Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Showing posts with label โลก. Show all posts
Showing posts with label โลก. Show all posts

Monday, January 28, 2019

การค้นพบวิถีโคจรอันซับซ้อนของดาวศุกร์ที่มีต่อโลกในโหราศาสตร์ไทย


การโคจร ที่ประดุจคู่ เริงระบำ...
ของโลกกับ ดาวศุกร์...ตอบคำถาม ว่า
เหตุอันใด...โหราศาสตร์ไทยจึงคำนวณพบ
๕ ลีลาแห่งการเริงระบำ ที่เรียกแบบรวบยอด ๓ ลักษณะ...ว่า...

พักร์...การโคจรถอยหลังกลับ ของดาวศุกร์
มณฑ์...การโคจรช้าลง จนบางครั้งเหมือนจะอยู่นิ่งของดาวศุกร์
เสริด...การโคจรเร็ว เดินอยู่หน้าโลก...
ฯลฯ


การค้นพบวิถีโคจรอันซับซ้อนของดาวศุกร์ที่มีต่อโลก..และเหตุให้เป็นดาวธาตุน้ำนั้น เนื่องจากเมือโคจรผ่านดวงอาทิตย์ เงาดาวศุกร์ที่ทอดมาบังโลกมีผลทำให้อุณหภูมิโลกลดลงเกิดมีเมฆฝนหนาแน่นขึ้น...ปรากฏการณ์ลมมรสุมบนผิวโลกมีปริมาณฝนตกหนักมากและชัดเจน ด้วยอิทธิพลทางกายภาพนี้เอง โหราศาสตร์จึงกำหนดรหัสนัยะของดาวศุกร์เป็นดาวธาตุน้ำ


ภาพไตรภูมิ...เป็นเรื่องสนามพลังงานในโลกแห่งคลื่น.....เป็น รายละเอียดในภูมิทัศน์...
บนเส้นทางปฏิจจสมุปปาท...ในบุพเพนิวาสานุสสติญาณ...ที่ยาวไกลมาก(เส้นทาง จุติ-อุบัติดาราจักรทางช้างเผือก)...ขยายนัยะตอนท่านพูดถึงอดีตชาติ แสนกัปของ พระอสีติสาวกท่าน เชียวนะ...




Panu Wongpanuvut    พุธ-ศุกร์ เย็น

Atthanij Pokkasap  จิตรกรรมลายเส้นของระบบสุริยจักรวาล โหราศาสตร์ไทยเห็นหมดเลย

Atthanij Pokkasap  ยิ่งวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์ค้นพบมากเท่าใด....โหราศาสตร์ไทยก็จะถูกเปิดดเผยการค้นพบก่อนหน้ามหัศจรรย์มากขึ้นเพียงนั้น

Panu Wongpanuvut    อาศัยผลงานฝรั่งเป็นร่างทรง

Sqn Ldr Teerat Chuenjai    สุดยอดของโหราศาสตร์


Thursday, December 20, 2018

"อสุรินทราหู"...ปราชญ์โบราณก็เรียกระเบียบของพลังงานในปรากฏการณ์เหล่านี้ว่า "เทวดานพเคราะห์"




Atthanij Pokkasap


ก่อนจะถูกจับได้ว่า จำแลงร่างเป็นเทวดา
แอบมาร่วมดื่มน้ำอมฤต จากการกวนเกษียรสมุทร อสุรินทราหู ยังมีหาง เป็นร่างเดียวกัน แล้วก็ถูกจักรพระนารายณ์ตัด ส่วนตัวส่วนหัวเป็นราหู(๘) ส่วนหางเป็น (ดาว)เกตุ(๙)

ในปรากฏการณ์กำเนิดโลก...
โดยประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในวิชาโหราศาสตร์ไทย....
ส่วนตัวส่วนหัวของราหู ก็คือโลก
ส่วนหาง ก็คือ ดวงจันทร์
ร่องรอยพิกัดที่ถูกแยกออกจากกัน คือ มหาสมุทรแปซิฟิก
รอยแผลวงกลมก็คือ ก็คือ วงแหวนแห่งไฟ

ในการคำนวณ พิกัดที่โลกโคจรตัด
กับ วงโคจรดวงอาทิตย์(รวิมรรค)
และวงโคจรดวงจันทร์(จันทรมรรค)
(อาจจำผิดก็ด๊ายยย...)
นั้นแหละ มีปรากฏการณ์พายุคอสมิคเกิดขึ้นบ่อยๆ โบราณท่านเรียกปรากฏการณ์พายุคอสมิคที่จุดตัดนั้นเองว่า "ราหู" ที่เป็นการคำนวณด้านพลังงานในปรากฏการณจักรวาล
แล้วปราชญ์โบราณก็เรียกระเบียบของพลังงานในปรากฏการณ์เหล่านี้ว่า "เทวดานพเคราะห์"
โดย "เทวดา" ขยายมาจาก "เทวะ"
เทวะ แผลงมาจาก "ทิวา" ที่แปลว่า แสงสว่าง




ส่วนบนของฟอร์ม
Panu Wongpanuvut    ยักษ์ครึ่งนาค ไม่ใช่ยักษ์ที่ไปเอาหางนาคมาต่อ 


ปณิตา ถนอมวงษ์    อันนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ


Atthanij Pokkasap  น่านนะสิ...จึงต้องเอามาถ่ายทอด..
ให้รู้ก่อนที่จะ...ไม่เหลือคนรู้


Panu Wongpanuvut    ดูจากชฎาแล้วบ่งบอกว่าชฎาคือมวยผมชัดเจนมาก



Monday, March 5, 2018

การอ่าน ค่าสัมพัทธ ระหว่าง โลกภายนอก และ โลกภายใน




*** Atthanij Pokkasap 4 hours ago


อีกครั้งหนึ่งครับ...
การอ่าน ค่าสัมพัทธ ระหว่างโลกภายนอก และโลกภายใน
คือเวลาภายใน(อันโตนาที) สัมพันธ์กับเวลาภายนอก(พหินาที,พหิรนาที) ;

๑๐ ตัวอักษร เป็น ๑ ปราณ
๖ ปราณ เป็น ๑ พืช
๑๕ พืช เป็น ๑ บาท
๔ บาท เป็น ๑ นาที
๖๐ นาที เป็น ๑ วัน

ถอดความขยายเคล็ด ;
หมายถึง หายใจเข้า หายใจออกได้อย่างละ ๖ ครั้ง(คือ ๖ ปราณ) เงาหัวของเรา(อ่านจาก
แสงตะวัน)ทอดยาวออก หรือหดสั้นเข้า เท่ากับ ๑ เมล็ดข้าวเปลือก
เรียกว่า ๑ พืช

และเมื่อเงาหัวเราทอดยาวได้เท่ากับ รอยฝ่าเท้าหนึ่ง..
ท่านเรียกว่า ๑ บาท
ที่ท่านค้นพบแล้ว..เช่น..
อาทิตย์โคจรโดยเฉลี่ย วันละ ๑ องศา(คือ ๖๐ ลิปดา)
ท่านคิดเป็นระยะทางโคจรของดวงอาทิตย์ใน ๑ วัน
คือ ๖๐ มหานาที
จะเห็นได้ว่า ดวงอาทิตย์โคจรไปได้ ๑ ลิปดา= ๑ มหานาที
( ๑ มหานาที = ๒๔ นาทีที่ใช้ในปัจจุบัน)
ดังนั้น...
ดวงอาทิตย์ โคจรไปได้ ๑ ลิปดา = ๒๔ นาทีปัจจุบัน

นี่คือหลักฐานความมหัศจรรย์การค้นพบของพระพุทธศาสนาที่พัฒนาขึ้นมาเป็น
วิชาโหราศาสตร์ไทยขณะฝึกอบรม..อานาปานสติสมาธิ

และยืนยันการค้นพบว่า โลกหมุนรอบตัวเอง พร้อมกับหมุนรอบดวงอาทิตย์ นับระยะทางเป็นองศาได้ จากการสังเกตกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้าไตรภูมิ(ท้องฟ้าในจิต) ๒ กลุ่ม คือ..
กลุ่มดาวนักขัตรฤกษ์ และกลุ่มดาวราศี
โดยสร้างสูตรคำนวณจาก โมเดล ของ เงาหัวที่เกิดจากแสงดวงอาทิตย์

เป็นการค้นพบโครงสร้างพื้นฐานของปรากฏการณ์เวลา
ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ยังไม่รู้วิธีการค้นพบเลย
สรรพวิทยาการปัจจุบัน ไม่มีความรู้เรื่องเวลา มันจึงเป็นศาสตร์
ตอแหล สะสมสร้างความเสียหายให้กับธรรมชาติของสติปัญญา
อันบริสุทธิ์ของมนุษย์...อย่างต่อเนื่อง...
รู้ไว้ใหม่ ให้ถูกต้องกันด้วย...
อย่ามาวิพากษ์พระพุทธศาสนาแบบไม่รู้อะไรเลยอย่าที่กำลังกระทำกันอยู่...ยุติความเลวแห่ง
การไม่รู้จริงกันเสียบ้าง.


Atthanij Pokkasap
เปิดเผยรหัสนัยในปฏิบัติการโยคะเพื่อการค้นพบของพระพุทธศาสนา แบบพูดเองเออเอง.. !!!





Tuesday, January 10, 2017

56.Breaking Dharma PART 55





Breaking Dharma PART 55...!!!
....


เปรียบเทียบความหมาย "กำเนิดโลก"
ระหว่าง การค้นพบของพระพุทธศาสนา กับวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ


ท่านพระสมิทธิเถระ ทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า;
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ที่เรียกว่า โลก โลก ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าใด
จึงเป็นโลก หรือบัญญัติว่าโลก ?"

พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ;
"ดูก่อน สมิทธิ
จักขุ รูป จักขุวิญญาณ
ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วย จักขุวิญญาณ มีอยู่ ณ.ที่ใด
โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็มีอยู่ ณ.ที่นั้น ..

โสต เสียง โสตวิญญาณ
ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วย โสตวิญญาณ มีอยู่ ณที่ใด
โลก หรือการบัญญัติว่า โลก ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น ฯ

ฆานะ กลิ่น ฆานวิญญาณ...ฯลฯ
ชิวหา รส ชิวหาวิญญาณ..ฯลฯ
กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ..ฯลฯ

ใจ ธัมมารมณ์ มโนวิญญาณ
ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วย มโนวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด
โลก หรือการบัญญัติว่าโลก ก็มีอยู่ ณ ที่นั้นฯ"


จาก ข้อ (๗๕) สมิทธิสูตร สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย
ไตรปิฎก สยามรัฐ เล่ม ๑๘/๔๕



วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ ;
ความพยายามที่จะแยกระหว่างลักษณะของความแท้จริง
และตีแผ่โครงสร้างพื้นฐานของเอกภพให้เป็นที่ประจักษ์นั้น
วิทยาศาสตร์จำต้องขึ้นไปสู่ระดับที่สูงกว่า "ความสับสนทางอายตนะ"
แต่ไอน์สไตน์ได้ชี้ให้เห็นว่า
ความงามของเอกภาพสุดยอดนั้น
"ตีแผ่ออกมาเป็นความหมายง่ายๆ ไม่ได้"
ความคิดทางทฤษฎีนั้นเมื่อยิ่งใกลจากประสบการณ์
โดยอาศัยอายตนะของเราเพียงไร ก็ยิ่งดูไร้ความหมายมากขึ้น

เพราะ ..
โลกที่มนุษย์เรารู้จักจริงๆได้นั้น มีอยู่โลกเดียวคือ
โลกซึ่งสร้างขึ้นโดยอาศัยอายตนะของเรา
ถ้าหากลบความประทับใจทั้งหมดที่เราตีความจากอายตนะรับรู้
และที่ความทรงจำของเราสะสมไว้แล้ว ก็จะไม่เหลืออะไรเลย

..... ..

โลกอันปรากฏให้เห็น ได้แก่ โลกของแสงและสี
โลกของท้องฟ้าสีคราม ใบไม้สีเขียว โลกของเสียงลมพัด
และเสียงน้ำไหล
โลกซึ่งสร้างขึ้นโดยอาศัยสรีระกริยาของอายตนะนั้น
เป็นโลกซึ่งมนุษย์ถูกกักขังอยู่เพราะธรรมชาติภายในของตัวมนุษย์เอง

ส่วนที่นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาเรียกว่าโลกแห่งความแท้จริงนั้น
ไม่มีสี ไม่มีเสียง และไม่อาจจับต้องได้
เป็นโลกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
คล้ายภูเขาน้ำแข็งในท้องทะเล
ซึ่งอยู่ใต้ระดับการรับรู้ของมนุษย์
แต่แท้ที่จริงนั้น มีโครงสร้างสัญลักษณ์อันชัดเจน
ฯลฯ


จาก บทที่ ๑๕ เอกภพ และ ดร.ไอน์ไตน์
(The Univers and Dr.Einstein )
งานแปลของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๑๖


