Loading...

Monday, January 9, 2017

49.Breaking Dharma PART 48





Breaking Dharma PART 48...!!!
....


จะรู้ว่าใครมันพูดเอาเอง   เรามาดูหลักฐานชั้นพระบาลีกัน
(บาลี คือสัญลักษณ์ แห่งพระธรรม และเป็นแผนที่ของการปฏิบัติธรรมด้วย)

๑. ว่าด้วยลักษณะการเสื่อมสูญของพระศาสนา
๒. ว่าด้วยความผูกพันความเป็นญาติข้ามภพข้ามชาติ
๓. ว่าด้วยการบรรลุธรรมที่ได้คุณวิเศษ (อุตตริมนุษยธรรม)

ผู้เป็นสายโลหิต ในกาลก่อน
คือผู้กระทำสมณธรรมร่วมกันในครั้งก่อน
(เคยปฏิบัติธรรมร่วมกันในอดีตชาติ ย่อมได้มาเกิดเป็น ญาติกัน)


ได้ยินว่า ในกาลก่อน เมื่อศาสนาของพระทศพล
พระนามว่ากัสสปะเสื่อมลงอยู่
ภิกษุ ๗ รูป เห็นประการอันแปลก
แห่งบรรพชิตชิตทั้งหลายมีสามเณร เป็นต้นแล้ว
(พระวินัย เสื่อมทรามลง โดย เห็นจากวัตรปฏิบัติตั้งแต่สามเณร )

ถึงความสลดใจคิดว่า
ความอันตรธานแห่งพระศาสนายังไม่มีเพียงใด
พวกเราจักกระทำที่พึ่งแก่ตน เพียงนั้น ฯ

ภิกษุ ทั้ง ๗ ไหว้พระเจดีย์ทองคำแล้ว เข้าไปสู่ป่า
เห็นภูผาสูงแห่งหนึ่ง ได้กล่าวในหมู่กันว่า
"ผู้มีอาลัยในชีวิต จงกลับไป
ผู้ไม่มีอาลัย จงขึ้นสู่ผาสูงนี้"

พาดบันไดแล้ว แม้ทั้ง หมดขึ้นสู่ภูผานั้น
ผลักบันไดแล้ว กระทำสมณธรรม
บรรดาพระภิกษุทั้ง ๗ พระสังฆเถระบรรลุพระอรหัต
โดยล่วงไปราตรีเดียวเท่านั้น จึงได้ใช้คุณวิเศษแห่งธรรม
นำน้ำเคี้ยวชำระฟันชื่อนาคลดามาจากสระอโนดาต
และนำบิณฑบาตรมาแต่อุตตรกุรุทวีป
กล่าวกะภิกษุที่เหลือ ๖ รูปว่า
"อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านเคี้ยวไม้ชำระฟันนี้ บ้วนปากแล้ว
จงฉันบิณฑบาตรนี้เถิด"

ภิกษุที่เหลือทั้ง ๖ ถามเถระผู้อรหันต์ว่า
"มาริสะ ก่อนมาที่นี้ เราทำกติกากันไว้อย่างนี้หรือ?"
(มาริสะ..ท่านผู้เจริญ)

เถระผู้อรหันต์ตอบว่า
"อาวุโส ข้อนั้น ไม่มีเลย"

ภิกษุทั้ง ๖ จึงกล่าวว่า
"ถ้าเช่นนั้น แม้พวกเราที่เหลือนี้ ก็พึงยังคุณวิเศษให้บังเกิด
เหมือนท่าน พวกเราจักนำมาซึ่งบิณฑบาตเพื่อบริโภคเอง"

อรหันต์ผู้เถระ  เมื่อไม่เห็นหน้าที่ต่อไป ได้ดับขันธปรินิพพานแล้ว
วันที่ ๒ พระอนุเถระ ก็บรรลุ อนาคามีผล
(อนุเถระ คือ ภิกษุพรรษาแก่รองลงมาจาก พระอรหันต์ที่บรรลุไปก่อนหน้า)
ก็กระทำบิณฑบาตรเช่นเดียวกับพระเถระอรหันต์
ก็ได้รับการปฏิเสธจากภิกษุที่เหลือ ๕ รูปว่า
"มาริสะ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้พวกเราก็จะยังคุณวิเศษให้บังเกิด
เหมือนท่านแล้ว อาจเพื่อบริโภค ด้วยความเพียรแห่งบุรุษ
ของตนเอง จึงจักบริโภค"

พระอนุเถระผู้อนาคามี เมื่อไม่เห็นหน้าที่ตนอีกแล้ว
จึงดับขันธ์ไปบังเกิดแล้วในสุทธาวาสพรหมโลก

ภิกษุ ๕ รูปนอกนี้ ไม่อาจยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นได้ ผ่ายผอมแล้ว
ด้วยการอดอาหาร พากันกระทำกาละในวันที่ ๗ นั้นเอง.....

บรรดาท่านเหล่านี้ ได้มาเกิดแล้วในสมัยพุทธกาล ได้แก่
คนหนึ่งได้เป็นราชาแห่งตักศิลา พระนามว่า ปุกกุสาติ
คนหนึ่งได้เป็น พระกุมารกัสสปะ
คนหนึ่งได้เป็น พระทารุจีริยะ
คนหนึ่งได้เป็น พระทัพพมัลลบุตร
คนหนึ่งได้เป็น ปริพาชกชื่อสภิยะ ภายหลังได้บวชบรรลุอรหัตผลแล้ว

เทวดาผู้เป็นสาโลหิตกันในกาลก่อนนี้ ก็คือภิกษุอนุเถระผู้อนาคามีที่ได้
บังเกิดแล้วแล้วในสุทธาวาสพรหมโลก และเป็นผุ้ลงมาเตือนท่านพระทารุจีริยะที่ตั้งตนเป็น
พระอรหันต์ ณ.ท่าเรือ สุปปารกะในอินเดียใต้  จนได้สติแล้วรีบเร่งเดินทางจากอินเดียใต้มา
นครสาวัตถี บรรลุทันพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตในตอนเช้า
(จากท่าเรือเดินสมุทรสุปปารกะในอินเดียใต้ถึงนครสาวัตถีมีระยะทาง ๒,๐๐๐ กิโลเมตร  
ท่านทารุจีริยะใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าเปล่าภายในคืนเดียว)

และท่านพระทารุจีริยะ คือเอตทัคคะ..ผู้เลิศในการบรรลุเร็ว ในอสีตสาวก ด้วย


จากเรื่องพระทารุจีริยะ  สหัสวรรควรรณนา  ธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๔


หมายเหตุผู้ถ่ายทอด; เนื้อหาอรรถกถาส่วนนี้  ตรงกับอัปทาน..คำบอกเล่าแห่ง
ท่านพระทัพพมัลลบุตร ซึ่งบรรยายถึงบรรยากาศของสังคมยุคพระศาสนาเสื่อมสูญเอาไว้
อย่างละเอียดอีกด้วย


Atthanij Pokkasap รายงานจากขอนแก่น
07:20 น.ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ วันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖




...เปรียบเทียบหลักฐานชั้นบาลี แสดงว่าเข้าสู่ยุคเสื่อมสูญพระศาสนาแล้วเพราะท่านให้ดูที่เณรทั้งหลายไม่อยู่ในพระวินัย...

...ชั้นเณร คือ ศีล ๑๐ ยังไม่รอด..แล้วพระจะเหลืออะไร พระครู...




...ท่านที่เหลือที่ยังไม่ได้บรรลุใจเด็ดมาก...ไม่ยอมกินข้าวน้ำกันเลย...แม้ชำระฟัน...

...ฝึกมาก่อนจนชำนาญแล้วครับ..เหลือแต่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย....
๕ ท่านสุดท้าย ไม่ผ่านการตัดสินใจครั้งสุดท้ายเพราะภาระกรรมที่ทำไว้กับพระพุทธเจ้าเราองค์ปัจจุบันครับ เลยต้องรอ...

...ปฎิบัติก่อนบวช หรือว่าปฏิบัติมาหลายภพชาติ...ทั้งสองปฏิบัติน่ะล่ะ   จนชาติภพเกือบสุดท้าย...แล้ว...เพราะจบจากชาติในสมัยศาสนาพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า  พุทธันดรที่ผ่านมานี้เอง (อายุผู้คน ๒๐,๐๐๐ ปี)  ก็ไปอยู่สวรรค์    
พอพระพุทธเจ้าโคตมะของชาวเราทุกวันนี้ตรัสรู้    ก็ลงมาเกิดเป็นชาติภพสุดท้ายร่วมพระพุทธเจ้าด้วย...

...ท่านทัพพมัลลบุตรนี่ ปรินิพพานเป็นพระสูตร ๒ พระสูตรใน ๘๔,๐๐๐ พระสูตรของพระไตรปิฎกด้วย
สง่างามมาก   เหาะขึ้นฟ้า เผาสรีระตัวเองเบื้องหน้าพระพุทธเจ้า ไม่มีควันเลย   ทุกอย่างหายวับไปในอากาศหมด 
(ไม่ได้อธิษฐานพระธาตุไว้)



        
                                                                                                         ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: