Loading...

Friday, January 13, 2017

70.Breaking Dharma PART 69





Breaking Dharma PART 69...!!!
....



ข่าวสาร จาก พุทธกาล
ตอน เหตุใดจึงโยนทุกข์มายังเบื้องบนของมหาชนเล่า?


เกริ่น :

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลตกอยู่ในห้วงกามต้องการแย่งชิงภรรยา
ของพสกนิกรคนหนึ่ง ครุ่นคิดวิธีการจนดึกดื่น ได้ยินเสียงเปรตร้อง
มาจากนรกสะเทือนถึงพระราชวังว่า ทุ สะ นะ โส กระหึ่มก้องพระโสต
เกิดอาการสะพรึงกลัวเรียกพราหมณ์มาปรึกษา
พราหมณ์เสนอว่าให้เอาสรรพชีวิตในพระนคร อย่างละ ๑๐๐ มาพลี (บูชายัญ)
แล้วพระมหาราชาจะพบความสวัสดี
มหาราชาปเสนทิโกศลจึงมีรับสั่งลงมาแก่ข้าราชบริพารที่มีหน้าที่ว่า
"ท่านทั้งหลาย จงไปจับสิ่งมีชิวิตเหล่านั้นมา"


ในบาลี ตอน โกสลสังยุตต์ ได้บรรยายไว้ว่า

ยัญใหญ่เป็นอาการปรากฏเฉพาะแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว
โคอุสภะ ๕๐๐  ลูกโคผู้ ๕๐๐  ลูกโคเมีย ๕๐๐
แพะ ๕๐๐  แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปหาหลักแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ยัญ
ชนทั้งหลาย ที่เป็น ทาสก็ดี ทาสี ก็ดี คนใช้ก็ดี กรรมกรก็ดี เด็กชายก็
เด็กหญิงก็ดี ย่อมมีเพื่อยัญนั้น
สัตว์แม้เหล่านั้น ถูกข้าราชบริพารผู้มีหน้าที่คุกคามด้วยอาชญา
เป็นภัยคุกคามแล้ว มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ บริกรรมคร่ำครวญอยู่

มหาชนคร่ำครวญอยู่ เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญาติของตนๆ
เกิดเสียงร้องไห้อันดังแล้ว
เสียงร่ำไห้คร่ำครวญได้เป็นราวกับว่าเกิดแผ่นดินไหว

ครั้งนั้น
พระนางมัลลิกาเทวี ทรงสดับเสียงนั้นแล้ว
รีบเสด็จไปสู่พระราชสำนัก ทูลถามว่า่
"้ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุใดหนอแล?
พระอินทรีย์ของพระองค์จึงไม่ทรงปกติ
พระองค์ย่อมปรากฏ ดุจมีพระรูปอิดโรย"
มหาราชาปเสนทิโกศลตรัสย้อนคืนว่า
"ประโยชน์อะไรของเธอเล่า? มัลลิกา
เธอไม่รู้อสรพิษ เลื้อยอยู่ในที่ใกล้หูของเรา"

พระนางมัลลิกาเทวีตรัสถามว่า
"นั่นเหตุอะไร ? เพคะ"

ราชาปเสนทิโกศล (ไม่ตรัสบอกความอยากต้นเหตุของตน) ตรัสแต่ว่า
"ก็ในส่วนราตรี  เราได้ยินเสียง คือ ทุ สะ นะ โส ดังก้องพระมหาราชวัง
จึงถามแล้วซึ่งปุโรหิตแลได้สดับจากปุโรหิตว่า  อันตรายแก่ชีวิตย่อมปรากฏแก่เรา  
เราจักต้องนำชีวิตในพระนคร อย่างละ ๑๐๐ ทุกชนิดพลีเป็นบูชายัญ  
แล้วเราจักได้ความเป็นอยู่คืนมา เป็นชีวิต เป็นสวัสดี
เราจึงสั่งให้จัดเตรียมชีวิตเหล่านั้นเพื่อประโยชน์แห่งยัญแล้ว
เราจึงรับสั่งจับสัตว์เหล่านี้ไว้"

พระนางมัลลิกาเทวี ทูลตำหนิว่า
"ข้าแต่มหาราช  พระองค์ทรงเป็นอันธพาล
แม้ทรงราชย์ในแคว้นทั้ง ๒ ก็จริง
แต่พระปัญญาพระองค์ เขลานัก"

มหาราชาปเสนทิโกศล รับสั่งว่า
"เพราะเหตุใด เธอจึงพูด อย่างนี้?"