หมายเหตุผู้ถ่ายทอด;
พระพุทธศาสนาก้าวหน้าไปไกลกว่าวิทยาศาสตร์แห่งคริสตศตวรรษที่ 20
ตรงที่มี เทคนิคการพัฒนา ระบบอายตนะจากสามัญไปสู่ อายตนะพ้นอันพิเศษ ที่เรียกว่า
* อภิภายตนะ ๘* และ *กสิณายตนะ ๑๐*
เพื่อการพิสูจน์สำหรับประสบการณ์เพื่อการค้นพบ
แต่ไม่ถูกนำมาถ่ายทอดในการกล่าวสอนธรรมทั้งหลาย
เพราะมนุษย์ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิทยาศาสตร์ยุคล่าอาณานิคมอย่างงมงายโงหัวไม่ขึ้น
ทำให้ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า  อภิภายตนะและกสิณายตนะเป็นเรื่องของอะไรกันแน่
ไม่ใช่ความล้าหลังของพระพุทธศาสนา
หากแต่เป็นความล้าหลังทางปัญญาของมนุษย์ผู้ถ่ายทอด และผู้ไม่พยายามทำความเข้าใจ ต่างหาก

ที่สำคัญ..ทฤษฎีวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตของพระพุทธศาสนานั้น
กำหนดจากผลแห่งพลังงานที่เกิดในระบบประสาทสัมผัสของอายตนะทั้งสิ้นเรียกว่า
จิต และกรรม ร่วมกับ อุตุ(สิ่งแวดล้อม) และอาหาร
ขณะที่ทฤษฎีวิวัฒนาการของชีววิทยาสมัยล่าอาณานิคมที่ยังยึดถือกันถึงปัจจุบัน  
ยึดถือหลักสิ่งแวดล้อมกับอาหาร เท่านั้น   
เรื่องของผลแห่งพลังงานตามกฏอนุรักษกรรมแห่งพลังงาน (Law of Conservetive of Energy)   
ไม่สามารถนำมาประกอบได้โดยเจตนา


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอด
06:00 น.แรม๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พฤหัสบดี ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖




...พวกปฏิเสธพระพุทธศาสนาคือพวกไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์....
หรือพวกที่คิดเอาว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ใครก็ทำความเข้าใจได้ง่ายๆเป็นเรื่องของพวกหลงตัวเองทั้งสิ้น.

...ธรรมที่รู้ได้โดย.
จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณกายวิญญาณ และมโนวิญญาณ  คือโลกแห่งอนุภาค
ธรรมที่รู้ได้โดย..มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอิสระไปจาก จักขุวิญญาณ.โสตวิญญาณ,ฆานวิญญาณ,ชิวหาวิญญาณ 
และมโนวิญญาณ ตามปกติ
คือโลกแห่งคลื่นและพลังงาน  เป็นที่มาของเหตุการณ์ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า
อภิภายตนะ และกสิณายตนะ...และเป็นที่มาของอุตริมนุสสธรรมที่เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ทั้งหมดในบันทึกของพระพุทธศาสนาด้วย.

...โง่เรื่องวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งคริสตศตรรษที่ 20 ไม่พอ
ปฏิเสธคำสอนอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา อีก
ไม่น่าเกิดมาเป็นคน นะ..เสียชาติเกิด ฝุด ฝุดเลย....

...คำสอนในพระพุทธศาสนาว่าด้วยปรากฏการณ์ความมีชีวิต
เป็นเรื่อง ไบโอฟิสิคส์ (Biophysics)  ว่าด้วยพลังงานระดับปรากฏการณ์พลังงานนิวเคลียร์ทั้งสิ้น....

...ประเพณีวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติในอารยธรรมโบราณที่เป็นสากลครั้งแรกของโลกที่เกิดที่ลุ่มแม่น้ำสินธุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑-๑๓ เป็นแบบจำลองมาจากปรากฏการณ์พลังงานนิวเคลียร์ ทั้งสิ้นอีกเหมือนกัน
คนที่กล่าวหาว่าประเพณีวัฒนธรรมโบราณเป็นเรื่องงมงาย...
แสดงถึง ความโง่ และการเกิดมาที่เสียชาติเกิดสิ้นดี ครับ

...สังคมที่ปล่อยให้พวกคนโง่ดังกล่าวประสบความสำเร็จมีหน้ามีตาอยู่ในระบบการศึกษาของชาติ  
คือสังคมที่อ่อนแอและแตกแยกของประเทศชาติที่กำลังรอเวลาล่มสลายด้วย...




...มีท่านผู้เขียนบางท่านที่เป็นถึงอดีตนักวิทย์ไทยอ้างว่า...
การที่ไอสไตน์ค้นพบกฎธรรมชาติอันนำไปสู่การคิดค้นทำระเบิดปรามณูในเวลาต่อมานั้น...
เป็นเหตุให้ท่านต้องไปตกนรก...แล้วก็จะเกิดมาเพื่อคิดค้นพบแบบนี้วนไปซ้ำๆๆหลายๆๆชาติเลย...ฟังแล้วมึนมากกับท่านนี้...

...มึนก็เลิกฟัง  เลิกเอามาคิดครับ   นักวิทย์แบบนั้นพูดมั่วไปทั่ว  
เอาวิทย์ เอาศาสนามารองรับความมั่วของตนเอง...มีคุณค่าต่อสังคมไทยมั้ย...
คนที่มีความรู้ขนาดนั้นแล้วไม่มีคุณค่าแก่สังคมตามความรู้ที่คิดว่ามีมากเนี่ย
พิพากษาได้เลยครับ...ว่า วิปลาศ ไปแล้ว....

...พูดด้วยความเชื่อว่า  ไอน์สไตน์มีส่วนในการผลิตระเบิดปรมาณูฆ่าคน นะสิ...พิพากษาได้งัย
รู้จักกฏแห่งกรรมในพลังงานนิวเคลียร์แค่ไหน...เด๋วผมก็มั่วบอกออกมามั่งหรอกว่า  
ไอน์สไตน์เป็นเทวดาเพื่อนกะสตีฟ จ็อบส์เท่านั้นเอง...เพราะคนที่ทิ้งระเบิดทำตามนโยรัฐสภาแห่งอเมริกา...
รู้จักแต่วิทยาศาสตร์  ไม่รู้กติกาสังคม ก็เป็น พยาธิจากปากหมาในกะลาครอบครับ.
ประเทศไทยฉิบหายเพราะคนพวกนี้...พวกที่ไปมีความสำเร็จจากเมืองนอกมานี่แหละ
ตัวการฉิบหายของระบบสังคมความรู้ของชาติแผ่นดิน..บอกได้เลย..นักวิทย์ครับ..คุณนั่นแหละที่ตกนรกแล้ว ชิว ชิว..





                                                                                                  ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

53.Breaking Dharma PART 52




Breaking Dharma PART 52...!!!
....

ความรู้เรื่อง โหราศาสตร์ไทย ว่าด้วยการคำนวณหาลัคนา

นักการศึกษาทั้งหมด ไม่เคยมีใครรู้ว่า  วิชาโหราศาสตร์ไทยนั้นเป็น
วิทยาการที่สำเร็จมาจากภาคคำนวณของท้องฟ้าในไตรภูมิ   
ไม่ใช่ท้องฟ้าที่มองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างดาราศาสตร์ทั้งหลาย
ท้องฟ้าในไตรภูมิ  กล่าวถึงการหมุนโคจรของโลกที่มีมากอย่างน้อย ๖ ระบบ
ซึ่งเป็นการหมุนที่ต้องหาค่าเฉลี่ยแบบการหา ครน.
จึงมีสมมติ ให้ เขาพระสุเมรุ  เป็นค่าเฉลี่ยของการหมุนอย่างน้อย ๖ ระบบนั้น

การวางกราฟดวงดาวเป็นตาตาราง ๑๒ ราศีในรูปกราฟวงกลม
จึงมีศูนย์กลางของกราฟวงกลมหรือดวงอีแปะ   เรียกว่า เขาพระสุเมรุ!!!
(เป็นค่ามาตรฐานจากดวงจิตในขณะเป็น อรูปพรหม  ค่าสูงสุด คือ 84,000 หน่วย )
ลัคนา  คือพิกัด ตำแหน่งเกิดของบุคคลบนพื้นผิวโลกในขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง ๒๔ ชม.
จึงต้องคำนวณหาว่า ณ.เวลาตกฟาก  คือเวลาเกิดนั้น   บริเวณที่เกิดโลกกำลังหมุน
ไปรับกับราศีไหนใน ๑๒ ราศี เรียกการคำนวณหาพิกัดนี้ว่า  * การหาสมผุส ลัคนา *

เวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองแล้วหันพื้นผิวเข้าหาราศีทั้ง ๑๒ บนท้องฟ้านั้น
มีค่าเวลาหมุนเคลื่อนผ่านแต่ละราศี  ตามที่กำหนดกันไว้ทั่วไป  เรียกว่า
เวลาอันเป็นภาย หรือ *อันโตนาที* ดังนี้

๑. ราศีเมษ      เป็นเวลา  ๑๒๐ นาที
๒. ราศีพฤษภ   เป็นเวลา  ๙๖ นาที
๓. ราศีเมถุน     เป็นเวลา  ๗๒ นาที
๔. ราศีกรกฎ    เป็นเวลา  ๑๒๐ นาที
๕. ราศีสิงห์      เป็นเวลา  ๑๔๔ นาที
๖. ราศีกันย์      เป็นเวลา  ๑๖๘ นาที
๗. ราศีตุล       เป็นเวลา  ๑๖๘ นาที
๘. ราศีพิจิก     เป็นเวลา  ๑๔๔ นาที
๙. ราศีธนู        เป็นเวลา  ๑๒๐ นาที
๑๐. ราศีมกร     เป็นเวลา  ๗๒ นาที
๑๑. ราศีกุมภ์    เป็นเวลา  ๙๖ นาที
๑๒. ราศีมีน      เป็นเวลา  ๑๒๐ นาที

(ยังมีอีกชุดหนึ่ง เรียกว่า อันโตนาทีสารัมภ์  ซึ่งใช้คำนวณอุปราคา
ระหว่างอาทิตย์ จันทร์ และโลก ที่สามารถนำมาใช้ได้ด้วยแต่ ณ ที่นี้ ขอยกไว้ก่อน)



ตย. "นายขยะ" เกิด วันจันทร์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๖
ตอนดึกเวลา ๐๐.๕๐ น.  ถ้าคติของยุค ป.เป็นนายก ถือว่าเป็นวันอังคารที่ ๑๐
แต่ตามคติพุทธศาสนาถือเป็นคืนของวันจันทร์  โหราศาสตร์ไทยเป็นวิทยาการของพระพุทธศาสนา 
จึงถือตามพระพุทธศาสนา

* วันจันทร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ ณ เวลา 00.50 น.นั้น
ตามปฏิทินโหราศาสตร์ของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว..
ดวงอาทิตย์ โคจรเข้าสู่ราศีตุลมาแล้ว ....๒๓.๔๕ วัน


ฉะนั้น

(๑) อันโตนาที ที่ผิวโลกหมุนผ่านราศีตุล ...๑๖๘ นาที
(บางทีเรียกว่า  อันโตนาทีอาทิตย์สถิตราศีตุล  ให้งงเล่นดี)
ท่านให้เอา ๑๖๘ X ๒๓.๔๕ = ๓๙๓๙.๖๐ นาที
เรียกว่า  รวมเวลาอาทิตย์ยก ๓๙๓๙.๖๐ นาที


(๒) ท่านให้เอา องศาของราศี คือ ๓๐ ํ ไป หาร ผลลัพธ์ในข้อ(๑)
คือ ๓๙๓๙.๖๐ หาร ๓๐ = ๑๓๑.๓๒ นาที
เรียก ผลลัพธ์นี้ว่า * อดีตอาทิตย์อุทัย * ไปแล้ว ๑๓๑.๓๒ นาที
คือเวลาที่โลกได้เคลื่อนหมุนผ่านราศีตุลไปแล้ว ๑๓๑.๓๒ นาที
ฉะนั้น ยังเหลือเวลาที่จะโคจรให้สุดราศีตุลอยู่อีก =๑๖๘-๑๓๑.๓๒
เป็นเวลา อนาคตอาทิตย์อุทัย = ๓๖.๖๘ นาที


(๓) "นายขยะ" เกิดเวลา ๐๐.๕๐ น. ที่จังหวัดบุรีรัมย์
ดวงอาทิตย์ ขึ้นที่โขงเจียม เมื่อวันที่ ๙ พย. เวลา ๐๖.๑๔ น.
ฉะนั้น เวลาที่ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็น 06: 21 น.
นับเวลาจากพระอาทิตย์ขึ้น มาถึงเวลาเกิด =
๐๖.๑๔ น.>>>๐๐.๕๐ น. = ๑๘ ชั่วโมง ๓๒ นาที=๑๑๑๒ นาที


(๔) นำเอาผลลัพธ์ข้อ(๓) ลบ ข้อ (๒) คือ ๑๑๑๒-๓๖.๖๘= ๙๗๙.๓๒
ได้ผลลัพธ์ ข้อ(๔) คือ ๙๗๙.๓๒ นาที


(๕) นำเอา ๙๗๙.๓๒ ตั้ง

ลบ อันโตนาที  ราศีพิจิก    ๑๔๔
ลบ อันโตนาที  ราศีธนู      ๑๒๐
ลบ อันโตนาที  ราศีมกร     ๗๒
ลบ อันโตนาที  ราศีกุมภ์    ๙๖
ลบ อันโตนาที  ราศีมีน      ๑๒๐
ลบ อันโตนาที  ราศีเมษ     ๑๒๐
ลบ อันโตนาที  ราศีพฤษภ  ๙๖
ลบ อันโตนาที  ราศีเมถุน    ๗๒
ลบ อันโตนาที  ราศีกรกฎ    ๑๒๐

ได้ผล ลัพธ์ = ๑๑๙.๓๒


(๖) ราศีสิงห์ อันโตนาทีมี ๑๔๔ >>> ๑๑๙.๓๒ X ๓๐ ํ =๓๕๗.๙๖
นำเอา ๓๕๗.๙๖ หาร ๑๔๔ =๒๔.๘๖ >> >24 ํ 51 ลิปดา


(๗) นั่นคือ นายขยะ เกิด วันจันทร์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๖
เวลา ตกฟาก ๐๐.๕๐ น. มีลัคนาสถิตราศีสิงห์ ที่ ๒๔ ํ ๕๑ ลิปดา
สถิตนวางค์อังคาร(พิจิก) มหัทธโนฤกษ์(ดาวบุรพผลคุณี) จักเป็นมหาโจรใหญ่  
ฉิบหายเพราะญาติพี่น้องแล...
(อาจมีคลาดเคลื่อนบางจุด  เพราะพิมพ์ลงแบบไม่มีการตรวจปรู๊พ  ผิดตกยกไว้)


สรุปคือดวงชาตา นายขยะ ที่เกิด เดือน พฤศจิกายน มีลัคนาสถิต ราศีสิงห์
มีดาวพฤหัสบดี(๕) โยคหลังราศีเมถุน  มีอังคารอยู่ราศีกันย์  มีดาวอาทิตย์ (๑)  พุธ (๔)  ศุกร์ (๖)  เสาร์ (๗)  
โยคหน้าจับกลุ่มสถิตราศีตุล  มีจันทร์สถิตต้นราศีธนู และราหูสถิตต้นราศีมกร
ได้เสาร์มหาอุจเป็นเสาร์วิทยาพิสิฐ เจ้าแห่งวิทยาการลี้ลับ
ได้ราหูมหาจักร บุญฤทธิ์สิทธิเดช โคตรโคตรมหาดื้อ...
เป็นดวงโยค ทีใครนักก็ยากจักทักทำนายได้...


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอด การคำนวณวางลัคนาโหราศาสตร์ไทย
16:00 น. ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ อังคารที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖





...ครับ...๐๖.๑๔ น.>>>๐๐.๕๐ น. = ๑๘ ชั่วโมง ๓๒ นาที=๑๑๑๒ นาที...ผมลองคำนวณดูมันน่าจะเป็น...
18 ชม. 36 นาที...รวม 1116 นาที หรือเปล่า???...
ครับ  เพราะผมเร่งแบบสดๆ  คิดว่าต้องมีที่ผิดแต่ก็พิมพ์ลงๆ งัย   ตามว่าเลยครับ..ก็ปรับไล่เป็นลูกระนาดใหม่ละกัน...เพราะถึงจะเพิ่มมาอีก ๔ นาที  มันก็คงไม่เคลื่อนออกจากนวางค์อังคารในราศีสิงห์ครับ..ผมเป็นมหาโจรทางปัญญา จริงๆ

...ถ้ามีภาพประกอบหรือถ่ายทอดเฉพาะหน้าเนี่ย ๑๕ นาทีก็จะเข้าใจได้ง่ายแต่อย่างที่บอก อุปกรณ์ผม ไม่พร้อมเลย...



...อย่าเอาโหราศาตร์ไทยไปมั่วกะโหราศาสตร์สากลหรือยูเรเนียนอะไรนั่น เพราะรากฐานโหราศาตร์ไทยพัฒนาไปจากท้องฟ้าในไตรภูมิ..ที่ไม่มีใครรู้จัก...ใครละเมิด ไม่ตายดี

...โหราศาสตร์ไดนามิคส์  ไม่ใช่โหราศาสตร์ สะแตติคส์
สัมพันธ์กับทักษา..ว่าด้วยเรื่องดาวเสวยอายุ และ ธาตุที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายตามเป็นจริง...




...ตรงอาทิตย์สถิตราศีตุลมันจะซ้อนสองความหมาย คือ
๑.ดาวอาทิตย์โคจรผ่านราศีตุล (ตามระยะเวลา ๑ เดือน )  มันไปแล้ว 23 ํ..
๒.โลกหมุนรอบตัวเองทำให้อาทิตย์ในรอบวัน ณ ราศีตุลมันเลื่อนไปแล้ว  ๑๓๑.๓๒ นาที
มันเป็น สองซ้อน...ครับ

...ระบบเวลามันซ้อนกัน...มีหลายระบบให้เราเปรียบเทียบ...ผมจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบขึ้นมาเพื่อให้เข้าใจมากกว่าขึ้นกว่าเดิมนะนี่...นี่แหละคือปัญหาล่ะ...เวลาสมผุสของดาวอาทิตย์ในปฏิทินของ อ.ทองเจือ อ่างแก้ว เป็น 6.00 น.  มีที่มาจากการคำนวณผ่านคัมภีร์สุริยยาตรที่เป็นหลักของโหราศาสตร์ไทยโดยตรง

...แค่ โครงสร้างการคำนวณเวลา  จะเห็นได้ว่า ปราชญ์โบราณ...
*เอาโลกเป็นศูนย์กลาง ของการสังเกตุการณ์* ครับ
ไม่ใช่เอาโลก  เป็นศูนย์กลางจักรวาลอย่างที่พวกไอ้บ้าก่อนหน้ามันกล่าวหา
นั่น..มันกล่าวหาตามความเข้าใจ(ไม่ถึง)ของมันเอง
หลักธรรมในพระพุทธศาสนาก็เจอการกล่าวหาแบบนี้เหมือนกัน
ขนาดสังเกตการณ์บนโลก  ยังเห็น ค่าสัมพัทธ์..ระหว่างการหมุนรอบตัวเอง
กับการหมุนรอบดวงอาทิตย์ ไปพร้อมกันด้วย
การหา "สมผุส" ดวงดาวในระบบสุริยจักรวาลเอง และ พิกัดสังเกตุ
การณ์ของผู้สังเกตเอง  ยังมีการคำนวณเลย..

...หลักการพิสูจน์พิกัดตนเองนี้ ไม่มีในวิทยาการทุกสาขาที่มีอยู่ตอนนี้..พวกมันเริ่มต้นด้วยการสมมติตัวเองทันทีว่า 
มันเป็นกลางเลย...นี่คือที่มาของความฉิบหายทั้งหมดในวันนี้ครับ..
วิชาการปัจจุบัน  มันโกหกตั้งแต่เริ่มต้น คือ พิสูจน์พิกัดความมีอยู่จริงในสังคมไม่ได้   
เมื่อวางแผนออกมา   มันจึงสร้างความฉิบหายต่อเนื่อง..

เท่ากับ..*วิทยาการโบราณมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ*
การกล่าวหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเกิดจากความล้าหลังของพวกมัน นั่นเอง.




...จาก..วิธีการคำนวณหาลัคนา หรือพิกัดตำแหน่งเกิดของเจ้าชาตา
บนพื้นผิวโลก ของวิชา โหราศาสตร์ไทย
สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
มีการคำนวณ ระบบเวลาที่ ซ้อนกัน ๒ ระบบคือ..

๑. เวลาที่ โลกกำลังโคจร รอบดวงอาทิตย์โดยคำนวณจากการ
เคลื่อนผ่าน ๑๒ ราศี บนท้องฟ้า

๒. เวลาที่โลกกำลังหมุนรอบตัวเองโดย เคลื่อนพื้นผิวโลกผ่าน ๑๒ ราศี บนท้องฟ้า
เป็นหลักการคำนวณ แบบ *วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพ* แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ครับ

ในขณะที่ วิทยาการปัจจุบันที่แอบอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์
ไม่มีทฤษฎีพิสูจน์พิกัดตัวเองในสังคมโลก ครับ
เริ่มต้นด้วยการสมมตินักวิชาการผู้สังเกตการณ์ เป็นกลางเอาเองเลย...
แผนงานทางวิชาการที่ออกมามันจึงลวงโลกตั้งแต่แรก
สะสมสร้างปัญหาให้กับสังคมของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง
เป็นศาสตร์เพื่อการล่มสลายของสังคมมนุษย์โดยแท้...
เราจึงได้เห็น ดร. ผศ. ศจ....ที่พูดอะไรออกมาแบบโง่ๆอย่าง
ไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดออกมาจากมนุษย์ที่มีการศึกษา
เต็มสังคมมนุษย์วันนี้มากขึ้นๆ....อาเมน!

...ระบบการศึกษาที่ถ่อยและเสื่อมถอย....เกิดจากบุคคลเพิ่มความโง่ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ที่ล้าหลัง...




                                                                                                   ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap