Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label สยาม. Show all posts
Showing posts with label สยาม. Show all posts

Saturday, November 19, 2022

Zen พระพุทธศาสนานิกายโยคาจาร ที่สถาปนาชาติแผ่นดินญี่ปุ่น







Atthanij Pokkasab

6 ธันวาคม 2017 เชียงใหม่ ประเทศไทย, จังหวัดเชียงใหม่ 

Zen พระพุทธศาสนานิกายโยคาจาร
ที่สถาปนาชาติแผ่นดินญี่ปุ่น


เมื่อ 60 ปีก่อน ศจ.ดร.ดี.ที.ซูซูกิ ได้กล่าวไว้ ว่า.....
เมื่อเอา Zen ออกจากญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็จะไม่เหลืออะไร

Zen คือ ฌาน(บาลี) และ ธยาน(สันสกฤต) ในสำเนียงญี่ปุ่น หมายถึงพระพุทธศาสนานิกายโยคาจาร ในอารยธรรมพุทธทวารวดียุคต้น อุบัติขึ้นร่วมกับพระพุทธศาสนานิกายพุทธตันตระและวัชรยาน
ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ ๙ ถึง ๑๘

เป็นศาสนาเพื่อการสถาปนาความเป็นปึกแผ่นแห่งสังคมชาติแผ่นดิน ไม่ว่าจีน เกาหลี ญี่ปุ่น สยาม โดย...
พุทธตันตระ...โพธิสารหลวง(Fonan) สยาม-ละโว้ รับไป
วัชรยาน...ธิเบต รับไป
และ..ญี่ปุ่น รับผ่านทั้งสยาม-ละโว้(ก่อนหน้าคือ Fo Nan..แดนพุทธแห่งคาบสมุทรทะเลจีนใต้ ที่ต่อมาเพี้ยนเป็น ฟูนานเพื่อให้เข้ากับคำว่า "พนม" ที่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสอุปาทานขึ้นมา) และจีน โดยจีนรับไปจากเปอร์เซีย(ราชวงศ์ปาร์เธียน) ร่วมกับศาสนามนิคี (Manicheism)

เมื่อเอาZen ออกจากญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นก็ไม่เหลืออะไร ฉันใด
เมื่อเอา พุทธตันตระ ออกจากสยาม สยามที่กลายพันธุ์เป็นไทยแลนด์ ก็สมควร ไม่เหลืออะไร อีกเช่นกัน ฉันนั้น

***หมายเหตุ
ลัทธิวิทยาศาสตร์ ไม่เคยปรากฏผลงานสร้างสังคมมนุษย์ให้เป็นอาณาจักร นอกจาก ใช้เป็นตรรกะล่าอาณานิคมและปล้นทรัพยากรของสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง กับสร้างความแตกแยกในสังคมของมนุษย์ในปัจจุบัน
ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่า พระพุทธศาสนา คืออะไรกันแน่

Sunday, May 8, 2022

ขุมทรัพย์คัมภีร์สรรพวิทยาการแห่งสยาม

 


นิช อัตถนิชย์ โภคทรัพย์ 

#สำเหนียกรู้ไว้ครับรุ่นใหม่...
ขุมทรัพย์คัมภีร์สรรพวิทยาการแห่งสยาม
ที่เยอรมันเก็บรักษาไว้...ทั้งปริมาณและคุณค่า..มหาศาลเกินกว่า..
นักวิชาการไทยรู้จัก ครับ
ตำรา กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ เพลงไทยเดิม และสาขาอื่นๆ ผูกต้นฉบับ ที่ผู้รู้ไทยไม่รู้จักเลย มีอีกเยอะมากครับ.. ปราชญ์ไทยศึกษาของเยอรมันนี่แหละครับ ที่ยกย่องภาษาไทยว่ามีวิวัฒนาการสูงสุดกว่าทุกภาษาในโลก...
ชาติที่มีตำราพิชัยสงคราม เป็นของตนเอง
มีตำราฝึก ช้างศึก ม้าศึก ส่งขายกรีก
มีตำราผลิตอาวุธสงคราม เป็นของตนเอง
(มีอาวุธปืนไฟใช้ในวรรณคดีลิลิตพระลอ ซึ่งตัวเอกของเรื่องสิ้นชีพิตักษัยด้วยอาวุธปืนตั้งแต่พ.ศ.๑๙๐๐ เศษ น่าจะก่อนใครในโลกด้วย)
มีเกาะเป็นท่าต่อเรือสำเภาขนาดยักษ์แต่อดีต
เป็นของตัวเอง...
มีตำราการแพทย์ดึกดำบรรพ์ที่สูงส่งลี้ลับเป็นของตนเอง
.........ฯลฯ
เสียดาย.....
คนไทยขณะปัจจุบันนี้..มันไม่ใช่!!!
@ Berlin State Library

Monday, December 24, 2018

เงินถุงแดง ; พระสยามเทวาธิราชองค์จริง



อัตถนิช โภคทรัพย์ - Atthanij Pokkasab

21 ธันวาคม เวลา 11:24 น.
#เงินถุงแดง ;
#พระสยามเทวาธิราชองค์จริง

ข้อควรนำมาวิเคราะห์ใหม่
จีนในรัชสมัยรัชกาลที่3 ได้พ่่ายแพ้แก่อังกฤษไปแล้ว อินเดียและพม่าก็เช่นกัน เวียดนามเองก็กำลังตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจนต้องประกาศเลิกรบกับสยาม...การค้าขายโดยในหลวงรัชกาลที่3 กระทั่งสามารถคานการรุกล่าอาณานิคมของมหาอำนาจทางตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ได้ไม่มีการเพลี่ยงพล้ำ จากหลักฐานเงินในถุงแดงที่มากด้วยเหรียญทองเปโซ ควรเป็นการค้าอิงอำนาจถ่วงดุลโดยสเปญมากกว่าที่จะค้าขายกับจีน ตามประวัติศาสตร์ที่ยัดเยียดให้เรียนตามๆกันมา ครับ.
..... ..... .....

Cr. เพจย้อนรอยประวัติศาสตร์ยุคใหม่ในสยาม
โพสต์ 19 พฤศจิกายน 2014 10:13 น.
เงินถุงแดง เรื่องนี้แอดมินเคยนำเสนอแล้ว แต่ข้อมูลนี้จะละเอียด
มากกว่าค่ะ เลยขอนำเสนออีกครั้ง เพื่อการศึกษาของน้องๆเยาวชน
รุ่นใหม่ และรุ่นเก่าค่ะ.และอาจจะนำเสนอเรื่อยๆไป เพื่อการศึกษาค่ะ
โดย..สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี *

เรื่องของเงินถุงแดง เป็นส่วนหนึ่งประวัติศาสตร์ที่มีการเล่าสืบต่อกันมาแต่ไม่ปรากฏหรือมีการบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารฉบับใดอย่างชัดเจน โดยมีการเล่าต่อกันมาว่า เงินถุงแดงเป็นเงินที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้จากกำไรการค้าสำเภา ทั้งสำเภาหลวงและสำเภาส่วนพระองค์ เงินที่ได้จากการค้าสำเภาส่วนพระองค์ก็จะทรงเก็บสะสมไว้นำใส่ถุงผ้าสีแดงแยกเป็นถุง ปิดปากถุงเก็บเข้าในหีบกำปั่นข้างพระแท่นบรรทม ทรงเก็บสะสมไว้จนมีจำนวนมากขึ้นทุกปี นับเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นอกเหนือจากเงินในท้องพระคลังหลวง (พระคลังมหาสมบัติ) ทรงพระราชทานเป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน
ในเอกสารพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ โดยเจ้าพระยาทิพากรวงศามหาโกษาธิบดี ได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ที่สำคัญเมื่อใกล้สวรรคตพระราชทานแก่ขุนนาง ข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าฯ ไว้ว่า "การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว ทุกวันนี้คิดสละห่วงใยได้หมด อาลัยแต่วัดวา สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็มี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไปจะไม่มีผู้ช่วยทำนุบำรุง เงินในพระคลังที่เหลือจับจ่ายในราชการแผ่นดินมีอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่งนี้ ขอสัก ๑๐,๐๐๐ ชั่งเถิดให้ไว้บำรุงวัดวาที่ยังค้างอยู่" 1

จากพระราชดำรัสดังกล่าวแสดงถึงพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของรัชกาลที่ ๓ ทรงเห็นภัยคุกคามเอกราชสยามจากชาติตะวันตกในยุคนั้น ทรงห่วงใยบ้านเมืองและวัดวาอารามที่ทรงสร้างขึ้นไว้ให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมืองพระราชดำรัสของรัชกาลที่ ๓ ข้างต้นนั้นจึงน่าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเก็บเงินถุงแดงของพระองค์ด้วย แต่ในพระราชดำรัสจำนวนเงิน ๔ หมื่นชั่ง ที่ทรงขอไว้ ๑ หมื่นชั่ง เป็นเงินในพระคลัง และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงซ่อม พระอารามจากเงินในพระคลังที่รัชกาลที่ ๓ โดยใช้เงินที่ทรงขอไว้2 ดังนั้นเงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินถุงแดง เพราะในพงศาวดารระบุชัดเจนว่าเป็นเงินในพระคลังไม่ใช่เงินส่วนพระองค์ที่ทรงเก็บไว้ (ถ้าหากเป็นเงินถุงแดงจะมีเงินที่เหลือจากซ่อมอาราม ๓ หมื่นชั่ง คิดเป็นเงินฝรั่งเศสเป็นเงิน ๔ ล้านห้าแสนฟรังก์ซึ่งมีจำนวนมากกว่าเงินค่าปรับ๓ ล้านฟรังก์ที่ฝรั่งเศสเรียกร้องในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยไม่ต้องนำไปสมทบกับเงินในพระคลังและเงินบริจาคของเจ้านาย) ในสมัยนี้ลัทธิล่าอาณานิคมได้แผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากลัทธิดังกล่าวโดยเริ่มเสียดินแดนบางส่วนให้กับชาติตะวันตกที่เข้ามาล่าอาณานิคม จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อลัทธิล่าอาณานิคมทวีความรุนแรงขึ้น เงินถุงแดงจึงมีส่วนช่วยรักษาเอกราชของสยามประเทศไว้ได้ในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เรื่องราวของเงินถุงแดงจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ที่น่าสนใจ

ความหมายของเงินถุงแดง
เงินถุงแดง คือ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ได้จากการค้าสำเภาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงมี พระปรีชาสามารถในด้านการจัดการค้าสำเภา และทรงเก็บสะสมกำไรจากการค้าสำเภา ทั้งสำเภาหลวงและสำเภาส่วนพระองค์ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในปี พ.ศ.๒๓๖๗3 ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ในรัชสมัยของพระองค์การค้าขายกับต่างประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ทรงเก็บหอมรอมริบเงินที่ได้จากการค้าส่วนพระองค์ไว้เป็นจำนวนมากโดยเก็บใส่ "ถุงผ้าสีแดง" ไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม เรียกว่า "เงินข้างที่"4 ซึ่งต่อมามีจำนวนมากเข้าก็เก็บไว้ในห้องข้างๆ ที่บรรทม เงินถุงแดงข้างแท่นบรรทม (เงินถุงแดงข้างพระที่) นั้น จึงเรียกว่า "คลังข้างที่" เดิมเป็นคำเรียกกันแต่ในราชสำนักฝ่ายใน ต่อมาจึงเรียกว่า “เงินพระคลังข้างที่”มาจนสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงเป็นคำเรียกอย่างเป็นทางราชการ และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยตั้งกรมพระคลังข้างที่ขึ้นเป็นกรมหนึ่ง5 จึงกล่าวได้ว่าเงินถุงแดงเป็นที่มาของชื่อ พระคลังข้างที่ ก็ว่าได้


ที่มาของเงินถุงแดง

ไทยทำการค้ากับจีนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้น ต่อมาสมัยอยุธยามีหลักฐานว่าค้าขายกับโปรตุเกส ฮอลันดา สเปน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย อาหรับ ฝรั่งเศส ฯลฯ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ การค้าขายกับต่างประเทศซบเซาเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ แต่ก็เริ่มฟื้นฟูขึ้นอีกในสมัยกรุงธนบุรี โดยเริ่มค้ากับจีน ฮอลันดา และอังกฤษ ต่อเนื่องมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงมีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงหามาได้เองเป็นจำนวนมากก่อนขึ้นครองราชย์ ด้วยพระปรีชาสามารถด้านจัดการการค้าสำเภา ซึ่งนอกจากจะทรงจัดการค้าสำเภาหลวงแล้ว ยังทรงค้าสำเภาเป็นการส่วนพระองค์ด้วย เงินที่ได้จากการค้าและที่เหลือจากทูลเกล้าฯ ถวายกับทรงใช้ราชการอย่างอื่นๆ ก็ทรงทำบุญกุศลต่างๆ แล้วเก็บเข้าถุงแดงไว้ พระราชทรัพย์เหล่านี้บรรจุไว้ในถุงผ้าสีแดง และเก็บไว้ในพระคลังข้างที่มาตลอดรัชกาล เงินที่อยู่ในถุงสีแดงเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า "เงินถุงแดง” และได้ถูกนำออกมาใช้เป็นเงินไถ่บ้านไถ่เมือง ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงในสมัยรัชกาลที่ ๕

มีข้อสังเกตว่าในคติจีนมีความเชื่อว่าถุงผ้าสีแดงสามารถขับไล่ภยันตรายและสิ่งชั่วร้ายได้6 ถุงผ้าสีแดงสื่อความหมายอันเป็นมงคล และความโชคดี สันนิษฐานว่าการเก็บเงินใส่ถุงผ้าสีแดงอาจได้รับอิทธิพลจากคตีจีนดังกล่าวซึ่งสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นยุคที่มีการติดต่อค้าขายกับจีนอย่างเฟื่องฟู สอดคล้องกับเงินถุงแดงที่รัชกาลที่ ๓ ทรงเก็บไว้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศในยามคับขัน เงินถุงแดงจึงมีส่วนช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก จะเห็นได้ว่าคติการเก็บเงินใส่ถุงผ้าสีแดงดังกล่าวน่าจะสัมพันธ์กับการนำเงินใส่ซองสีแดงมอบให้ลูกหลานในเทศกาลหรืองานมงคลของจีน อันแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวย ความสุขสวัสดิมงคลและความโชคดีด้วยเช่นกัน


เหรียญที่อยู่ในเงินถุงแดง

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สยามมีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ สื่อที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนและใช้ในระบบเศรษฐกิจและการค้าขายระหว่างประเทศ จึงน่าจะเป็นเงินเหรียญต่างประเทศที่มีการยอมรับกันในยุคนั้น ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีเงินต่างประเทศ เช่น เงินเม็กซิโก เงินเปรู และเงินรูปีของอินเดีย เป็นต้น เป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันอยู่ในเมืองไทยแล้ว แม้ว่าสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้าของไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ จะเป็นเงินพดด้วงก็ตาม สันนิษฐานว่าเงินใน ถุงแดงน่าจะเป็นเงินต่างประเทศที่ใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น ดังเช่น เหรียญรูปนกของเม็กซิโก ซึ่งใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้าที่หลายชาติให้การยอมรับในสมัยนั้น
เหรียญนกเม็กซิโกนี้มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนมีรูปนกอินทรีย์อยู่ด้านหนึ่ง (รูปนกอินทรีย์กางปีกปากคาบอสรพิษ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเม็กซิโก) ไทยจึงเรียก "เหรียญนก" มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินในเวลานั้นอยู่ที่ ๔๘ เหรียญนก ต่อเงินไทย ๑ ชั่ง (๘๐ บาท) เงิน ๑ บาทมีค่าเท่ากับเงิน ๒ ฟรังก์ และเงิน ๑ เหรียญนกเท่ากับเงิน ๓ ฟรังก์ ดังนั้น ๑ ชั่งเท่ากับ ๑๕๐ ฟรังก์7 สอดคล้องกับเอกสารที่บันทึกเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ กล่าวว่า สมเด็จกรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ กราบทูลฯ รัชกาลที่ ๕ ว่า จ่ายเงินให้ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๔๓๖ เป็นเงินไทยรวม ๑,๖๐๕,๒๓๕ บาทกับอีก ๒ อัฐ๘8 จากจำนวนเงินดังกล่าวหากคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนข้างต้นแล้ว ค่าปรับ ๓ ล้านฟรังก์เท่ากับเงินไทย ๑ ล้านหกแสนบาท หรือประมาณ ๒ หมื่นชั่งแล้ว ดังนั้นเท่ากับเงินเหรียญเม็กซิกัน ๙ แสนหกหมื่นเหรียญนก สำหรับจำนวนเงินที่กล่าวในพงศาวดารก่อนสวรรคตจึงน่าจะหมายถึงเงินในพระคลังหลวงมากกว่าเป็นเงินถุงแดง เพราะเงินจำนวน ๔ หมื่นชั่งที่ทรงขอไว้ ๑ หมื่นชั่ง เหลือ ๓ หมื่นชั่ง เมื่อคำนวณแล้วคิดเหลือเป็นเงินบาทประมาณ ๒ ล้านสี่แสนบาท หรือประมาณ ๔ ล้านห้าแสนฟรังก์ ซึ่งมีมากกว่าเงินที่ฝรั่งเศสเรียกร้องเสียดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เงินจำนวนที่กล่าวถึงในพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ จึงไม่ได้หมายถึง เงินถุงแดง เพราะตามประวัติกล่าวว่า เงินถุงแดงที่มีอยู่เมื่อนำไปสมทบกับเงินในพระคลังหลวงที่มีอยู่ก็ยังมีไม่เพียงพอ เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชบริพาร ต้องหาเงินมาช่วยสมทบจนครบ

นอกจากนี้จากข้อสันนิษฐานที่เชื่อว่าเหรียญนกเม็กซิโกเป็นเหรียญเงินในถุงแดง เนื่องจากเหรียญนกเม็กซิกันที่พบเป็นรูปพิมพ์ มีความพิเศษที่พิมพ์กำกับปี ค.ศ.๑๘๒๑-๑๙๒๑ (พ.ศ.๒๓๖๔-๒๔๖๔) ไว้ว่าเป็นที่ระลึกเมื่อครบรอบหนึ่งศตวรรษที่นำออกใช้ เหรียญดังกล่าวน่าจะเป็นเหรียญเงินที่ใช้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๙๔) สอดคล้องกับหลักฐานเอกสารฝรั่งเศสที่กล่าวถึงเงินค่าปรับสงครามของไทยที่ชำระด้วยเหรียญเม็กซิกัน เขียนในหนังสือพิมพ์สองฉบับ คือ ๑.หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Le Monde Illustre' ฉบับเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๘๙๓ (พ.ศ.๒๔๓๖) และ ๒.หนังสือ The People and Politics of the Far East ค.ศ.๑๘๙๖ (พ.ศ.๒๔๓๙) เขียนโดย Henry Normal9 เคยมีผู้ศึกษาได้ยืนยันและเชื่อว่า เงินเหรียญจากถุงแดง คือ เงินเม็กซิกัน ที่ใช้ไถ่บ้านไถ่เมืองไทยจากฝรั่งเศส เมื่อเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) หลังจากที่สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ สวรรคตแล้ว ๔๓ ปี สำหรับจำนวนเงินถุงแดง ในเอกสารฝรั่งเศสที่กล่าวถึงเงินเม็กซิกันที่บรรทุกมาใส่เรือมาจากสยามในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ มีน้ำหนักประมาณ ๒๓ ตัน10 และในสันนิษฐานว่า หากเงินในถุงแดงเป็นเหรียญนกเม็กซิกันทั้งหมด น่าจะมีจำนวนไม่เกิน ๙ แสนเหรียญนก ซึ่งใช้เป็นเงินที่นำมาใช้สมทบจ่ายเป็นเงินค่าปรับสงครามในครั้งนี้


เรื่องราวและความสำคัญของเงินถุงแดง

เรื่องราวเงินถุงแดงเล่ากันต่อมาว่า ภายหลังเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในการนำมา “ไถ่บ้านไถ่เมือง” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กรณีเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ได้ช่วยรักษาเอกราชของชาติบ้านเมืองไว้ ทำให้สยามประเทศรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เรื่องราวเกี่ยวกับเงินถุงแดง มีคำอธิบายสมัยหลังเกี่ยวกับเรื่องราวของ เงินถุงแดง ไว้อย่างน่าสนใจ เช่น ในหนังสือสาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเรื่อง เงินพระคลังข้างที่ และคลังข้างที่ ไว้ความว่า "...เคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า เดิมพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้มีกำปั่นเงินไว้ข้างพระแท่นที่บรรทมใบหนึ่ง สำหรับทรงหยิบพระราชทานผู้ใดหรือใช้จ่ายการอันใดโดยลำพังพระองค์เอง คือไม่ต้องบอกให้ผู้อื่นรู้ จะเป็นประเพณีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา หรือมามีขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ไม่ทราบแน่ เห็นจะเรียกกันว่า "เงินข้างที่" ทำนองเดียวกับเรื่องเงินที่เอาตามเสด็จไปไหนๆ ว่า "เงินท้ายที่นั่ง" และคงแบ่งไปจากเงินพระคลังในนั่นเอง ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเก็บหอมรอบริบเงินซึ่งเป็นส่วนพระองค์เพิ่มขึ้นในเงินข้างที่อีกมาก สำหรับทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ และมีเงินซึ่งเรียกกันว่า "เงินถุงแดง" สำรองไว้สำหรับใช้ในเวลาบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ กำปั่นเก็บเงินข้างที่มีมากขึ้น หรือจะต้องเก็บในห้องหนึ่งต่างหากเหมือนอย่างคลัง จึงเรียกว่า "คลังข้างที่" เกิดขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๓ แต่ดูเหมือนจะเรียกกันแต่ในราชสำนักฝ่ายใน มาจนในรัชกาลที่ ๔ จึงเรียกปรากฏในทางราชการ...ที่ตั้งกรมพระคลังข้างที่ขึ้นเป็นกรมหนึ่งต่างหากนั้น เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๕..."11

เหตุการณ์ วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ สมัยรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๓๖) ฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดแก่รัฐบาลสยามมีอยู่ข้อหนึ่งที่สยามต้องจ่ายเงิน ๓ ล้านฟรังก์ โดยชำระเป็นเงินเหรียญทันทีเป็นการชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ โดยกำหนดภายใน ๔๘ ชั่วโมง มิฉะนั้นกองทัพเรือฝรั่งเศสจะปิดอ่าวไทยทันที และสั่งทูตฝรั่งเศสออกจากสยาม โดยสยามอาจตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสได้ ในเรื่อง สืบจากภาพอิสรภาพของสยามแลกด้วยเงินค่าไถ่ ๓ ล้านฟรังก์ ได้กล่าวว่า “ปัญหาของไทยในตอนนั้นคือ การที่จะแสวงหาเงินจำนวนมากนั้นมาชำระให้ทันเส้นตาย เสนาบดีพระคลังมหาสมบัติถวายรายงานจำนวนเงินในพระคลังไม่เพียงพอกับจำนวนที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง แต่แล้วมีพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทูลเตือนให้ทราบถึงเงินพระคลังข้างที่จากสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสะสมไว้จำนวนหนึ่งในถุงแดง”12 เงินถุงแดงจึงถูกนำมาใช้สมทบเป็นค่าปรับที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง

นอกจากนี้ยังปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับเงินถุงแดงไถ่เมือง ตามที่หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์ไว้ในเรื่อง "เหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ และเรื่องเสียเขตแดนใน ร.๕" มีว่า “...ฝรั่งเศสไม่ต้องการให้ไทยจ่ายค่าเสียหายเป็นธนบัตร หากว่าต้องการเป็น "เงินกริ๋งๆ" คราวนี้ก็ต้องเทถุงกันหมด เงินถุงแดงข้างพระที่ ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงเก็บไว้ ด้วยมีพระราชดำรัสว่า "เอาไว้ถ่ายบ้านถ่ายเมือง"ก็ได้ใช้จริงคราวนี้ ผู้ใหญ่เล่าว่า เจ้านายในพระราชวังเอาเงินถวายกันจนเกลี้ยง ใส่ถุงขนออกจากในวังทางประตูต้นสน ไปลงเรือทางท่าราชวรดิฐกันทั้งกลางคืนกลางวัน...”13

ดังนั้นเงินถุงแดงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเก็บสะสมไว้เมื่อครั้งทำการค้าสำเภากับชาวต่างประเทศและพระราชทานให้แก่แผ่นดิน สำหรับใช้ในยามที่บ้านเมืองเกิดภาวะคับขัน นำมาไถ่บ้านไถ่เมือง รักษาเอกราชของชาติไว้ให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส โดยนำไปสมทบกับเงินในท้องพระคลังหลวงที่มีอยู่นำไปเป็นค่าปรับสงครามแก่ฝรั่งเศส ก็ยังไม่พอกับเงิน ๓ ล้านฟรังก์ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนข้าราชการ จึงช่วยกันถวายเงิน ทองและสร้อย เพชรนิลจินดาไปแลกเป็นเงินเหรียญ รวบรวมใส่ถุงขนออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูต้นสนไปยังท่าราชวรดิษฐ์กันตลอดทั้งวันทั้งคืนออกไปหลายเที่ยว เนื่องจากมีเวลาจำกัดเพียง ๔๘ ชั่วโมง กล่าวกันว่าน้ำหนักของเงินเหรียญที่ใส่รถออกไปหลายเที่ยว ทำให้ถนนเป็นรอยสึกเพราะน้ำหนักของเงินเหรียญจำนวนมากมายมีน้ำหนักถึง ๒๓ ตัน14 เรื่องราวเกี่ยวกับเงินถุงแดง มีการกล่าวถึงไว้มาก จึงเป็นไปได้ว่า เรื่อง เงินถุงแดง ที่นำมาไถ่บ้านไถ่เมืองนั้น น่าจะเป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ที่คนไทยควรจดจำ


สรุป
เงินถุงแดง ไม่ได้เป็นเพียงแต่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงนำมาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตบ้านเมืองในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เท่านั้น แต่เรื่องราวของเงินถุงแดงยังได้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยรัชกาลที่ ๓ และได้ส่งอิทธิพลให้เกิดเหรียญกษาปณ์ไทยในสมัยต่อมา นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็น พระราชวินิจฉัยและพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ที่ทรงเล็งเห็นภัยที่คุกคามเอกราชของประเทศชาติของชาติตะวันตกในยุคนั้น กับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดกับสยามประเทศในภายภาคหน้า ซึ่งเป็นไปตามที่ทรงคาดการณ์ไว้ พระราชดำรัสของพระองค์ซึ่งได้กล่าวในข้างต้นเป็นสิ่งที่ทันสมัยและเป็นสิ่งที่คนไทยในปัจจุบันควรยึดถือปฏิบัติตาม เงินถุงแดงจึงเป็นเหมือนสิ่งเตือนสติคนไทยให้ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักเก็บออมไว้เพื่อไว้ใช้เมื่อยามจำเป็นดังนั้นเงินถุงแดงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสะสมและพระราชทานให้แก่แผ่นดินนำมาใช้ไถ่บ้านไถ่เมืองจนสามารถช่วยกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ จึงถือเป็นเครื่องเตือนใจคนไทยให้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยและสยามประเทศ.


คาบสมุทรที่ไทยตั้งอยู่เป็นอาณาจักรได้ก็โดยอารยธรรมพุทธยุคทวารวดี



Atthanij Pokkasab

20 ธันวาคม 2017


ผม..ไม่นับถือ
ไม่ให้ความเชื่อถือ
ผู้รู้คนไหนๆในประเทศไทยเพราะ..ตามนี้ครับ.....