พระนางมัลลิกาเทวีทรงชี้แจงว่า
" การได้ชีิวิต ของตน ด้วยการตายของผุ้อื่น
พระองค์ทรงเคยเห็นที่ไหน?
เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อคำของพราหมณ์ผู้อันธพาลเห็นปานนี้
แล้วโยนทุกข์ไปในเบื้องบน ของมหาชนเล่า?
พระศาสดา
ผู้เป็นอัครเอกบุคคลของโลก ทั้งเทวโลก
มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาลทั้งหลาย มีอดีตกาล เป็นต้น
ประทับอยู่ในพระวิหารใกล้เคียงนี้เอง
พระองค์เสด็จไปทูลถามพระศาสดานั้นแล้ว
ทรงกระทำตามพระโอวาทแห่งพระศาสดาเถิด"


สรุปเรื่อง;

จากนั้นพระนางมัลลิกาเทวีก็พาพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าเฝ้าพระศาสดา ณ วิหารเชตวัน
พระศาสดาจึงทรงเล่าความเป็นมาของเสียง ทุ สะ นะ โส (คือ คาถาหัวใจเปรต) ของเปรต ๔ ตน
ที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตกระทำแต่เรื่อง ปรทาริกกรรม (ล่วงละเมิดในหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาของตน) 
จนจบเทศนา มหาราชาและคนทั้งหลายที่อยู่ ณ วิหารเชตวันร่วมกันขณะนั้นต่างเกิดความเข้าใจอันดีแล้ว
มหาราชาก็ถวายบังคมพระศาสดา กำลังเสด็จไป รับสั่ง
ให้ปลดปล่อย ชีวิตที่เตรียมนำมาบูชายัญทั้งหมด

พสหนิกรทั้งพระนครพากันชื่นชมสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีว่า
"เราทั้งหลาย ได้ชีวิต เพราะอาศัยพระเทวีองค์ใด
ขอพระนางมัลลิกาพระเทวีพระองค์นั้น
ผู้เป็นพระแม่เจ้าของเราทั้งหลาย
จงทรงพระชนม์อยู่ตลอดกาลนานเทอญ"

แม้ภิกษุทั้งหลาย เมื่อสนทนากัน ณ โรงธรรมในยามเย็น
ก็สรรเสริญว่า
"พระนางมัลลิกาเทวีนี้ฉลาดหนอ
ทรงอาศัยพระปัญญาของพระศาสดา
ได้ให้ชีวิตแก่ชนทั้งหลายที่มีประมาณมากนักนี้ได้"


จาก เรื่อง บุรุษคนใดคนหนึ่ง  พาลวรรควรรณนา
อรรถกถาแห่งธรรมบท (ธัมมปทัฏฐกถา) ภาค ๓



ขยายความ ;
คาถา หัวใจ เปรต ทุ สะ นะ โส

ทุ = ทุชชีวิตชีวมฺหา เยสนฺโน น ททามฺหเส
วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโน
ความว่า  เราทั้งหลายเหล่าใด เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่
ไม่ได้ถวายทาน ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน พวกเราเหล่านั้น
จัดว่ามีชีวิตชั่วช้าแล้ว

สะ = สฏฐิวสฺส สหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
นิรเย ปจฺจมานา กทา อนฺโต ภวิสฺสติ
ความว่า  เมื่อเราทั้งหลายผู้หมกไหม้อยู่ในนรกแล้วหกหมื่นปี
เมื่อใดจะถึงที่สุดเสียที

นะ = นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ
ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มมํ ตุยฺหญฺจ มาริสา
ความว่า  ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ที่สุดย่อมไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน
ที่สุดจักไม่ปรากฏ เพราะกรรมชั่ว
อันเราและท่านได้กระทำไว้แล้วในกาลนั้น

โส = โสหํ นูน อิโต คนฺตวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุํ
ความว่า  เรานั้น เมื่อไปจากที่นี้ได้แล้ว หากได้กำเนิดเป็นมนุษย์
เมื่อรู้เดียงสา จักต้องถึงพร้อมด้วยศีลและทำกุศลให้มาก.



เปรียบเทียบนัยะ;

พราหมณ์, ปุโรหิต ผู้เสนอยัญ= นักวิชาการ
ยัญ = นโยบาย และ กฎหมายของรัฐ

และ นั่นสิ...ทำไมต้องโยนทุกข์ลงมาเบื้องบนของมหาชน
ทำไม ต้องให้มหาชนมาเดือดร้อนเพราะผลงานของพวกท่านด้วย????
ทำไมต้องโยนทุกข์มาใส่หัวประชาชนด้วย?     


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอดท่า ตีโคข้ามภูเขา (แกซัวพะงู้)
19:50 น. ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑
ศุกร์ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖




                                    
...ก็จำมาจาก มังกรหยก ฉบับ คุณ ประยูร-จำลอง พิศนาคะ...
ซึ่งหลายคำ ท่านก็เพี้ยนๆนะ...แต่คงความทรงจำไว้นะครับ (แกะ ซัว พะ งู้)





                                                                                                       ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: