Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label Capitalism. Show all posts
Showing posts with label Capitalism. Show all posts

Monday, December 31, 2018

Einstein wrote: “A human being is a part of the whole, called by us 'Universe'. He experiences himself, his thoughts and feelings as something separated from the rest."



Atthanij Pokkasab

28 ธันวาคม เวลา 06:27 น.
ในประสบการณ์วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ฟิสิคส์ ระบบทุนนิยม;Capitalism ..ไม่มีโครงสร้างใดๆ ที่เป็นวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่นิดเดียว
Capitalism เป็นลัทธิ #เดียรถีย์ แห่งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติโดยตรงด้วยซ้ำ.

Einstein wrote: “A human being is a part of the whole, called by us 'Universe'. He experiences himself, his thoughts and feelings as something separated from the rest."

บทความนี้ดีมากๆ
ท่านกล่าวถึง "ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน" อย่างชัดเจน
ไม่ใช่แบบว่า "กำไรและผลประโยชน์ต้องเป็นของกรู ที่เหลือในการเก็บกวาดแก้ปัญหา...เป็นเรื่องของเมิง"
ใครมีเวลา อ่านให้หมดนะครับ มีอะไรดีๆแยะเชียว
...อ่ะ...แปลมาให้แระ >>>

นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ฅนนี้ ไม่เคยเห็นข้อดีของระบบทุนนิยมเลยแม้แต่น้อย เขามองว่าระบบใดๆก็ตามที่ทำให้คนเกิดความขัดแย้ง-แข่งขันกัน ก็คือระบบที่ทำให้มนุษย์แปลกแยกออกห่างไปจากธรรมชาติรอบตัวด้วย
ผู้ฅนเคยใช้ชีวิตร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งระบบสังคมในกลุ่มเล็กๆนั้นจะดูแลสมาชิกในกลุ่มได้เป็นอย่างดี
"แต่ช่วงเวลาอันสุขสงบเหล่านั้น ได้หมดสิ้นไปแล้ว เมื่อแต่ละฅน หรือแต่ละกลุ่มเล็กๆเหล่านั้นสามารถไปถึงจุดที่ "พึ่งตนเองได้" อย่างแท้จริง" ไอน์สไตน์กล่าว !!!!
พวกเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจสังคมแบบโลกาภิวัฒน์ ซึ่งแต่ละฅนต่างแก่งแย่งกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร ที่อยู่ และงาน.
"แต่ละคนจะตระหนักดีถึงความผูกพันกับระบบสังคมอย่างขาดไม่ได้ แต่กลับไม่เฉลียวใจเลยว่าความผูกพันเหล่านั้นไม่ได้เป็นไปในทางเจริญขึ้นแก่ชีวิต หรือความมั่นคง หรือสอดคล้องกับธรรมชาติ เพราะความผูกพันที่เป็นอยู่ขณะนี้คือ "พันธนาการ" คือภัยที่คุกคามทุกผู้ฅน ภัยที่กระชากสิทธิตามธรรมชาติของแต่ละบุคคลออกไปจนไม่เหลืออะไร" ไอน์สไตน์กล่าว "ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสามานย์ที่กำลังดำเนินไปอยู่ในโลกขณะนี้ - ในความเห็นของผม - มันคือต้นกำเนิดของจอมมารตัวจริง"

โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น แม้จะมีการแข่งขันกันอยู่ในที แต่ก็จะยื่นมือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย(เกิดเป็นสังคมพึ่งพา) แต่ระบบทุนนิยมกระตุ้นให้เกิด "การแข่งขันเพื่อแก่งแย่ง" และทำลายความเกื้อกูลอันดี ทำให้ความสัมพันธ์ในสังคมขาดสะบั้น
"ทุกผู้คนในโลกขณะนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดของสังคม, ก็ได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของความสัมพันธ์อันดีนี้ ทุกคนถูกจองจำด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยอัสมิมานะของตนเองอย่างไม่รู้สึกตัว - ให้อยู่ในสถานะที่เปล่าเปลี่ยววังเวงไม่ปลอดภัย ออกห่างจากชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นสุข" ไอน์สไตน์กล่าวต่อไว้ในบันทึก
แทนที่จะมีชีวิตอยู่กับสังคมที่เกื้อกูลกัน, ระบบทุนนิยมกระตุ้นให้นายทุนเข้ามาครอบครองอำนาจเพื่อเป้าหมายเพียง "กำไร"
"การผลิตทุกอย่างเป็นไปเพื่อกำไร, ไม่ใช่เพื่ออรรถประโยชน์ในการใช้งานจริง" ไอน์สไตน์เน้นย้ำ "จำนวนคนว่างงาน-ตกงานยังมีเป็นกองทัพให้เห็นโดยทั่วไป...ผลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เห็นได้ชัดคือผู้ฅนตกงานมากขึ้นๆ ไม่ใช่การแบ่งเบาภาระในการทำงานหรือทำให้ชีวิตลูกจ้างดีขึ้นแต่อย่างใด"

ระบบการศึกษาเองก็ยิ่งส่งเสริมให้การแข่งขันเป็นไปอย่างผิดธรรมชาติ
"การปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการแข่งขันแก่นักเรียนในสถานศึกษา การสอนให้เคารพยกย่องผู้คนที่ประสบความสำเร็จแต่ในด้านวัตถุ คือผลงานอันเยี่ยมยอดของจอมมารทุนนิยมนี้" ไอน์สไตน์กล่าวต่อไว้ในบันทึก (ระบบการศึกษามีแต่เรื่องอันเป็นเท็จ สอนแต่มิจฉาทิษฐิ -- จิ้งจก)
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในรูปแบบของสังคม แต่ซึมลึกเข้าไปสู่จิตใจของผู้ฅนในสังคมด้วย แต่ละฅนถูกหล่อหลอมมาให้แปลกแยกออกจากนิเวศน์รอบตัว
"มนุษย์นั้นเป็นส่วนประกอบขององค์รวมที่เรียกว่า "จักรวาล" แต่ประสบการณ์-ความรู้สึก-ความคิด-ของแต่ละปัจเจกนั่นแหละที่ทำให้เกิดความแตกต่าง(ออกเป็นแต่ละบุคคล)" ไอน์สไตน์เขียนไว้ในบันทึก
...จุดนี้เองที่ทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาปลายทางของใครของมัน...อย่างเปล่าเปลี่ยว
"ภาพลวงตรงนี้เองที่เหมือนคุกของทุกผู้คน, จำกัดเราไว้แค่เพียงตัณหาส่วนตน หรือคิดกว้างแค่เพียงผู้คนที่ใกล้ชิดกับตนเท่านั้น (กู กับ พวกของกู) เป้าประสงค์ของทุกฅนจริงๆก็คือการปลดปล่อยตนเองออกจากคุก เพื่อออกไปสู่เอกภาพหนึ่งเดียวแห่งความสวยงามของสังคมและจักรวาลทั้งมวลให้ได้" ไอน์สไตน์กล่าวเสริมไว้ในตอนท้ายของบันทึก.
--eof--