ขอบคุณครับ
หลักฐานทางโบราณวัตถุต้องสอดคล้องกับหลักฐานบันทึกและตำนานปรัมปรา
ผมเคยขุดของโบราณส่งตามออร์เดอร์ของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งระดับโลกหลายแห่ง เก่าแก่ที่สุดคือพุทธรูปที่ศรีเทพ พ.ศ.400 พุทธนคราโบราณกว่า 100 นคร ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชี มูล
พ.ศ.900-1800
คาบสมุทรที่ไทยตั้งอยู่เป็นอาณาจักรได้ก็โดยอารยธรรมพุทธยุคทวารวดี จากจาม(เมืองตราเกียว เว้-เวียดนาม ถึงไร่ข้าวโพดในเอธิโอเปีย พ.ศ.400~1300 )
แผนที่ในการขุดคือประวัติศาสตร์เปอร์เซีย ปากีสถาน แล้วก็..
ตำแหน่งที่ถูกกล่าวถึงในพระไตรปิฎก
และอรรถกถา เท่านั้น

อีกอย่างตำราสรรพวิทยาการของสยาม
ที่เรียกว่า ผูกใบลาน สมุดไทย สมุดข่อย
มีมากมายมหึมามหาศาล ศึกษาให้ทั้งชีวิต
สามชาติก็ยังไม่หมด เพียงพอสำหรับความอยากรู้ทุกศาสตร์และทุกศิลป์เหลือเฟือไปแล้ว
ผมจึง ไม่สนใจ และไม่เคยให้เกียรติข้อมูล
ของผู้รู้คนไทย คนไหนเลยแม้แต่คนเดียว
ตลอดในช่วง 160 ปี มานี้
ต้องขออภัยด้วยเป็นอย่างยิ่ง ครับ

คัมภีร์ปถมัง...คัมภีร์ฝึกจิตให้ว่างเปล่า



Atthanij Pokkasab

17 พฤศจิกายน 2016
นิยาม ของ คัมภีร์ปถมัง

คัมภีร์ปถมัง คือ...
คัมภีร์ฝึกจิตให้ว่างเปล่าจากอารมณ์รกโลกทั้งหลาย
แล้วใช้ปกป้องสังคมขนาดใหญ่จนเป็นที่มาของ
"ร่มพระบรมโพธิสมภาร"
ครับ
เป็นคัมภีร์ฝึกจิต "สุญญตสมาธิ"
รู้จักแต่ในวงการไสยศาสตร์ไทยว่า
คัมภีร์เขียนผงปถมัง
ใช้สร้างพระเครื่องราง
เพื่อยึดเหนียวจิตใจป้องกันภัยจากอาวุธสงครามทั้งหลาย

สยาม เป็นชนชาติเดียวของโลก ที่สามารถยันการรุกรานล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจจากตะวัน ชาติแล้วชาติเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ชนิดที่...ไม่เคยมีชาติใดๆในโลกทำได้มาก่อน
วิทยายุทธสำคัญที่สยามใช้สร้างร่มพระบรมโพธิสมภาร คือมวยไทย และไสยศาสตร์ไทย ครับ
ร่มพระบรมโพธิสมภาร...***
ที่พึ่งอาศัยของนานาชาติพันธุ์ที่ประสบ
ภัยสงครามและพิบัติภัยต่างๆ.....
เงา..แห่ง ความเย็น ผลงานของสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้เป็น "พุทธมามกะ".. ที่ "มัน" ทำให้หล่นหายไปจากประวัติศาสตร์


Sunday, December 23, 2018

ตำราพิชัยสงคราม แห่งสยาม



Atthanij Pokkasab

7 มิถุนายน 2015


มารู้เรื่องพื้นๆ ตำราพิชัยสงคราม แห่งสยาม กันดู
กองทัพราชอาณาจักรสยาม ดั้งเดิม ประกอบด้วยกองทหารอาสาหลายชาติพันธุ์ใหญ่ๆหลายชาติพันธุ์ด้วยกัน เป็นวัฒนธรรมจัดกองทัพที่สยามรับมาจากเปอร์เซียโดยตรง


ตำราพิชัยสงครามของสยาม จึงลึกลับที่สุด
มีองค์ประกอบ ๒ ลักษณะ คือ

๑. โหราศาสตร์การพิชัยสงคราม

เป็นตำราว่าด้วย การคัดเลือก แม่ทัพ ขุนศึก ชัยภูมิ ฤกษ์ยาม การจัดทัพ การกำหนดเวลาเดินทัพ การกำหนดลักษณะ แม่ทัพ ขุนศึก ที่สอดคล้องกับเวลาและสมรภูมิในการพิชิตศึก ฯลฯ

๒. ไสยศาสตร์การพิชัยสงคราม

ที่มีอีกชื่อในหลักการปกครองว่า "นีติประกาศิตา..อำนาจที่เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมนูญการปกครอง" ในส่วนพิชัยสงคราม คือเทคโนโลยีการเล่นแร่แปรธาตุสร้างอาวุธสงคราม และสร้างกองกำลังรบคนไม่ใช่คน เป็นเทคนิคการบที่เติมให้เต็มแก่โหราศาสตร์การพิชัยสงคราม


เอาแค่นี้...ก่อน
เพราะประวัติศาสตร์กองทัพสยามที่ท่านไม่รู้มาก่อนเลยมีบันทึกไว้มากมายในสมุดข่อย สมุดไทย ใบลานที่นักประวัติศาสตร์อ่านกันแล้วไม่รู้เรื่อง ครับ..!!!

Thursday, December 20, 2018

คาถาธนูมือ ของ พุทธตันตระ (สยาม)




Atthanij Pokkasap


คาถาธนูมือ ของ พุทธตันตระ(สยาม)


เป็นบทฝึกจิตสร้าง กำลังแห่งแขน(พาหาพล) ที่ยุบตัวมาจาก วิชาธนุรเวท ใน ชาดกใหญ่
๔ เรื่อง โดยเฉพาะ "อสทิสชาดก(Asadisajataka)" และ "โชติปาลชาดก(Jotipalajataka)"
ที่มีรายละเอียดของวิชาธนุรเวทมากที่สุด    
นอกนั้นก็แทรกเป็นวิชายิงธนูกระสุน  
วิชาดีดลูกกระสุนของท้าวพันธุมเสนา(เจ้าชายพันธุละมหาเสนาบดีแคว้นโกศล ยุคต้นพุทธกาล)

(ในมังกรหยก คือวิชา พลังเทพดีดนิ้ว-ทั่งจี้ซิ่งกง ของภูตบูรพา อึ้งเอียะซือ)... 

คาถากำกับธนูมือ ของพุทธตันตระสยาม คือ


๑. หัวใจพระวินัยปิฎก อา ปา มะ จุ ปะ
๒. หัวใจพระสุตตันตปิฎก ที มะ สัง อัง ขุ
๓. หัวใจพระอภิธัมมปิฎก สัง วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ
โดยบริกรรม เรียงต่อเนื่อง เป็น อนุโลม

ชนิดของลูกธนูมือ มี ๔ ระดับ

๑. ระดับ ผูกใจ ผูกจิตวิญญาณ เป็นระดับเบื้องต้น เรียกว่า "ศรนาคบาศ ธาตุกมลา"
ขึ้นต้นด้วย หัวใจพระวินัยปิฎก

๒. ระดับแผลงเป็น รูปต่างๆ(จากโชติปาลชาดก) เรียกว่า "ศรพรหมาศ ธาตุเมธา"
ขึ้นต้นด้วย หัวใจพระสูตร(พระสุตตันตปิฎก)

๓. ระดับสังหารกิเลส ถึงขั้นทำลายชีวิตตัวกิเลส เรียกว่า "ศรประลัยวาต ธาตุชีวา"
ขึ้นต้นด้วย หัวใจพระอภิธรรม

๔. ระดับนิพพาน คือ สังหารกิเลส และทำลายขันธ์ เรียกว่า "ศรจันทรวาต ธาตุขันธา"...(จันทรวาต ธาตุอิสสระนะระมะตา)

ใช้ศร กล่าว "มิ อิฯ"
เรียกศรกลับ กล่าว "อิ มิ ฯ"
มัดจิตใจ ใช้รักษาโรค กล่าว "อุรัง สะรัง ฯ" พร้อมชื่อศรขึ้นนำ มีหัวใจพระไตรปิฎก ทั้ง
๓ ตะกร้า เป็นปัจฉาบริกรรม ฯ


เป็นเท็คนิคในประวัติศาสตร์ของวิชา "พาหาพล" ที่ยุบตัวเป็น ไสยศาสตร์ไทยใน
พุทธตันตระสยาม .....
บนพื้นฐาน "กักลมอัสมิตา"
เท่านั้น !!!





Atthanij Pokkasap  @ คุณพี่หมอ Sirimongkol Tobngam
ใช้ดู นะครับ
อย่างเมตตาปราณี...
หงายมือกำหนดอารมณ์สมาธิจากการฝึกฝนกักลมอัสมิตา...แล้วกำหนด หัวใจทั้ง 3 จากพระไตรปิฎก...
อย่างเด็ดขาด...
ตั้งมะเหงกเกร็งนิ้วทั้งหมด คว่ำลง กำหนดอารมณ์กักลมอัสมิตา บริกรรมคาถาหัวใจทั้ง 3 ยิงออกไป....โรคกรรม อยู่ไม่ได้ครับ


Sirimongkol Tobngam    ครับผม เสร็จผมละเดี๋ยวจะดีดนิ้วแบบหนังจีนครับพลังดัชนีนิ้วเพชร


Atthanij Pokkasap  กิมกังจี้ลัก...ดรรชนีนิ้วเพชรแห่งเส้าหลินปรากฏจริง ก็ตอนนี้เอง นิ


ส่วนบนของฟอร์ม



Atthanij Pokkasap  มีไอ้เหี้ยอวดรู้เรื่องไทยศาสตร์ไทยบางตัว อวดภูมิเหี้ยๆเรื่องวิชาธนูมือในตำนานมวยไทย แบบไม่รู้จริง เป็นเหี้ยหลายรังด้วยกัน...


Atthanij Pokkasap  ที่เสือกเข้ามาละเมิด เฟซฯ ด้วยจิตสกปรก ปัญญาโสมมสิ้นดี เพราะ รู้แบบเหี้ยๆ


Panu Wongpanuvut    ฉกตาย
มีทุกสายไล่ตั้งแต่วรรณคดีไปจนถึงสายยุทธ์ อะไรที่เกี่ยวกับพุทธมันพร้อมผูกขาดความโง่เสมอ


Atthanij Pokkasap  มันตั้งมาตราวัดไว้ว่า..ต้องรู้เหี้ยๆแบบมันเท่านั้น...ถึงใช่ นอกจากความรู้เหี้ยๆของมันแล้ว ของคนอื่น ไมใช้ ทั้งสิ้น เหี้ยสุดๆตามสันดานเลย


Panu Wongpanuvut    พรุ่งนี้หาบทความรวมกระบวนท่าแผลงศรธนุรเวทที่ทำไว้มาแปะดีกว่า   แล้วกระบวนท่าใช้นิ้วดีดมูลแพะลงท้อง ดีดกรวดสังหารพระปัจเจกฯ-หงส์ จัดเป็นส่วนหนึ่งของธนุรเวทด้วยไหมครับ?


Atthanij Pokkasap  ไม่


Panu Wongpanuvut    สรภังคชาดก ถ้าจำไม่ผิดก็มีเรื่องการใช้ธนุรเวทด้วยครับ
ในสรภังคชาดก(Sarabhanga jataka) มีชื่อโชติปาลกุมารด้วยครับ


ส่วนล่างของฟอร์ม
Atthanij Pokkasap  ไม่ฝึกกักลมอัสมิตา เรียนรู้ลมในกองธาตุ ทั้ง ๖ กอง .. ก็จะไม่รู้เทคนิคการใช้ครับ


Sirimongkol Tobngam    ครูตอบตรงมากครับ แล้วต้องรู้ในกองลมอย่างละเอียดด้วยสิ ต้องรีบฝึกกักลมอัสมิตากันให้แน่นและมั่นคงด้วยนะครับ (ปาฏิหาริย์จะมีขึ้นกับท่านที่ฝึกจริงๆ เท่านั้นครับ)


Atthanij Pokkasap  สำคัญที่สุด คืออัดให้เต็มหัวไหล่ทั้งสองก่อนที่อื่นๆ..ครับ


Sura Roy    อยุ่ในบทสวด ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกครับ
ต่อด้วย...อุ ปะ กะ ชะ สะ เห ปา สา ยะ โส. โส โส สะ สะ อะ อะ อะ .....


Atthanij Pokkasap  ครับ...เทคนิคการใช้อยู่ในพุทธตันตระสายนักรบอาชีพ
(โยธาชีวสูตร)...ล้วนๆทั้งนั้นครับ
เป็นความจำเป็นอยู่ในรุ่งอรุณ ...ของยุคทวารวดี...การสร้างอาณาจักรในคาบสมุทรทะเลจีนใต้ เพื่อรองรับ..พระพุทธศาสนาสากลบนเส้นทางสายไหม.....ที่เลื่อนไหลครั้งใหญ่นะครับ...
ไสยศาสตร์ไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาชัดเจน ..ต่างจากที่พวกเหี้ยท่องตามๆกันมา..ครับ


อรรถพล อรรถาเพ็ชร   กำลังสนใจอยู่พอดีเลยขอรับ


Atthanij Pokkasap  ต่อจากท่ากำหมัดกดเข่า ก็ฝึกเรียกลมผ่านเอ็นแขนครับ


Yutthana Sirisilp    สอนผมด้วย.....


Takeda Kosae    เรียกลมผ่านเอ็นแขน คือ กักแล้วอัดเหรอคับ?


อรรถพล อรรถาเพ็ชร    ตอนนี้พอลองกักอัดให้แน่นผ่านไหล่และแขน...เวลากระผมแบมือออกมันเหมือนมีมวลไอร้อนบ้างเย็นบ้างมาหมุนวนอยู่กลางฝ่ามือขอรับ...ไม่รู้ว่ามันคืออะไร?


Printanit Toon Khampa    น้าอรรถ น้าจะโหดไปไหนครับนั่น ! ถ้าต้องสู้กับน้าเห็นทีผมต้องไปสร้างชุดเกราะมั่งแล้วล่ะ


Yutthana Sirisilp    อรรถพล อรรถาเพ็ชร อัดให้แน่นผ่านไหล่และแขน...คือ...เกร็งแขนเร็งไหล่...จังหวะกักลมเข้า...ใช่เปล่าครับ. คุณอรรถ


อรรถพล อรรถาเพ็ชร    มันไม่ใช่การเกร็งขอรับ...แต่เป็นการแผ่ลมที่กักอัดจนแน่นร่างให้ซ่านแทรกไปในอณูกล้ามเนื้อขอรับ ^^


Atthanij Pokkasap  หาเอาเองทุกรูปแบบ...ที่ให้แขนมีกำลังเป็น ซูเป้อร์ไฮดรอลิค
(ความจริงเป็นออกซิเจนแอโรลิค)


Sirimongkol Tobngam    มีแขนที่ซ่อนอยู่ในแขนด้วยครับครู มันมีพลังมากกว่าแขนภายนอกเสียอีกครับ  ครับครูการรับรู้ถึงพลังแขนที่มีมากกับแปลกที่ว่าแขนและคอกับต่างกันเลยยิ่งขึ้นหัวด้วยแล้วโปร่งโล่งเบาแต่มีอำนาจหนาแน่นมากฯครับ


Atthanij Pokkasap  ฝึกสะสมประสบการณ์เอาไว้....กำลังมหาศาลสูงสุดของวิชา พาหาพล คือ กำลังแขนเพื่อวิชาธนุรเวท มีค่าเท่ากับ 1,000 กำลังบุรุษ เป็นกำลังรากแก้วของ เท็คนิคกำจัดกิเลส โดยตรงตามหลักการบรรลุธรรม ครับ



Monday, December 17, 2018

ราชอาณาจักรสยามก็มีสายสัมพันธ์กับเปอร์เซีย (อิหร่าน) จากอยุธยาสู่รัตนโกสินทร์ตอนต้น



สามทหารเอก ยอดขุนพลของ..
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)
๑ มอญ.. คือ โกษาเหล็ก
๑ จาม(แขกครัว).. คือ พระยาราชวังสัน และ..
๑ ไทย..คือพระยาสีหราชเดโช
หนึ่งที่ปรึกษาการแผ่นดิน
๑ เปอร์เซีย (ศิริวัฒนพราหมณ์ ทวด ของเจ้าพระยาบดินทรเดชา)

ยอดขุนพล สมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๙๔)
๒ เปอร์เซีย คือ
เจ้าพระยาพระคลัง
เจ้าพระยาบดินทรเดชา..หลานทวด
ของศิริวัฒนาพราหมณ์
๑ ไทย คือ
เจ้าพระนครราชสีมา..
..น้องเขยเจ้าพระยาบดินทร์ฯ


ทำไม ต้องเปอร์เซีย(อิหร่าน)?
เพราะ สาร์มะ (สยาม)คือกองกำลังรบ scythians เผ่าหนึ่งในกองทัพเปอร์เซียตั้งแต่สมัยสถาปนามหาอาณาจักรเปอร์เซีย เมื่อ 534 ปี ก่อนคริสตกาล !!!
รู้แค่นี้ก่อน....
พวกกรุงเทพ ฯจากหลักฐานสมัยรัชกาล ที่ ๓
ชุมชนวัดโสมนัส คือ ญวน
ชุมชนบางกุ้ง ราชบุรี คือเขมร
ชุมชนชาวนครไชยศรี คือ ชาวจีนจากเขมร
ชุมชนบางกะปิ กรุงเทพฯ คือ แขกจามจากเขมร
โถ...คนกรุงเทพฯ.....
รู้แค่นี้ก่อน...เด๋วจะแหวะกำพืดออกมาให้หมดไส้....