโครงสร้างเป็น "สมมาตร" ภายในของร่างกายมนุษย์ที่มีชีวิต เท่าที่ปัจจุบันค้นพบ มีเพียงระบบเดียว.....คือ...
"ระบบน้ำเหลือง(Lymphatic System)"


แต่..จิตสรีระศาสตร์...โดยการค้นพบของ กรรมฐานฝ่ายพุทธ พบว่า น้ำดี-ปิตตะ เป็น ๑ ใน ๓ ของอาการ ๓๒ ที่เกี่ยวข้องกับ "จิต" โดยตรง(อีก ๒ อาการ คือ หัวใจ และตับ)
สมมาตรของ "น้ำดีแบบไม่เป็นฝัก" หรือ ระบบน้ำเหลือง ของแผนปัจจุบัน อาศัยลมแห่งชีวิต(ปราณ)...เป็นตัวขับเคลื่อนให้เอิบอาบเต็มตลอดโครงสร้างสมมาตรแห่งสรีระของมนุษย์นั้นๆ ความเอิบอาบที่ขาดหายไป...จึงเป็นที่มาของโรค และความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลาย
นี้คือปฐมเหตุ ที่โบราณ ต้องมีการ ปรับพิกัด สูรย์จันทร์ขับเคลื่อนใหม่ เรียกเป็นสำนวนว่า...
"การเปิดสูรย์จันทร์"


เเละเหตุที่สมมาตรสูรย์จันทร์ของหญิงชาย สลับกลับข้างกัน นั่นเพราะ...ตอน...กลุ่มเซลล์ที่ทำการแยกตัวสังเคราะห์ ธาตุ ๔ ให้เป็น อาการ ๓๒..กับความเป็นสัตวบุคคลที่มีตัวชีวิต กลุ่มเซลล์จะมีการบิดตัวเพื่อแตกเซลล์ใหม่ขึ้นเป็นตัวอ่อนที่มีชีวิตสมบูรณ์ได้นั้น ต้องอาศัยสูรย์จันทร์จากระบบการหายใจ..ซึ่งเป็นระบบที่เกิดขึ้นแรกสุดของตัวชีวิต เป็นแกนหลักในการแตกเซลล์...สร้างตัวอ่อนที่สมบูรณ์ โดยเพศจะบิดตัวสร้างสมมาตรตรงข้ามกัน (โบราณ จึงทายเพศทารกได้จากพิจารณารูปสะดือของผู้เป็นมารดา)
เส้นแนวบิดตัวที่หลงเหลือติดตัวกันมา
เราเรียกว่า "ฝีเย็บ"


เมื่อกรรมและจิตสังเคราะห์ตัวอ่อนจากระบบหายใจสำเร็จแล้ว...แนวแกนสูรย์จันทร์ก็จะสลายไป จะปรากฏในชีวิตอีกก็ต่อเมื่อเข้าสู่ห้องปฏิบัติการโยคะ แห่งกรรมฐานที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะค้นพบตามบันทึกในคัมภีร์ดั้งเดิม
แต่ในทางรักษาโรค....
เป็นเพียงการดำเนินการไปตามการบอกเล่าของบันทึกในคัมภีร์ เท่านั้น
เมื่อตรงกับบันทึก และเป็นเรื่องจริง
โรค และอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งปวง
ก็ย่อมต้องหาย แล ฯ

"นายขยะ" Atthanij Pokkasap
04:00 น.
เช้าตรู่ ของวันพุธที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙



Monday, December 17, 2018

คำสอนคือตัวแทนของพระศาสดา




"...คำสอนของพระศาสดา
ย่อมงอกงามโอชา แก่สาวกผู้มีศรัทธา
ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้ว
ประพฤติด้วยตั้งใจว่า
เนื้อและเลือดในสรีระของเรา
จงเหือดแห้งไป จะเหลืออยู่แต่หนัง
เอ็น ไขกระดูก ก็ตามที
เมื้อเรายังไม่บรรลุถึงอิฏฐิผล
ที่จะพึงบรรลุ ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ
ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว
จักคลายความเพียรนั้นเสีย จักไม่มีเลย.
ภิกษุทั้งหลาย!
ผลสองอย่าง คือ
อรหัตตผลในปัจจุบัน
หรือเมื่อขันธปัญจกะ
ที่กรรมกิเลสเข้าไปยึดถือ
เป็นส่วนเหลือ ยังมีอยู่
ความเป็นพระอนาคามีอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันสาวกผู้มีศรัทธา
ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดา
แล้วประพฤติ พึงหวังได้.
..... .....
... เมื่อเธอตั้งตนเพื่อความลำบากอยู่
อกุศลธรรมย่อมเสื่อม
กุศลธรรมย่อมเจริญ
เมื่อประโยชน์นั้นของเธอสำเร็จแล้ว
สมัยต่อมา
ก็ไม่ต้องตั้งตน เพื่อความลำบากได้
อย่างนี้ชื่อว่า ความเพียรมีผลฯ"
..... .....
จาก #กีฏาคิริสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม ๑๓/๔๕
..... ..... .....
"...เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ
รอยนิ้วหัวแม่มือที่ด้ามมีด
ย่อมปรากฏแก่นายช่างไม้
หรือลูกมือนายช่างไม้
แต่เขาไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ ด้ามมีดของเราสึกไปเท่านี้
เมื่อวานนี้สึกไปเท่านี้
เมื่อวานซืนสึกไปเท่านี้
ที่จริง เมื้อด้ามมีดสึกไป
เขาก็รู้ว่า สึกไปนั้นเทียว ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย!
เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนาอยู่
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
แม้จะไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้
เมื่อวาน สิ้นไปเท่านี้
หรือ เมื่อวานซืน สิ้นไปเท่านี้
แต่ที่จริง เมื้ออาสวะสิ้นไป
ภิกษุนั้นก็รู้ว่า สิ้นไปนั้นเทียวฯ"
จาก ข้อ(๖๘) สัตตกนิบาต อังคุตตรนิกาย
พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม ๒๓/๔๕

..... ..... .....
อย่างไรเรียกว่าหมั่นเจริญภาวนา?
ตอบว่า ...
เจริญภาวนาคือการพยายามอบรม #สติสัมปชัญญะซึ่งเป็นความรู้สึกอาศัยข่ายใยของน้ำดีและระบบน้ำเหลือง(Gallbladder &Lymphatic System) ให้มีกำลังเหนือกว่า และหลุดพ้นไปจากการการครอบงำของ #อินทรีย์๕ คือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย ซึ่งเป็น #ความรู้สึก(เวทนา)#อาศัยข่ายใยของระบบปสาทรูป(Nervous System)เป็นไป
เหตุการณ์พื้นฐานของมีกำลังเหนือกว่าและหลุดพ้นไปจากการครอบงำของอินทรีย์๕ได้ สำนวนในพระไตรปิฎกเรียกว่า
"#กายสังขารสงบระงับ"
คือระบบการไหลเวียนของโลหิต(Circuratory System)เกือบจะหยุดทำงานอย่างสิ้นเชิง
ผู้อบรมตนได้ ต้องมีความรอบรู้ใน
-อาการ๓๒(ทวัตติงสาการ)
-ธาตุ๖
-อินทรีย์๕
-อายตนะ๑๒
-นามรูป
-กายสังเคราะห์จิต
(นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ)
ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
-จิตสังเคราะห์กาย
(วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป)
ได้แก่ มโนวิญญาณ มโนธาตุวิญญาณ
-ขันธ์๕ และไตรลักษณ์...ที่มี สมาธิ๓..รองรับการพิสูจน์ประสบเห็นเป็นสำคัญ


Creation of Subjectivity of Time ; Solar Plexus and Lunar Plexus in Buddhism's Yoga



Solar Plexus and Lunar Plexus 

in Buddhism's Yoga ;
The Structure of Subjective Time

Cr. Atthanij Pokkasab
โพสต์ 11 ส.ค.2015 16:21 น.
อธิบาย "เมฆฉายสูรย์จันทร์"
และ "ลมปราณอิติปิโสเดือนตะวันเบิกเมฆ"
มีเคล็ดแสดงไว้เป็น "พุทธชาฏกคาถา" ว่า
จนฺทาภํ สุริยาภญฺจ
Candabham suriyabhanca,
...โดยรัศมีแห่งพระอาทิตย์
และรัศมีแห่งพระจันทร์
(*รัศมีแห่งพระอาทิตย์=สูรยกลา:Solar Plexus
รัศมีแห่งพระจันทร์ =จัทรกลา:Lunar Plexus)
โยธ ปญฺญา คาธติ
Yodha panna gadhati,
...อันตั้งคลุมไว้แล้วด้วยกำลังแห่งปัญญา
(นตฺถิฌานํ อปญฺญสฺส..
ไม่มีปัญญา ก็ไม่มีฌาน
ปญฺญานตฺถิ อฌายิโน..
ฌานไม่มี ปัญญาก็ไม่มีฯ)
อวิตกฺเกน ฌาเนน
Avitakkena jhanena,
...คือ "ฌาน" อันไม่มีวิตก
(การดับ "วจีสังขาร" ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทุติยฌาน)
โหติ อหภสฺสรูปโคฯ
Hoti ahabhassarupago.
...ผู้บรรลุย่อมถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสรพรหมฯ
(อาภัสสรพรหมเป็นพรหมต้นกำเนิดของมนุษย์มีรายละเอียดเป็นประวัติศาสตร์การค้นพบอยู่ใน "อัคคัญสูตร" ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 11/45)
สูรยะกลา ชาย-กายซีกขวา หญิง-ซีกซ้าย
เทียบโหราศาสตร์ คือ ระบบ สุริยคติ
สัญลักษณ์เส้นสายเรขาคณิต เรียกว่า
"ตะวันเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางวัน
เส้นสนามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างระบบเวลาภายในจิต นี้ เรียกเป็นศัพท์เทคนิคว่า
"ปิงคลา นาภี(Pingla Nabhi)"
= สูรยกลา
จันทระกลา ชาย-กายซีกซ้าย หญิง-ซีกขวา
สัญลักษณ์เส้นสายทางเรขาคณิต เรียกว่า
"เดือนเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางคืน
เส้นแรงานามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างเวลาภายในจิตระบบนี้ เรียกเป็นศัพท์เทคริคว่า
"อิทา นาภี(Ida Nabhi)"
= จันทรกลา
ปิงคลา และ อิทา ไม่ใช่เส้น(Sen)
เพราะมี "นาภี" กำกับท้าย
ความหมายของ "นาภี" เท่ากับ มณฑล
หมายถึง "สนามแรง(Force Field)" ในทางฟิสิคส์
สมมาตรเส้นสายทางเรขาคณิต คือทฤษฎีการจัดระเบียบโครงสร้างโดยธรรมชาติให้แก่นามรูปที่ตั้งของดวงจิตเพื่อให้มีกำลังหลุดพ้นไปจากการครอบงำของอายตนประสาททั้งระบบ เป็นเทคนิคการศึกษาอยู่ในคัมภีร์ปถมังของพุทธตันตระสยามที่ถูกยกเลิกไปในสมัย ร.4
ทำไมต้องครึ่งซีก
นั่นเพราะหลักสูตรคัมภีร์ปถมัง สอนให้มีสติระลึกย้อนหลังไปจนถึงตอน เมื่อ ไข่แม่และสเปิร์มจากพ่อรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วเริ่มแตกตัวแบ่งเซลล์เพื่อก่อตัวเป็นตัวชีวิต ที่มี ๕ ปุ่มกับระบบการหายใจ แนวเส้นแตกตัวนี้ยังปรากฏร่องรอย เรียกว่า ฝีเย็บ เมื่อเชื่อมร่องรอยแตกตัวเข้ากันได้ระหว่างฝีเย็บกับกระหม่อม...แรงสนามแม่เหล็กชีวภาพของมนุษย์จะทำงานร่วมกับสนามแม่เหล็กดวงดาว ทำให้เกิดการเข้าถึง...ปัญญาโดยสัญชาตญาณ ที่อ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติล่วงหน้าได้...
ปัญญาโดยสัญชาตญาณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจิตที่ไม่ตกเป็นทาสอายตนประสาท ครับ.
ภาพประกอบโพสต์ ;
แสดงสมมาตรโครงสร้างของระบบเวลาในจิตสำนึก(Subjectivity of Time)ที่พระพุทธศาสนาค้นพบเป็นรายละเอียดอยู่ใน "#ปฏิจจสมุปปาท" ที่เรียกว่า "#ภวจักร" ประกอบด้วยสมมาตรโครงสร้าง ขวา-ซ้าย และสมมาตรโครงสร้างบน-ล่าง(ทิศทั้งสอง คือทิศเบื้องบนและทิศเบื้องล่าง) มีรูปธรรมรองรับเรียกว่า "#อาการ๓๒(ทวัตติงสาการ)" โดยเฉพาะ "ปิตตะ"..ถุงน้ำดีและระบบน้ำเหลือง(Gallbladder and Lymphatic System) ที่รองรับสติสัมปชัญญะ..ความสามารถในการอ่านค่าเวลาในจิต(Subjectivity of Time)