Loading...

Sunday, January 1, 2017

22.Breaking Dharma PART 21






Breaking Dharma PART 21...!!!
....





เจ้าหญิง ผู้ต้องมาเป็นภิกษุณี เพราะ..สวยเกินไป !!!


อ่าน.. บุรพกรรม และบั้นปลาย ของ หญิงสาวที่สวยที่สุดใน ราชตระกูลศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้า ท่าน ..ดู ครับ....

(บุรพกรรม)...

ครั้งนั้น.. ดิฉันเกิดในสกุลใหญ่ที่มั่งคั่งเจริญ ในพระนครพันธุมดี
เป็นหญิงมีรูปงาม น่าพึงใจและเป็นที่ชื่นชมของมหาประชุมชน
ได้เข้าเฝ้า พระพุทธวิปัสสี ผู้มีความเพียรมาก ได้ฟังธรรมแล้วถึงพระพุทธองค์ เป็นสรณะ สำรวมอยู่ในศีล

เมื่อพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ปรินิพพานแล้ว..
ดิฉันได้เอาฉัตรทองบูชาไว้ ณ เบื้องบนพระสถูป ที่บรรจุพระธาตุ
ดิฉันเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้ว มีศีลตลอดชีวิต เมื่อเคลื่อนจากอัตภาพละร่างกายมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เป็นเทวะผู้ครอบงำเทพธิดาทั้งหมดในภพดาวดึงส์ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพั อายุ วรรณะ สุข ยศ และ
ความเป็นอธิบดี รุ่งโรจน์ปรากฏอยู่...
(เสวยทิพยสุขในสรวงสวรรค์ดาวดึงส์ ๖ พุทธันดรกัป!!!)

(ชาติภพสุดท้าย สมัยพุทธกาล)...
ในภพหลังนี้ ดิฉันเกิดในพระนครกบิลพัสดุ์ เป็นราชธิดาของศากยราช พระนามว่า เขมกะ มีนามปรากฏว่า 
"อภิรูปนันทาราชกัลยาณี"..

ประชุมชนกล่าวว่า ดิฉันเป็นผู้หนึ่ง ซึ่งมีความถึงพร้อมด้วยรูปงามน่าชม
เมื่อดิฉันเติบโตเป็นสาว ครั้นตกแต่งรูปและผิวพรรณแล้ว..
พวกศากยราช..มีความวิวาทกันมาก เพราะตัวดิฉัน!!!

ครั้งนั้น.. พระบิดาของดิฉันกล่าวว่า..
"พวกศากยราชอย่าฉิบหายเพราะความสวยงามของเจ้าเสียเลย ลูกเอ๋ย เจ้าพึงบวช!!!"

ดิฉันจึงบวชแล้วแต่ไม่กล้าเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ (กลัวพระพุทธเจ้าตำหนิเรื่องความงามของรูป)
จนพระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกให้เข้าเฝ้า แล้วทรมานด้วยการแสดง หญิง ๓ ชนิด คือหญิงสาวสวย หญิงแก่ และหญิงตายแล้ว ประทานพระคาถาว่า..

"ดูก่อน..นันทา เธอจงดูร่างกายที่ทุรนทุราย ไม่สะอาด เป็นที่ของโสโครกไหลเข้าและถ่ายออก พวกพาลชนปรารถนากัน เธอจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิ มีอารมณ์อย่างเดียวด้วยอสุภะเถิด..
รูปนี้ เป็นฉันใด รูปของเธอนั้น ก็เป็นฉันนั้น รูปของเธอนั้น เป็นฉันใด รูปนี้ก้เป็นฉันนั้น
เมื่อเธอพิจารณาเห็นรูปนั้น อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน แต่นั้นจะเบื่อหน่าย อยู่ด้วยปัญญาตน"

ดิฉัน ผู้ไม่ประมาท พิจารณาในร่างกายนี้อยู่โดยแยบคาย ก็เห็นกายนี้..
ทั้งภายใน ภายนอกตามเป็นจริง ...

(อัปทาน ทูลถวาย พระพุทธเจ้า)...
"ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพยโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ
รู้บุพเพนิวาสานุสติญาณ และทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษแล้ว หม่อมฉันสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ..
ข้าแต่พระมหาวีระเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และ ปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วในสำนักพระองค์ หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...พระพุทธศาสนา หม่อมฉันทำสำเร็จแล้ว."


จาก อภิรูปนันทาเถริยาปทาน ที่ ๖ ข้อ ๑๗๖  อัปทาน ขุททกนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม ๓๓/๔๕

...เจ้าหญิงในราชตระกูลศากยวงศ์..หลงรูปความสวยกันทั้งนั้น..ครับ แต่ราชกัลยาณีพระองค์นี้
สวยที่สุดจึงได้ชื่อเป็น อภิรูปนันทา...ครับ

อวสาน คนสวย ของพระพุทธศาสนา...ครับ.






...ปัญญา ตัวนี้ เกิดขึ้นเพราะ สติ กับจิต ที่ลมหายใจเชื่อมโยงเอาไว้อย่างแน่นหนามั่นคง (ที่มาของ สมา + ธ +  ิ) แล้ว ก็ทำงานรวมกันเป็นแสงสว่างแห่งการรู้ ขึ้น ครับ...ไม่ใช่กำหนดเอาเองตั้งแต่ต้นทาง...




...ส่วน เจ้าหญิงรูปนันทา เป็นน้องสาวของเจ้าชายนันทะ ครับ...สูตรเดียวกะ ลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อ เจ้าหญิง อภิรูปนันทา...ที่ผมอัญเชิญมาเข้าเบรค 21..ซึ่งเป็นเจ้าหญิงสวยที่สุดในวงศ์...

...ราชกัลยาณี (เจ้าหญิง) ของราชตระกูลศากยวงศ์..มาบวช เป็นภิกษุณี กลุ่มละ ๑ .๘ หมื่นองค์ ไม่ต่ำกว่า ๓ ชุดครับ...แสดงถึง ปัญหาทางจารีตประเพณีของอารยัน...มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลอยู่เอามากๆ...




...ไปถือศีลสวดมนต์ เรยยย...ทั้งชีวิตนะ..เอื้ออกกกก.....สวดให้ได้ทุกคืน...แต่ถ้ายังขี้เกียจอยู่เลยเรา...ก๊อออ...นอนไป คิดถึงตอนที่เต็มใจสวดที่สุดไป...คงคุ้มกะความขี้เกียจนะ...คิดถึงบ่อยๆ ไม่ต้องสวดไปเรยยยย์ ไม่ผิดกติกาครับ...พระพุทธศาสนาเอื้อเฟื้อความขี้เกียจให้ได้ดีถึงขนาดนั้นเรยยยย...

...แบบไก่ แบบค้างคาว...จำแต่นิมิตเสียงสวด...ยังไปดีถึงไหนถึงหนึ่งขี้เกียจอย่างเราอย่างมั่งดิ....ก็ไม่ผิดกติกา....นะ



                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: