Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label ปิตตะ. Show all posts
Showing posts with label ปิตตะ. Show all posts

Friday, February 1, 2019

พวก แยกแยะ ดี- ชั่ว, ควร-ไม่ควร ไม่ออก...จัดเป็นพวกมีปัญหาที่ระบบน้ำดี (ปิตตะ)




Atthanij Pokkasap 


พวก แยกแยะ ดี- ชั่ว, ควร-ไม่ควร ไม่ออก
พวกปราศจากความละอายต่อบาป
ในทางการแพทย์แผนพุทธเพื่อกรรมฐาน
จัดเป็นพวกมีปัญหาที่ระบบ น้ำดี(ปิตตะ)
จะเรียก ปิตตะกำเริบ หรือปิตตะหย่อน
ปิตตะพิการ แล้วแต่กรรมที่กำลังแสดงออก
และบั้นกลาง บั้นปลายของชีวิต...คือ
โรคสันนิบาต ที่หมายถึง วาตะ-ปิตตะ-เสมหะ กำเริบเป็นพิษ ทั้งหมด...
อ่านโรคจากกรรมและสันดานที่กำลังแสดงออก...ได้ไม่ยาก เลย
สำหรับสัตว์ที่เกิดมาเพื่อก่อกรรมสร้างนรกไว้บนแดนดิน
สิทธิการิยะ
เมื่อเป็นโรคกรรมจากสันดาน
แพทย์ใด หมอใด ไปรักษาอาการไข้
ให้สัตว์ผู้นั้น ก็ดูดซับกรรมชั่วของสัตว์ผู้ไข้นั้นมาด้วย แล ฯ



Atthanij Pokkasap  พวกพาหิระลัทธิ...เอามาทำไม ?!!

Chanasorn Suadprakorn    พาหิระ คืออะไร อ.

Atthanij Pokkasap  นอกศาสนาพุทธ

Chanasorn Suadprakorn    เห็นเขาลอยตัวได้ง่ะ แสดงว่า มีฤทธิ์

Happy Joe    เจอเข่าลอยท่านปรมาจารย์...ไม่อยากคิด

Atthanij Pokkasap  เคยฝึกโยคะสายนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว

Chanasorn Suadprakorn    ลุงดำ ฝึกเองหรือครับ

Atthanij Pokkasap  ใช่ฝึกจากคัมภีร์ โยคะของแขก พ่อประจวบแปลและทำเล่นๆ กับลูกๆ ตอนก่อนนอน ประจำ..ตอนงานท่านยังไม่เยอะ

Happy Joe    คัมภีร์ท่านมีบันทึกไว้ที่ไหนหรือไม่ขอรับ..เว้นสมองของท่านอาจารย์

Atthanij Pokkasap  หนังสือท่านซื้อไว้เต็มสามทาวน์เฮาส์...ผมงอล..ทั้งที่ขอไว้ล่วงหน้าแล้ว สุดท้ายไม่ได้เอามาเลย

Chanasorn Suadprakorn    ลุงงอนพ่อจวบ หรอ

Happy Joe    น่าเสียดายยิ่ง แต่จำเพาะของ อ. ก็มากแล้ว โปรดเมตตาจดจารึกไว้ด้วยเถิด

Chanasorn Suadprakorn    ย้อนอ่านเม้นแรก 5555

Atthanij Pokkasap  สังคมประเทศไทยวิบัติเป็น ขี้โรคเอเซีย เพราะ...สร้างโรงงานผลิต พวกวิปริตนี้โดยตรง ครับ

Atthanij Pokkasap  เข้าใจกันเสียทีนะครับ...
เราจะไม่พูดดีกับพวกปัญญาวิปริต จิตวิปลาศ

Atthanij Pokkasap  มีสิทธิแยกแยะและตัดสินด้วย...ว่า มันใช่-ไม่ใช่ เพราะศึกษามาจากคัมภีร์ ออริจินัลของโลก

Chanasorn Suadprakorn    ครับ

Yutthana Sirisilp    อยากลอยได้มั่ง



Saturday, January 19, 2019

บทสวด "พระมหาปัฏฐาน" ในบทสวดชุดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์



บทสวด "พระมหาปัฏฐาน" ในบทสวดชุดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์
กล่าวถึง 24 หัวข้อปัจจัยที่ หัวใจซึ่งเป็นเสมือน Power Supply จ่ายชนิดต่างๆของพลังงานเพื่อเลี้ยงระบบทั้งสรีระร่างของมนุษย์ รวมทั้งสมองที่ช่วยเหลือตัวมันเองไม่ได้ด้วย...

"หทัยวัตถุ" รูปหัวใจในแบบ กายวิภาคที่ชาวตะวันตกรู้และศึกษากันอยู่ แต่ค้นไม่พบเท่าคำสอนของพระพุทธศาสนา

จุดจ่ายประจุหรือกระแสไฟฟ้า ให้กล้ามเนื้อหัวใจสร้างการเต้น..บีบรัดเป็นจังหวะ ให้แก่หัวใจ โดยเซลล์ที่บริเวณสร้างประจุและกระแสไฟฟ้าเคมีชีวภาพทั้ง 4 สถานี มีปรากฏการณ์เกี่ยวกับความทรงจำเรื่องปัญญาทั้ง 3 ตามที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบัญญัติไว้ใน
"#โปฏฐปาทสูตร"
"#มหาลิสูตร"
สีลขันธวรรค ทีฆนิกาย
พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่ม9/45

ข่ายใยสมมาตรโครงสร้าง
ของระบบปสาทรูปที่รองรับอายตนะสัมผัส
Symmetric Structure of Nervous System with the Senses
ในการค้นพบของพระพุทธศาสนาก็คือ อันดับที่1. ของอุปาทายรูป24
แสดงข่ายใยสมมาตรโครงสร้าง
ของระบบไหลเวียนของโลหิตกับหัวใจ
Symmetric Structure of Circulatory System with Heart
ในการค้นพบของพระพุทธศาสนา ก็คือ อันดับที่ 4 ของอุปาทายรูป24

***หมายเหตุในการเรียงลำดับหัวข้อธรรมแห่งการค้นพบ เป็นกฎสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งในพระพุทธคุณ ที่ไม่อาจสลับเปลี่ยนเอาตามใจชอบเองได้เด็ดขาด คือ บทที่ว่า
อาทิกัลยาณัง -งามในเบื้องต้น
มัชเฌกัลยาณัง -งามในท่ามกลาง
ปริโยสานกัลยาณัง-งามในบั้นปลาย

ข่ายใยของระบบน้ำเหลืองหรือที่พระพุทธศาสนาจัดเข้าร่วมกับถุงน้ำดี เรียกว่า
"#ปิตตะ"
ลำดับที่ 1 ของธาตุน้ำ12
มีศูนย์ข้อมูลร่วมกับหัวใจโดยแฝงข่ายไยใว้ในปอด
Symmetric Structure of Lymphatic System with Gallbladder
ในปฏิบัติการโยคะของพระพุทธศาสนา อาศัยระบบน้ำเหลืองและถุงน้ำดีนี้ เป็นฐานของการฝึกสติปัฏฐาน4 เพื่อให้เป็น อารมณ์ของ "มโนวิญญาณ/มโนธาตุวิญญาณ" แทนที่ข้อมูลประสบการณ์ของอินทรีย์5 อายตนะ6 โดยฝึกบ่อยๆจนตัดตอนได้จริง

ในอานาปานสติภาวนา ก็คือการลึกซึ้งในสัมผัสแห่งสติจะเริ่มต้นภายในที่ข่ายใยน้ำเหลืองที่แฝงอยู่ในปอดนี้เอง
ดังภาษิตโรมัน(L.)ว่า ...
Repetitio est mater studiorum.
; Repetition is the mother of studies.


Wednesday, January 9, 2019

หลักฐานจาก "พระบาลี" พระพุทธวจนะที่มาของการแพทย์แผนไทยดั้งเดิม




Atthanij Pokkasap


หลักฐานจาก "พระบาลี"
พระพุทธวจนะ ที่มา
ของ การแพทย์แผนไทยดั้งเดิม
สมุฏฐานกำเนิดโรค
ที่มีหัวข้อเรียกว่า "ตรีธาตุ(ธาตุทั้ง ๓)" ประกอบด้วย :-
"ปิตตะ(ดี)-เสมหะ(เสลด)-วาตะ(ลม)" 

กับ เหตุที่ทำให้ ตรีธาตุ เปลี่ยนสถานะ
จาก ตรีคุณ(ธาตุที่ให้คุณทั้ง ๓) เป็น
ตรีโทษ(ธาตุที่ให้โทษ ทั้ง ๓)...สภาวะที่เกิดโรค
และหนักสุดท้ายเป็น "ตรีทูต"...
อาการเจ็บป่วยที่กำลังไปสู่การตาย
จาก...เหตุ ๕ ประการ คือ

๑. สันนิบาต ;
การให้โทษร่วมกัน ของ "ตรีธาตุ"

๒. อุตุ หรือ ฤดู สิ่งแวดล้อม

๓. การบริหารไม่เสมอ
คือ การไม่รักษาความเป็นปกติของอิริยาบท ตลอดจนการดื่มการกินในชีวิตประจำวัน

๔. ความชรา
การร่วงโรยของสุขภาพ ตามอายุกาล

๕. ผลกรรม
คือ โรค(วิปาก)กรรม


พื้นฐานทั้งหมด เหล่านี้
เป็น พระพุทธวจนะ ที่ยืนยันถึง สรรพนานาศาสตร์ที่มีอยู่จริง เป็นหลักฐานตั้งแต่ ชั้นพระบาลี คือ คัมภีร์ชั้นออริจินัล ของพระพุทธศาสนา ซึ่ง อัปปัสสุตชน...ผู้ไร้การศึกษา ทั้งหลาย ไม่ได้มีศักยภาพทางปัญญามาเรียนรู้ แล้วกล่าวร้าย บิดเบือน ไปทั่ว อย่างไร้ความละอาย และบ้างก็ด่วนย่อสรุป....เอาตามตวามคับแคบ ตามสติปัญญาที่ต่ำทรามของตนเอง
เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
อละเป็นความป่าเถื่อน ไร้มารยาททางปัญญา
อย่างเลวทรามที่สุด
สมุฏฐานแห่ง ตรีธาตุ และเหตุทั้ง ๕ ข้างต้น
เป็น รายละเอียดใน "ภูมิทัศน์" ประกอบ ธาตุ ๔ (ดิน-ปถวีธาตุ, น้ำ-อาโปธาตุ, ลม-วาโยธาตุ, ไฟ -เตโชธาตุ) ของอาการ ๓๒ จัดเป็น วิชา จิตสรีรศาสตร์วิภาค พื้นฐานของห้องปฏิบัติการโยคะ หรือห้องกรรมฐานของพระพุทธศาสนาที่ถูก ละเลย มาตลอด ร่วม ๑,๕๐๐ ปี แล้ว
รายละเอียดในคัมภีร์โบราณของการแพทย์แผนไทย เป็นรายละเอียดขยายความ
วิชาจิตสรีรศาสตร์วิภาค ที่มีหัวข้อ(อุเทศ) มาแต่พระพุทธวจนะ ไม่แตกต่างคัมภีร์ชั้น อรรถกถา(พระบาลีที่ขยายความพระไตรปิฎกหมวดต่างๆ) ที่... แต่ดั้งเดิม มีการสอนการถ่ายทอดอยู่ภายในวัด...แล้วค่อยๆเลือนหายไป ตามการเพิ่มจำนวนของพวกเหล่า "อัปปัสสุตชน"...ผู้ให้ร้าย และบีบนิยามศาสนาให้แคบและสกปรก ที่ มากเพิ่มขึ้น ๆ
คงไม่มี ผู้ใดมีสติปัญญา...


แสดงความชัดเจน แห่งวิชา จิตสรีรศาสตร์วิภาค อันเป็นคัมภีร์พื้นฐานของห้องปฏิบัติการโยคะก้าวหน้า ระดับ "อกาลิโก"
อย่างนั้นแล้วหรือ ?
การแพทย์แผนไทย.
ตื่นตัว และรู้ สาระ ความเป็น "อกาลิโก"
ที่สูงส่งกว่า วิชาการแพทย์เชิงวิทยาศาสตร์
ของปัจจุบัน.. กัน เพียงไหน
อย่างไร กันบ้าง
ไม่ทราบ...?!!!
ฤๅจักต้องให้....
ผู้ไร้ใบรับรองความรู้ใดๆ...คนหนึ่งนี้...
ออกมากระชากหน้ากากแห่งอุปาทาน
กัน อย่างนั้น เลย..กระนั้น หรือ ?!!!


Friday, December 28, 2018

ตรีธาตุ คือ วาตะ / ปิตตะ / เสมหะ




ตรีธาตุ คือ
วาตะ/ปิตตะ/เสมหะ
ในหลักการแพทย์ดั้งเดิม กล่าวถึง ตรีโทษที่เป็นอาการผิดปกติแล้วไป ตรีทูต
คือปางตาย....สอง ตรี เท่านั้น
ที่ทุกคัมภีร์กระโดดข้ามหาย คือ "ตรีคุณ"...!!!
ที่เป็นปฏิบัติการในกรรมฐาน
ตรีคุณ ในปฏิบัติการโยคะ คือการฝึก
ตามหลักในพระสูตร "ภูมิจาลสูตร" "ลมอุ้มน้ำ, น้ำอุ้มดิน"
ในธาตุ อันเป็นภายใน ท่านหมายเอา วาตะ อุ้ม ปิตตะ และอุ้มเสมหะ
ปรัชญาฝ่ายโยคะ กล่าวถึง วาตะที่อก ว่า ลมที่ให้กำเนิดสมาธิ ชื่อ สมาธิอัสมิตา
พุทธตันตระสยาม จึงเรียกเป็น "กักลมอัสมิตา"
(การหยุดหายใจเป็น สมบัติทางกายภาพของ "ฌาน")
วาตะ อุ้ม ปิตตะ และอุ้มเสมหะ
ก็คือการฝึกให้ลมที่ตกค้างที่ปอดแผ่นซ่านนำลมตกค้างภายในทั้ง 6 กองธาตุ ซึมซาบกระจายไปทั่ว ปิตตะ(แบบไม่เป็นฝัก)
ที่อยู่ร่วมกับ เสมหะเคลือบร่างให้ทรงรูปไว้
ลมอุ้มน้ำ จึงหมายถึง...
ลมจาก ลมในกองธาตุทั้ง 6 เข้าซึมซาบอุ้ม ปิตตะ และเสมหะ ให้มีประสิทธิภาพเคลือบทรงร่างให้แน่นเต็มตึง
และไหลเวียนด้วยพลวัตสูงสุดตามเป็นจริง เพื่อนำร่องให้เม็ดเลือด(โลหิตัง)
นำออกซิเจนจากลม และเกลือแร่จากอาหารเข้าเสริมประสิทธิภาพของธาตุดิน 20 และ
ธาตุน้ำ 12 ได้ประโยชน์สูงสุด..

บทสักกัตวา สังฆะระตะนังฯ
จึงต่อด้วยประสิทธิภาพตามหลักฝึกโยคะนี้ว่า
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
...สังฆรัตนะ คือ โอสถอันประเสริฐสูงสุด
อาหุเนยยัง ปาหุเนยัง
..ควรแก่การกราบไหว้ ควรแก่การเข้าใกล้ชิด
สังฆะเตเชนะ โสตถินา
...ด้วยเดช(แห่งการฝึกโยคะสู่ความเป็น)สงฆ์ ที่ถึงความสวัสดี
นัสสันตุปปัททะวา
...ขับอุบาทว์ ทั้งหลายให้ไปปราศ
สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ.....
...โรคไข้ทั้งหลาย ย่อมปราศนาการไปด้วย...ฯลฯ
ถึงสงฆ์แล้วหมดโรค
พิสูจน์ได้จริง....ครับ


จบในส่วนของวิชาการครับ
ในส่วนที่ 3 คือ การปฏิบัติจริง
ผมอยากให้ทุกคน ณ ที่นี้ ที่เคยทำการกักลมอัสมิตามาแล้ว อธิบายถึงประสบการณ์และผลที่ได้รับจากการกักลมอัสมิตานะครับ
(ทุกความคิดเห็นที่พูดถึงประสบการณ์ของตนเองจากการปฏิบัติจริงรวมถึงผลที่ได้รับจะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของส่วนของการปฏิบัติจริงนะครับ)
ง่ายๆเลย คือ ได้เป็นส่วนหนึ่งของบทความนี้ด้วยครับ
เริ่มจากประสบการณ์ของกระผมเลยครับ
เริ่มจากระบบภายในก่อนเลย:(ทุกระบบในร่างกายนี้แหละครับ)
ช่วงแรกๆที่ทำจะรู้สึกว่าจะมีอะไรเข้ามาในสมองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน และเมื่อทำไปเรื่อยๆก็พบว่า
กระผมสามารถตื่นหลังนาฬิกาปลุก (ก่อนพระอาทิตย์จะจ้านะ) ได้แทบทันที (ต้องกักลมตอนกลางคืนเป็นประจำจึงจะสามารถทำแบบนั้นได้)
และหลังจากนั้นก็กักลมอัสมิตา (ของกระผมจะละเอียด นุ่ม ลึก ปริมาณสูงและมีการใช้น้ำหนัก(กระผมใช้ของหนักๆที่สามารถถือได้ใช้แทนดัมเบลไปก่อนครับ)
ค่อนข้างจะมากพอสมควรครับ ขั้นต่ำของกระผมแค่ 20:20 แต่ก็ย้ำว่าละเอียดมากครับ มากสุดที่เคยทำแต่ไม่ละเอียดเท่าไรนักคือ 80:90 แต่ภายหลังกระผมเน้นความละเอียดจึงลดอัตรา
การกักลมอัสมิตาแบบมือเปล่า
โดยอัตราสูงสุดปัจจุบันคือ 60:80 เท่านั้นครับ ส่วนแบบใช้น้ำหนักนั้นมากที่สุดเลยคือ 40:40 และอัตราต่ำสุดก็คือ 20:20 เท่ากับการกักลมอัสมิตาแบบมือเปล่าครับ
ปรากฏว่า กักลมอัสมิตาเสร็จ หายง่วงทันตาแถมไม่เบลอๆด้วยนะ
ของแถมที่ได้รับเลยคือ น้ำหนักกระผมนั้นลดลง(เนื่องจากมีการจัดระบบให้สมดุลนี้แหละครับ หัวใจหลักของการกักลมอัสมิตาเลยครับ)
ขนาดที่ว่ากระผมมีพฤติกรรมที่ถือได้ว่า มีความเสี่ยงต่อโรคภัยแทบจะมากที่สุดในทุกกรณี

แต่เนื่องจากการกักลมอัสมิตารวมทั้งการนำทฤษฏีของการมีชีวิตอยู่แบบสายกลาง
(ไม่หย่อนโดยการค่อยๆปรับพฤติกรรมที่จะส่งผลต่อร่างกาย ไม่หักดิบจนร่างกายพังนะ
จนตอนนี้กระผมยังหย่อนนิดๆอยู่เลย
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรตึงเกินไป เพราะร่างกายของมนุษย์โดยธรรมชาติแล้วจะมีกลไกรักษาสมดุลของร่างกายและกลไกกำจัดสารพิษในร่างกาย ประเภทอาหารคลีน แทบไม่ได้ช่วยร่างกายของคุณจริงๆหรอกครับ คุณอาจรู้สึกว่า
ฉันผอมแล้ว น้ำหนักลดแล้ว
แต่ภายในร่างกายกลไกทั้งสองกลับทำงานน้อยมาก

กระผมถามจริง
คุณจะกินอาหารคลีนไปตลอดชีวิตเลยหรือครับ
ถ้าไม่ละก็ หลังจากตอนที่เริ่มกินอาหารปกติ แต่กลไกทั้งสองนี้กลับไม่สามารถทำงานได้ทัน
(ระบบในร่างกายจะรับคำสั่งจากสมองซึ่งจะต้องใช้เวลาพอสมควร)
แล้วช่วงเวลาที่ไม่ทันล่ะ จะเกิดอะไรขิ้น
ก็โรคภัยไข้เจ็บกับน้ำหนักเพิ่มแบบผิดปกติต่อแถวเข้าไปในร่างกายเลยครับ
ฉะนั้นค่อยๆปรับระบบในร่างกายกันดีกว่าครับ กินแบบตามใจปากบ้างเพื่อกระตุ้นกลไกทั้งสองนี้(แต่อย่าบ่อยมากล่ะ) และกินแบบธรรมชาติเพื่อปรับสภาพภายในร่างกายให้มีการผ่อนคลาย
การทำงานเสียบ้างครับ
และก็อย่าลืมหายใจเข้า-ออก สุด เพื่อรักษาสมดุลร่างกายนะครับ



* ...ถ้าท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักธรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมที่แท้จริง...
และเพื่อเพิ่มความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับประวัติศาสตร์แห่งความเป็นชาติไทย-สยาม...
ผ่านการเรียนรู้ศิลปะมวยไทย/จิตกรรมไทย/นาฏศิลป์ไทยอันแฝงความลึกลับสูงส่งซับซ้อนและงดงามสอดคล้องกับความรู้แห่งการค้นพบแนวความคิดเชิงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ใจ...
อันจะเป็นไปเพื่อการเพิ่มพูนแห่งศรัทธาและความเพียรในพระศาสนานี้และตระหนักใน
อัตลักษณ์ความเป็นตัวตนแห่งความเป็นชนชาติอันยิ่งใหญ่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมโลกอันใหญ่ยิ่ง....

โปรดติดต่อ : อ.อัตถนิช โภคทรัพย์
Tel : 08-0742-5957 / 668-0742-5957

Saturday, December 22, 2018

น้ำดี (ปิตตะ)




Atthanij Pokkasap 


น้ำดี(ปิตตะ) 

ฉกธาตุ ใน ๑๒ ธาตุน้ำอันเป็นภายใน
(อันโตอาโปธาตุ)
ในอาการ ๓๒ (ทวัตติงสาการ)
ตามการค้นพบของพระพุทธศาสนา

น้ำดี-ปิตตะ ๑ ใน ๓ ของตรีธาตุ-ตรีคุณ-ตรีโทษ-ตรีทูต เป็น ๑ ใน ๓สมุฏฐานกำเนิดโรค และการป่วยไข้ทั้งหลาย ของการแพทย์แผนไทยภายใต้อิทธิพลการค้นพบตัวชีวิตในห้องปฏิบัติกรรมฐานชั้นสูงของพระพุทธศาสนา
น้ำดี(ปิตตะ) ตามการค้นพบของพระพุทธศาสนา มี ๒ ชนิด คือ แบบเป็นฝัก เรียกว่า "ถุงน้ำดี" และแบบไม่เป็นฝัก ที่เอิบอาบไปทั้งสรีระร่าง ท่านอุปมา...สีเหมือนดอกพิกุลเหี่ยว ที่เมื่อกำเริบ(คือ หย่อน หรือขาด)ท่านบรรยายว่า
"มีอาการให้ตาเหลืองพร่า ตัวสะท้านคันอยู่ฯ"


ลักษณะที่พุทธดั้งเดิมท่านบรรยาย ตรงกับ การทำงานของกระบวนการต่อมน้ำเหลืองที่มีเครือข่ายทั่วสรีระร่าง ตามการค้นพบของวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน...
แต่..สำคัญกว่านั้น...
วิเคราะห์จาก อานาปานสติกรรมฐาน ถึงที่มาความหมาย ที่โบราณให้ ปิตตะ แปลว่า "ดี, น้ำดี"
แสดงว่า...
อานาปานสติกรรมฐานของชาวพุทธดั้งเดิม ท่านได้ทำการพิสูจน์พบแล้วว่า...
อาการของธาตุน้ำที่ท่านให้ชื่อว่า "ปิตตะ" เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาวะของ
"จิต"ร่วมกับ หัวใจ(หทยัง)ที่เป็นแหล่งกำเนิด จิต และ ตับ(ยกนัง)ที่เป็นแหล่งแสดง
อาการทางปัญญาของจิต โดย ปิตตะ...เป็นแหล่งแสดง
อาการทาง "สติ"...ความแจ่มใสของจิต จึงกำหนดชื่อว่า "ดี,น้ำดี" !!!
ความสัมพันธ์ทางประสิทธิภาพ ระหว่าง หัวใจ ตับ และ ดี, น้ำดี เชื่อมโยงเอาไว้ด้วย
เลือด(โลหิตัง) และ แรงดันขับเคลื่อนเลือด คือ "ลม" ซึ่งอานาปานสติกรรมฐานค้นพบและจำแนกออกเป็น กองธาตุลมภายในทั้ง ๖ หรือเรียกรวมๆว่า ลมในกองธาตุ
สำคัญพื้นฐานสุดของสรีระร่าง คือ น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก กับ เลือด ต่างต้องอาศัย ลมในกองธาตุเป็นตัวขับเคลื่อนแทบจะพร้อมๆกันอย่างชนิดแยกกันไม่ได้ 


เพราะ...น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก ต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยส่งเสบียง(ออกซิเจน เกลือแร่ และอาหาร)เคลื่อนที่เร็วแก่น้ำเลือด-โลหิตัง ทุกพิกัดอณูทั่วสรีระร่าง การขาดตอน คือการหมดอายุทำงานของเลือดก่อนเวลาอันควร เป็นที่มาของการป่วยไข้ แบบสะสมหรือเฉียบพลัน
ความสัมพันธ์เชิงประสิทธิภาพ ระหว่าง น้ำดีที่ไม่เป็นฝักกับ ธาตุลมภายใน....ขึ้นอยู่กับเท็คนิค
ประการเดียว ของการหายใจออกหายใจเข้าที่มีสมุฏฐานมาจาก...หัวใจ-หทยัง !!!

น้ำดีแบบไม่เป็นฝัก หรือที่แผนปัจจุบันเรียก เป็นระบบน้ำเหลือง จะมีประสิทธิภาพอละสามารถเคลือบอาบตลอดสรีระร่างได้...
ก็ด้วย....
* การหายใจ...ที่ ช้า เบา ยาว ลึก และออกสุด เข้าสุด * 
เท็คนิคเดียวเท่านั้น และก็เป็นเท็คนิคเดียวที่ทำให้อารมณ์ร้ายอันหลากหลายภายนอก...ไม่อาจเข้าก่อกวนอารมณ์ดั้งเดิมแท้ของจิตที่เกิดจากหัวใจได้โดยตรง !!!


แต่..
การจะหายใจให้ได้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของน้ำดีที่ไม่เป็นฝัก....
ต้องผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ว่า อย่างไร คือ การหายใจ ช้า เบา ยาว ลึก ออกสุด เข้าสุด ตามธรรมชาติแท้ๆของสรีระร่าง ที่ถูกกิเลสเข้าสิงสั่งการให้หายใจสั้นและหยาบแปรปรวนตลอดเวลาชั่วชีวิตที่ผ่านๆมา...
กักลมอัสมิตา...ที่เบื้องต้นคือฝึกการขับลมที่ค้างในปอด ....ได้ตอบปัญหานี้ไปก่อนหน้าแล้วครับ
ตนที่ไม่เคารพลมหายใจที่ให้ชีวิตตัวเอง
โรคภัยไข้เจ็บย่อมเป็นไปสมควรแก่เหตุแห่งความไม่เคารพตนเองนั้นๆ แลฯ
       

                                                                     

Panu Wongpanuvut    อา...ลงโพสจังดีกว่า 


Daren Shi    อยากอาจารย์ช่วยอธิบายอานาปนสติ
ขั้นที่ ๑ ลมยาว ขึ้นที่ ๒ ลมสั้น  ขั้นที่ ๓ ลมสรรพกาย
ถึงความสัมพันธ์และทำไมพุทธองค์ถึงเรียงลำดับการฝึกอย่างนี้?
เพราะอ่านมานานก็ยังไม่เข้าใจความหมายสักที สาธุ


Atthanij Pokkasap  หายใจยาว...คือยาวตามเป็นจริงของธรนมชาติแห่งสรีระของตัวชีวิตนั้นๆ...คือต้องฝึกหา ก่อนไงครับ
กายใจสั้น...คือ สั้นเท่าที่ร่างสรีระนั้นต้องการบางขณะที่เร่งด่วน ก๊อ...ตามธรรมชาติของสรีระนั่นๆอีกเช่นกัน ต้งเรียนรู้และฝึกหาก่อน
ถ้ากำหนดยาว กำหนดสั้นเอาเองเลยโดยไม่รู้ควาใจริงในสรีระตน...ก็มั่วและอุปาทาน งัย
การรู้ สัพพกาย...เพราะมีนิยามอยู่ที่ลมหายใจท่านกำหนดว่า เป็นเครื่องปรุงแต่งให้เกิดกาย(กายสังขาร)...
สัพพกาย จึงสมควรหมายถึง...ลมที่ปรุงแต่งให้เกิดกายทั้งหมด ก็คือ ธาตุลมภ่ยในทั้ง ๖ งัยครับ
ต้องเรียนี้วิเคราะห์จากธรรมชาติในสรีระส่วนตัวก่อนทั้งสิ้น....จู่ๆมากำหนดเอาเองไปทุกเรื่อง.....ก็ไปดูที่ รพ.สงฆ์สิครับ อยู่ใกล้พระนิพพานมากไปหรือเปล่า โรคงอมแงมล้นโรงพยาบาล


Daren Shi    ความสัมพันธ์ระหว่างขั้น ๑ กับ ๒ พอที่จะเข้าใจได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง
ขั้น ๒ กับขั้น ๓ นั้น คือจากลมสั้นไปสู่ลมสัพพกายมีความสัมพันธ์อย่างไร? สาธุ


Atthanij Pokkasap  กายอันเนื่องมาจากลมปรุงแต่ง และลมทั้ง ๖ มีลมหายใจเป็นตัวหลักของ "กายสังขาร"...ก่อนไปถึงการดับกายสังขาร(ขั้น ๔) จำเป็นต้องรู้ลมที่ประกอบกาย
ทั้งหมด..ไม่ว่าประกอบกายขึ้นมาแบบลมหายใจสั้น ระดับต่างๆ หรือยาวระดับต่างๆ...หากไม่เข้าถึงทักษะทุกระดับ...ความสำเร็จในการมีสติ ก็ย่อมดป็นไปได้ยาก...เพราะเงื่อนไขสติ.คือ
การเห็น...การรู้สึกตัวทั่วถึงตลอดทั่วทุกสรรพางค์กาย ครับ
ทักษะ แปลว่าวามชำนาญเฉพาะต้องมีก่อนกาปฏิบัติในขั้นใดๆทั้งหมด นะครับ


Panu Wongpanuvut    เส้น-เอ็น-ลม


Atthanij Pokkasap  เส้น-เอ็น-ลม-เยื่อพังผืด ที่รองรับการทำงานของต่อมน้ำเหลือง
(น้ำดีที่ไม่เป็นฝัก) ครับ


Sirirat Chaiyasitt    ขอบคุณค่ะ


Nut Suphakorn Chakrit Ake    ถึงลมในกาย ๖กอง ยังสัมผัสไม่ค่อยได้ หาไม่ค่อยเจอ ทั้งที่ฝึกมากว่า ๘เดือนแล้ว...แต่แค่ได้หมั่นหายใจ ช้า เบา ยาว ลึก และออกสุด เข้าสุด ตามอุปทาน(กำหนดเอง)เป็นเบื้องต้นไปก่อน ก็ช่วยเรื่องของสุขภาพได้มากแล้วครับ


Nut Suphakorn Chakrit Ake    แต่ถ้าอยากเข้าถึงความอัศจรรย์ของกายและจิตตามหลักพุทธ ก็ต้องหมั่นฝึกกันต่อไปนะฮะ อิอิ


Yutthana Sirisilp    อยากสัมผัสได้เช่นกัน.....


Rawisa Thia    ขอบพระคุณอจ.ค่ะขอแชร์นะค่ะ



Monday, December 17, 2018

Creation of Subjectivity of Time ; Solar Plexus and Lunar Plexus in Buddhism's Yoga



Solar Plexus and Lunar Plexus 

in Buddhism's Yoga ;
The Structure of Subjective Time

Cr. Atthanij Pokkasab
โพสต์ 11 ส.ค.2015 16:21 น.
อธิบาย "เมฆฉายสูรย์จันทร์"
และ "ลมปราณอิติปิโสเดือนตะวันเบิกเมฆ"
มีเคล็ดแสดงไว้เป็น "พุทธชาฏกคาถา" ว่า
จนฺทาภํ สุริยาภญฺจ
Candabham suriyabhanca,
...โดยรัศมีแห่งพระอาทิตย์
และรัศมีแห่งพระจันทร์
(*รัศมีแห่งพระอาทิตย์=สูรยกลา:Solar Plexus
รัศมีแห่งพระจันทร์ =จัทรกลา:Lunar Plexus)
โยธ ปญฺญา คาธติ
Yodha panna gadhati,
...อันตั้งคลุมไว้แล้วด้วยกำลังแห่งปัญญา
(นตฺถิฌานํ อปญฺญสฺส..
ไม่มีปัญญา ก็ไม่มีฌาน
ปญฺญานตฺถิ อฌายิโน..
ฌานไม่มี ปัญญาก็ไม่มีฯ)
อวิตกฺเกน ฌาเนน
Avitakkena jhanena,
...คือ "ฌาน" อันไม่มีวิตก
(การดับ "วจีสังขาร" ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทุติยฌาน)
โหติ อหภสฺสรูปโคฯ
Hoti ahabhassarupago.
...ผู้บรรลุย่อมถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสรพรหมฯ
(อาภัสสรพรหมเป็นพรหมต้นกำเนิดของมนุษย์มีรายละเอียดเป็นประวัติศาสตร์การค้นพบอยู่ใน "อัคคัญสูตร" ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 11/45)
สูรยะกลา ชาย-กายซีกขวา หญิง-ซีกซ้าย
เทียบโหราศาสตร์ คือ ระบบ สุริยคติ
สัญลักษณ์เส้นสายเรขาคณิต เรียกว่า
"ตะวันเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางวัน
เส้นสนามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างระบบเวลาภายในจิต นี้ เรียกเป็นศัพท์เทคนิคว่า
"ปิงคลา นาภี(Pingla Nabhi)"
= สูรยกลา
จันทระกลา ชาย-กายซีกซ้าย หญิง-ซีกขวา
สัญลักษณ์เส้นสายทางเรขาคณิต เรียกว่า
"เดือนเบิกเมฆ"
หมายถึงสว่างไสวในเวลากลางคืน
เส้นแรงานามแม่เหล็กชีวภาพที่สร้างเวลาภายในจิตระบบนี้ เรียกเป็นศัพท์เทคริคว่า
"อิทา นาภี(Ida Nabhi)"
= จันทรกลา
ปิงคลา และ อิทา ไม่ใช่เส้น(Sen)
เพราะมี "นาภี" กำกับท้าย
ความหมายของ "นาภี" เท่ากับ มณฑล
หมายถึง "สนามแรง(Force Field)" ในทางฟิสิคส์
สมมาตรเส้นสายทางเรขาคณิต คือทฤษฎีการจัดระเบียบโครงสร้างโดยธรรมชาติให้แก่นามรูปที่ตั้งของดวงจิตเพื่อให้มีกำลังหลุดพ้นไปจากการครอบงำของอายตนประสาททั้งระบบ เป็นเทคนิคการศึกษาอยู่ในคัมภีร์ปถมังของพุทธตันตระสยามที่ถูกยกเลิกไปในสมัย ร.4
ทำไมต้องครึ่งซีก
นั่นเพราะหลักสูตรคัมภีร์ปถมัง สอนให้มีสติระลึกย้อนหลังไปจนถึงตอน เมื่อ ไข่แม่และสเปิร์มจากพ่อรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วเริ่มแตกตัวแบ่งเซลล์เพื่อก่อตัวเป็นตัวชีวิต ที่มี ๕ ปุ่มกับระบบการหายใจ แนวเส้นแตกตัวนี้ยังปรากฏร่องรอย เรียกว่า ฝีเย็บ เมื่อเชื่อมร่องรอยแตกตัวเข้ากันได้ระหว่างฝีเย็บกับกระหม่อม...แรงสนามแม่เหล็กชีวภาพของมนุษย์จะทำงานร่วมกับสนามแม่เหล็กดวงดาว ทำให้เกิดการเข้าถึง...ปัญญาโดยสัญชาตญาณ ที่อ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติล่วงหน้าได้...
ปัญญาโดยสัญชาตญาณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจิตที่ไม่ตกเป็นทาสอายตนประสาท ครับ.
ภาพประกอบโพสต์ ;
แสดงสมมาตรโครงสร้างของระบบเวลาในจิตสำนึก(Subjectivity of Time)ที่พระพุทธศาสนาค้นพบเป็นรายละเอียดอยู่ใน "#ปฏิจจสมุปปาท" ที่เรียกว่า "#ภวจักร" ประกอบด้วยสมมาตรโครงสร้าง ขวา-ซ้าย และสมมาตรโครงสร้างบน-ล่าง(ทิศทั้งสอง คือทิศเบื้องบนและทิศเบื้องล่าง) มีรูปธรรมรองรับเรียกว่า "#อาการ๓๒(ทวัตติงสาการ)" โดยเฉพาะ "ปิตตะ"..ถุงน้ำดีและระบบน้ำเหลือง(Gallbladder and Lymphatic System) ที่รองรับสติสัมปชัญญะ..ความสามารถในการอ่านค่าเวลาในจิต(Subjectivity of Time)