Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Monday, January 16, 2017

87.Breaking Dharma PART 86





Breaking Dharma PART 86...!!!
....


วันอาทิตย์ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗
เป็นวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ดาวจันทร์สถิต ราศีเมถุน


กำเนิด *อานาปานสติสมาธิ* ตอนที่ ๕


ความเดิมตอนที่แล้ว (PART 85)

ถอดความขยายเคล็ด อานาปานสติสมาธิขั้นที่ ๑ (มีสติหายใจเข้า) และขั้นที่ ๒ (มีสติหายใจออก)
ทำให้เกิดการสะสมความมั่นคงแห่งจิต  การสะสมการปรากฏชัดเจนแห่งสติ 
แล้วโบราณาจารย์ ได้นำความละเอียดจากการสะสมของจิตและสติ ที่ปรากฏออกมาในฐานะของ "ปราณ"
ไปสัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติของเวลาในภายนอกที่สัมพันธ์กัน
เกิดมาตราวัดค่าเวลาในสูตรคำนวณหาเวลา จากท้องฟ้าในไตรภูมิขึ้น
(ไตรภูมิพระร่วงกัณฑ์ที่ ๙ เป็นภาคทฤษฎี คัมภีร์สุริยยาตร์ เป็นภาคคำนวณ) 

ผู้อัญเชิญมาเล่าและขยายความเองเออเองเรียกปรากฏการณ์ความรู้พื้นฐานนี้ว่า 
เป็นพื้นฐานของ ความรู้ที่เนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา)



ถอดความขยายเคล็ด ต่อ

อานาปานสติสมาธิ ขั้นต่อไปคือ

ขั้นที่ ๓ เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกว่าหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกว่าหายใจออกยาว

ขั้นที่ ๔ เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกว่าหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกว่าหายใจออกสั้น

ข้อพิจารณา คือ อย่างไรเรียกว่ายาว อย่างไรจึงเรียกว่าสั้น
ยาวนั้นยาวเท่าใด และสั้นนั้นสั้นเท่าไร และที่รู้ตัวนั้นรู้ขนาดไหน
รู้อย่างไร จึงเรียกว่ารู้ตัวตามสูตร??????????

ความรู้ที่พึงมีต่อลมหายใจ ยาว ลมหายใจสั้นนี้
ปรากฏอุปมายู่ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ดังนี้ ;

"ภิกษุทั้งหลาย!
แม้ฉันใด นายช่างกลึง หรือลูกมือนายช่างกลึง ผู้ชาญฉลาด
เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงยาว
หรือเมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงสั้น
ภิกษุทั้งหลาย (การหายใจยาวสั้นของเธอ) ก็ฉันนั้น ฯ"


คำถามคือ..

ผู้ปฏิบัติการโยคะ (พระโยคาวจร) หน้าใหม่หน้าเก่าทั้งหลาย..
ไปเสมอนายช่างกลึง ลูกมือนายช่างกลึงผู้ชำนาญและชาญฉลาด
กันตั้งแต่เมื่อเมื่อไหร่???

ที่สุดของลมหายใจเข้า ที่สุดของลมหายใจออกในสรีระร่างกายของสัตวบุคคลแต่ละอัตภาพ
เอาอะไรเป็นมาตรฐานความยาว ความสั้น หากไม่ศึกษาวิชาจิตสรีระวิภาค (นวดแผนโบราณ)
จะไม่มีวันรู้เรื่องลมหายใจยาวสั้นในสรีระร่างของตนตามเป็นจริงเลย

ปฏิบัติการขั้น ๓ และ ๔ นี้ ถูกนำไปใช้เป็นประสิทธิภาพใน ท่าบทฤๅษีดัดตน ที่หาคนรู้ไม่มีเลย....

ในการฝึกหาที่สุดของความยาวสั้นของลมหายใจของแต่ละสรีระร่าง
จะต้องชำระล้างขนาดความเคยชินของลมหายใจที่ไม่มีระเบียบตามปกติทั่วไปทิ้งให้มากที่สุด
เท่าที่จะอบรมตนได้ ตอนนี้เป็นเคล็ดลับ แต่..
เคยถ่ายทอดออกไปหลายครั้งแล้วเพียงแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเทคนิคที่อยู่ใน
อานาปานสติ ข้อ ๓ และ ๔ นี้

ไปพิจารณาตนตามอุปมาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอุปมาไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า
เสมอด้วย นายช่างกลึงเชือกหรือลูกมือนายช่างกลึงผู้ชำนาญและชาญฉลาดกันสักระยะเถิด...
ไปยกตนเสมอได้อย่างไร จึงปฏิบัติก้าวกระโดดกันพรวดๆๆๆๆๆอย่างน่าไม่อายกันหมดทั้งบ้าน
หมดทั้งเมืองขนาดนั้น....


จบ ตอน ที่ ๕


Atthanij Pokkasap
อัญเชิญมาถ่ายทอดเล่าเองขยายความเองและเออเอง




...เส้นปธานทั้ง ๑๐ ตามบันทึกนวดแผนโบราณ ปรากฏในสรีระตอนที่ จิตมั่นคงแล้ว สติปรากฏชัดเจนแล้ว...
ญาณที่เป็น..กายานุปัสสนา ปรากฏตามแบบที่ท่านบรรยายไว้ในไตรภูมิพระร่วงครับ...
ซึ่งต้องเขียนภาพประกอบการบรรยายยืนยันว่าเป็นความรู้อันลี้ลับสูงส่งสุดยอด
ของพระพุทธศาสนาที่ไม่เคยมีใครถ่ายทอดมาก่อน....

...เรื่องการนับ...ในที่นี้บอกว่านับด้วยอักษร...จะเหมือนอย่างเดียวกันกับในวิสุทธิมรรคที่ใช้การนับด้วยตัวเลข
ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน...อันเดียวกันครับ   สัมพันธ์กับจังหวะการหมุนของโลก ไม่ใช่กำหนดได้เอาเอง...
เป็นลักษณะ..การฝึกฝน..ปัญญาโดยสัญชาตญาณ (จินตามยปัญญา) แบบเดียวกับที่พวกสัตว์ที่ชาญฉลาดหลายๆพันธุ์มีกัน เพราะมนุษย์ต้องตั้งฐานพัฒนาการการหยั่งรู้สัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กดวงดวงด้วย !!!




                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
     
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

86.Breaking Dharma PART 85





Breaking Dharma PART 85...!!!
....



วันเสาร์ ที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗
วันนี้ เป็นวันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔


กำเนิด * อานาปานสติสมาธิ* ตอนที่ ๔


ความเดิมตอนที่แล้ว (PART 84)

พระพุทธศาสนาได้สร้างประสบการณ์การค้นพบ
โดยการนำช่วงเวลาหายใจเข้า และหายใจออกที่ถูกจัดระเบียบให้มีช่วงเวลาขนาด ๑๐ ตัวอักษร
ไปใช้ทำสูตรคำนวณเวลาที่เป็นรากฐานที่มาของวิชาโหราศาสตร์ไทย 
คือ เมื่อหายใจได้เป็นระเบียบแล้ว (ผลของระเบียบ ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ภายในสรีระร่างกาย เรียกว่า "ปราณ")
ก็นำผลของระเบียบไปสัมพัทธ์กับเงาหัว (เงาของร่างกายที่เกิดจากแสงสว่างของดวงอาทิตย์ตอนกลางวัน และ
เกิดจากดวงจันทร์ตอนกลางคืน) ทำให้เกิดมาตรานับปริมาณเวลาแล้วนำมาสร้างสูตรคำนวณในระดับสูงต่อไป

(หมายถึง หายใจเข้า นับ ก.ไก่ ข.ไข่ ไล่ไปช้าๆที่ละตัวจนครบถึง ตัว ช.ช้าง 
เรียกว่าเป็น ๑๐ ตัวอักษร แล้วหายใจออกก็เป็นแบบหายใจเข้า   
จนเมื่อลมหายใจเป็นระเบียบเสมอต้นเสมอปลายแล้ว
ก็จึงจะไปฝึก"อานาปานสติสมาธิ ขั้นต่อไป)


ความรู้อันเนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา) คือความรู้พื้นฐานเรื่องเวลาในภายนอก ได้เกิดขึ้นก่อน 
แล้วท่านก็ค่อยๆให้ระเบียบลมหายใจพื้นฐานนี้พัฒนาเข้าไปสู่ความรู้เรื่องเวลา
อันเป็นไปภายในของสรีระร่างกายตามขั้นตอนต่อไป

(จากวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าที่ค้นพบโดยท่าน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในต้นคริสตศตวรรษที่ 20  
ทำให้เราได้รับรู้ความหมายเปรียบเทียบการค้นพบของพระพุทธศาสนาแล้วว่า  
เวลา คือ ลำดับเหตุการณ์ในอวกาศ และ จิต ก็คือ ผู้ลำดับเวลา   
ซึ่งถ้าไม่มีความหมายจากการค้นพบของวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบ 
เรา..จะไม่รู้ความหมายแท้จริงเลยที่พระพุทธศาสนาบอกว่า  "เวลา เกิดจาก ปฏิจจสมุปปาท"  
ตามที่ท่านพระนาคเสน วิสัชนาถวาย พระเจ้ามิลินทราช ใน พ.ศ.๓๙๒)


มาทำความเข้าใจใน ปฐมบท ของ อานาปานสติสมาธิกันต่อ..

ภิกษุนั้น ย่อมมีสติ หายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมือ่หายใจเข้ายาว ก็รู้สึกหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกหายใจเข้าสั้น




ถอดความ ขยายเคล็ด ;

อะไร คือ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ?

ตอนเริ่มต้นฝึกการมีสติ จากผลงานการสร้างมาตราหน่วยเวลาที่สัมพันธ์กับการหมุนรอบตัวเองของโลก 
(โหราศาสตร์เรียก อันนี้ว่าเวลาภายใน..อันโตนาที ยังเป็นคนละอันกับภายในจิต ยกไว้ก่อน)
และการหมุนรอบดวงอาทิตย์ (โหราศาสตร์ไทยเรียกอันนี้ว่า เวลาภายนอก..พหินาที หรือ พหิรนาที) 
นั่นก็คือ คณนา..การนับ  เพื่อให้ทั้งหายใจเข้า และหายใจออก ถูกกำหนดด้วยช่วงขนาดที่เหมาะสม 
คือ ๑๐ ช่วงตัวอักษร (ไม่ใช่บริกรรม อย่านำไปสับสน  เพราะอยู่ในช่วงการฝึกจัดระเบียบลมหายใจ)

การฝึกจัดระเบียบลมหายใจเข้า+ออกให้เป็นระเบียบสม่ำเสมอนี้
"นายขยะ" มักถ่ายทอดด้วยสำนวนว่า "การตั้งใจหายใจ"
เมื่อฝึกประจำแล้ว จะเริ่มสะสมสติ เมื่อสติปรากฏ...ลมหายใจเข้า+ลมหายใจออก จะมีลักษณะเป็นระเบียบ สม่ำเสมอ 
เรียกว่า มีลมหายใจมั่นคง เริ่มเข้าสูตร..ตามที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายไว้ในปฏิสัมภิทามรรค คือ..
จิตมั่นคงดีในวัตถุใด สติย่อมปรากฏดีในวัตถุนั้น
สติปรากฏดีในวัตถุใด จิตย่อมมั่งคงดีในวัตถุนั้น

กว่าจะได้จิต กว่าจะได้สติ...ครับ  เราต้องใช้เวลาทำลมหายใจเข้า+ลมหายใจออกให้เป็นระเบียบ สม่ำเสมอ 
นาน...พอสมควรเลยล่ะ
พอสมควรขนาดนำประกอบประสบการณ์เรียนรู้เรื่องเวลา..ลำดับเหตุการณ์การหมุนที่เป็นสัมพัทธ์ของโลก 
ระหว่างหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ ครับ..!!!

เป็นความรู้เรื่องเวลาว่าด้วยระบบ จันทรคติ และสุริยคติ
และในภายในสำนัก..ปฏิบัติการโยคะ ก็จะเริ่มเรียนรู้เวลาภายในสรีระ
ว่าด้วยระบบเดียวกับที่เรียนรู้เวลาของโลก
นั่นคือ เวลาที่อยู่ในจิตสำนึกกลางคืนที่โบราณาจารย์ท่านเรียกว่า "จันทระกลา"
และ เวลาที่อยู่ในจิตสำนึกกลางวัน ที่โบราณาจารย์ท่านเรียกว่า "สูรยะกลา"

การมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก..เรารู้ว่ามีสติ 
เพราะลมหายใจถูกจัดระเบียบเป็นความมีระเบียบที่เสมอต้นเสมอปลาย คือ สม่ำเสมอ ด้วย
(ลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ คือลมหายใจที่ไหลไปตามอารมณ์ ตามจริตต่างๆ ไม่มีสติ ครับ)
สติ เพราะ มีระเบียบสม่ำเสมอ
จิต เพราะมั่นคง และรู้ด้วยว่า มั่นคงเพราะสม่ำเสมอ


(จบ ตอนที่ ๔)


ยังไม่ได้ให้ฝึกอันที่ท่านเรียกว่า มีสติหายใจยาว มีสติหายใจสั้น (ขั้นที่ ๓ และ ๔) เล้ยย...
ได้ความรู้เรื่องเวลา ที่ไม่มีใครแสดงให้ได้ไปกันแล้ว เห็นมะ....


Atthanij Pokkasap อัญเชิญมาเล่าขยายเองเออเอง




...ที่สอนๆกัน มันกำหนดจิต กำหนดสติพรวดๆๆได้เองเลย....แต่พอถามเรื่องเวลาที่จิตเป็นเจ้าของ...ไม่มีหน้าไหนรู้...
เวลา เกิดจากปฏิจจสมุปปาท...หุ หุ...ไม่มีหน้าไหนผ่านทั้งนั้นครับ ขอท้าทาย....!!!





                                                                                                            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
   
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

85.Breaking Dharma PART 84





Breaking Dharma PART 84...!!!
....



วันศุกร์ ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗ (๒)
07:30 น. ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔


กำเนิด * อานาปานสติสมาธิ * ตอนที่ ๓


ความเดินตอนที่แล้ว (PART 83)

พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดง อานาปานสติสมาธิกถา แก่ภิกษุทั้งหลายชาวแคว้นวัชชีที่รอดพ้นจาก
การคิดปลงชีวิตตนเองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติการโยคะชื่อ อสุภกัมมัฏฐาน 
โดยเริ่มต้นคุณแห่ง สมาธิในอานาปานสติว่า  
อานาปานสติ เมื่ออบรมทำให้มาก ย่อมให้คุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข 
ยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วๆ  ให้อันตรธานสงบไปโดยฉับพลัน  
ดุจละอองฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นในเดือนท้ายฤดูร้อนแล้ว ถูกฝนใหญ่ตกลงมาใส่ฉะนั้น

แล้วเริ่มพระสูตรปฏิบัติการโยคะการหายใจด้วย การตั้งสติบ่ายหน้าสู่กรรมฐานโดย
มีสติหายใจเข้า
มีสติหายใจออก
มีสติหายใจเข้ายาว มีสติหายใจออกยาว
มีสติหายใจเข้าสั้น มีสติหายใจออกสั้น
๔ หัวข้อก่อน เป็นปฐม...หมวดที่ ๑
และมีคำอธิบายของท่านพระสารีบุตรอรรถาธิบายอยู่ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า  
ลมหายใจคือวัตถุ ที่ทำให้ จิต และสติ มั่นคง  ซึ่งเมื่อ จิตและสติมั่นคงย่อมทำให้เกิดความรู้เนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา)

อะไร คือ ความรู้เนื่องด้วยกาย ???!!



* หัวใจมนุษย์ คือ นาฬิกา !!!* รู้เรื่องมั้ยเนี่ย???

ย่อหน้าสุดท้าย บทที่ ๘ เอกภพ และ ดร.ไอน์สไตน์ (The Universe and Dr.Eistein) พรรณนาไว้ดังนี้ ;

*เมือ่ใดก็ตามที่ได้มีการพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ก็ได้รับการยืนยันอย่างเต็มที่ว่า  ทฤษฎีนี้ใช้ได้ ข้อพิสูจน์เรื่องการช้าลงของระยะเวลานั้น มาจากการทดลองของ เอช.อี.ไอฟส์ (H.E.Ives) แห่งห้องปฏิบัติการของบริษัทเบลล์ (Bell Telephone Lab.) ในปี ค.ศ.1936   อะตอมซึ่งให้แสงนั้น ถือว่าเป็นนาฬิกาชนิดหนึ่ง  เพราะอะตอมที่ให้แสงที่มีความถี่และความยาวคลื่นจำกัด  ซึ่งอาจจะวัดได้อย่างละเอียดโดยอาศัยสเปกโตรสโคป

ไอฟส์ เปรียบเทียบแสงที่ออกมาจากอะตอมของไฮโดรเจนซึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง กับแสงที่กระจายออกจากอะตอมของไฮโดรเจนซึ่งอยู่นิ่ง และพบว่า  ความถี่ของการสั่นสะเทือนของอิเลคตรอน ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ลดลงเท่ากับที่สมการไอน์สไตน์ได้พยากรณ์ไว้พอดี    สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์อาจจะพบวิธีทดสอบทฤษฎีนี้ด้วยวิธีที่น่าสนใจกว่าที่กล่าวแล้ว

เนื่องจากไอน์สไตน์ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนที่ใดๆก็ตาม ซึ่งเป็นจังหวะ อาจใช้วัดเวลาได้ เช่น
หัวใจมนุษย์ ก็เป็นนาฬิกาอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นตามทฤษฎีแห่งสัมพัทธภาพ   คนที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้ความเร็วของแสง  หัวใจของเขาจะเต้นช้าลง   
การหายใจและการทำงานของระบบอื่นในร่างกายของเขาก็จะช้าลงด้วย  แต่ตัวเขาเองจะไม่สำนึกถึงความช้านี้   
เพราะนาฬิกาของเขา จะช้าลงในอัตราเดียวกัน   แต่ผู้ที่อยู่ในที่ซึ่งอยู่นิ่ง จะเห็นเขา "แก่" ช้าลง.
... ... ...

ครับ! วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพจากการค้นพบของไอน์สไตน์ในต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ได้อธิบายการทำงานของหัวใจ    
พระโยคาวรในพระพุทธศาสนาไว้แล้วอย่างถุกต้อง...เพราะ..
พระพุทธศาสนาได้นำเอาความสั้นยาวของลมหายใจ ไปใช้วัดค่าเวลาตอนสร้างสูตรคำนวณหาเวลาในระบบสุริยคติ และ
ระบบจันทรคติจากท้องฟ้าในไตรภูมิ (นวมกัณฑ์ กัณที่ ๙ แห่งไตรภูมิพระร่วง ที่มาของคัมภีร์ สุริยยาตร์) เป็นมาตรากระจาย 
ค่าเวลาภายใน (อันโตนาที) ที่สัมพันธ์กับเวลาภายนอก (พหิรนาที หรือพหินาที ก็เรียก) ไว้ดังนี้

๑๐ อักษร เป็น ๑ ปราณ
๖ ปราณ เป็น ๑ พืช
๑๕ พืช  เป็น ๑ บาท
๔ บาท  เป็น ๑ นาที
๖๐ นาที เป็น ๑ วัน

หมายถึง...
หายใจได้ ๖ ครั้ง เงา (เงาร่างของพระโยคาจารที่เกิดจากแสงสว่างดวงอาทิตย์ และหรือดวงจันทร์) ยาวออก หรือสั้นเข้าเท่ากับความยาวเมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งเมล็ด ท่านเรียกว่า ๑ พืช ยาวเท่ากับรอยเท้า เท่ากับ ๑ บาท....ฯลฯ

สูตรคำนวณเวลาที่เกิดจากความสัมพันธ์ของการหายใจเข้าหายใจออก
และความสั้นยาวของเงาร่าง..พระโยคาวจร..นักปฏิบัติการโยคะในพระพุทธศาสนา เป็นที่มาของวิชาโหราศาสตร์ไทย
อีกนัยะ ก็คือ วิชาโหราศาสตร์ไทย คือภาคคำนวณว่าด้วยเวลาตามประสบการณ์การค้นพบปรากฏการณ์เวลาของพระพุทธศาสนา น่ะเอง

พระพุทธศาสนาได้ค้นพบปรากฏการณ์เวลา ดังที่ท่านพระนาคเสนได้วิสัชนาถวาย คิงเมนันเดอร์ (พระเจ้ามิลินทราช) 
เมื่อพ.ศ.๓๙๒ ว่า
"เวลา เกิดจาก ปฏิจจสมุปปาท (ทุกขสมุทัย)"

นี่คือ ความรู้ (เรื่องเวลา) อันเนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา)
เพราะ เตวิชชา (วิชชา ๓) ที่เป็นกิจสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็คือ
ความรู้ลำดับเหตุการณ์ในอดีต
(บุพเพนิวาสานุสสติญาณ...เวลาในอดีตของ ตัวชีวิตเจ้าของนาฬิกาหัวใจนั้น)

ความรู้ลำดับเหตุการณ์ในอนาคต
(จุตูปปาตญาณ..เวลาในอนาคตของตัวชีวิตเจ้าของนาฬีกาหัวใจนั้น)

สุดท้าย...ความรู้ในการสิ้นสุดของเวลาที่ประเสริฐสุดขณะปัจจุบัน
(อาสวักขยญาณ)

ประสบการณ์ค้นพบปรากฏการณ์เวลาที่วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพเรียกว่า จิตวิสัยแห่งเวลา 
หรือเวลาอันเป็นจิตวิสัย (Subjectivity of Time)
คือปฏิบัติการในอานาปานสติสมาธิ และได้ภาคคำนวณออกมาเรียกว่าวิชาโหราศาสตร์ไทยครับ

พระพุทธศาสนา ไม่ได้ง่าย หยาบ อย่างที่พวกท่านทั้งหลาย...
เที่ยวอวดภูมิกันเลย...

ขอโทษ..ขอโทษ ว่ะครับ
พวกท่านทั้งหลาย ไม่ได้รู้จักพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ตามเป็นจริงกันเลยนี่หว่า....!!!


AtthaniJ Pokkasap
อัญเชิญและถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาตามเป็นจริง ดังนี้




...ไม่รู้ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าในไตรภูมิ...ก็คือไม่รู้เรื่องเวลา..ไม่รู้เรื่องเวลา ก็คือ ไม่รู้จักตนเอง (กายานุปสสนา)..
เพราะหัวใจ คือผู้ผลิตเวลาของชีวิต!!!

...๖๐ นาที เป็น ๑ วัน...หน่วยนาที ที่เป็น นาที ที่ใช้อ่านควบคู่องศาที่โลกหมุนรอบตัวเอง (360 องศา) ที่เป็น ๑ วัน ๑ คืน กับที่โคจรผ่านราศี (๑๒ ราศี ..มังกร, กุมภ์..,มีน..) ในแต่ละเดือน..ครับ  ไม่ใช่นาทีสากล  แต่ภาษาไทยยืมไปใช้ในความหมายของสากล..

...๑๐ อักษร ก็คือ คณนา..การนับในใจตอนหายใจเข้า หายใจออก แบบเดียวกะนับ ๑-๑๐ บนเวทีมวย 
แต่จะช้ากว่าอีกนิดหน่อยครับ

...ปฏิบัติการโยคะ ว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ ของพระพุทธศาสนา
แค่ ๔ ขั้นตอนแรก (จากทั้งหมด ๑๖ ขั้นตอน)
คงต้องยาวหลายตอนกว่าจะได้อธิบายวิธีการปฏิบัติเพื่อพิสูจน์พบ
สนามเวลา (Time Field) ที่รองรับอานุภาพอันยิ่งใหญ่
ของ "ผู้ลำดับเหตุการณ์ (ที่มาของ "เวลา") คือ "จิต"
..ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ
เพราะ ปรากฏการณ์ธรรมชาติของเวลาที่พระพุทธศาสนาค้นพบ
เป็นปรากฏการณ์เดียวกับในห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิคส์
มูลค่านับหมื่นๆล้านบาทของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า (Modern Science)
แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ได้ค้นพบ !!!

...พวกดูถูก และเหยียบย่ำพระพุทธศาสนา  หาทางกลับดวงดาวที่ล้าหลังไปเลย...อย่ามาเสนอหน้าที่โง่ๆ บนดาวโลกดวงนี้
กันอยู่อีกเลย....

...จิต ของมนุษย์แต่ละหนึ่งชีวิต  ยิ่งใหญ่เท่าๆกะ ความกว้างใหญ่ไพศาลของดาราจักรทางช้างเผือกที่มีดาวสมาชิกอยู่มากกว่า ๔ แสนล้านดวง...เมื่อไม่รู้จักธรรมชาติที่ประกอบเป็นสัตวบุคคลของตนเอง
ก็อย่าใช้ความโง่บัดซบไปเที่ยวดูถูกประณาม ผู้อื่นเพราะนั้น คือ
การสาบแช่งตัวเองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่ใครก็ทำให้ไม่ได้...!!!

...อานิสงส์ขั้นพื้นฐานของการฝึกอานาปานสติ
การปรับอุณภูมิร่างกาย :
ตั้งสติ หายใจเบาๆ รวยรินๆ ยาวๆสุดๆ
จะทำให้กระบวนการเมตาโบลิสม์ในเซลล์ร่างกายทำงานช้าลง
อุณหภูมิร่างกายจะลดลง 2-10 องศาเซลเซียส จะทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น
ที่รู้สึกร้อน ทุรนทุราย เพราะหายใจหยาบๆ สั้นๆ (เหมือนหมา)





                                                                                                       ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
   
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap