Buddha-sci-fi-muayThai-history-astrology-superstition-language-yoga-music-art-agricuture-herb-food

...I believe that meditation and healthy food are an essential human experience and should be freedom to learn too................................ Buddha-Dharma-Sangha-science-fiction-MuayThai-History-Astrology-Superstition-religion-Language-math-mind-universe-meditation-Yoga-Music-Art-Agricuture-Herb-Food...this is good health and life. All give us be Oneness. I will try to understand you and everybody around the world................ WE ALL ARE FRIENDSHIP......Truth me

Monday, March 5, 2018

การอ่าน ค่าสัมพัทธ ระหว่าง โลกภายนอก และ โลกภายใน




*** Atthanij Pokkasap 4 hours ago


อีกครั้งหนึ่งครับ...
การอ่าน ค่าสัมพัทธ ระหว่างโลกภายนอก และโลกภายใน
คือเวลาภายใน(อันโตนาที) สัมพันธ์กับเวลาภายนอก(พหินาที,พหิรนาที) ;

๑๐ ตัวอักษร เป็น ๑ ปราณ
๖ ปราณ เป็น ๑ พืช
๑๕ พืช เป็น ๑ บาท
๔ บาท เป็น ๑ นาที
๖๐ นาที เป็น ๑ วัน

ถอดความขยายเคล็ด ;
หมายถึง หายใจเข้า หายใจออกได้อย่างละ ๖ ครั้ง(คือ ๖ ปราณ) เงาหัวของเรา(อ่านจาก
แสงตะวัน)ทอดยาวออก หรือหดสั้นเข้า เท่ากับ ๑ เมล็ดข้าวเปลือก
เรียกว่า ๑ พืช

และเมื่อเงาหัวเราทอดยาวได้เท่ากับ รอยฝ่าเท้าหนึ่ง..
ท่านเรียกว่า ๑ บาท
ที่ท่านค้นพบแล้ว..เช่น..
อาทิตย์โคจรโดยเฉลี่ย วันละ ๑ องศา(คือ ๖๐ ลิปดา)
ท่านคิดเป็นระยะทางโคจรของดวงอาทิตย์ใน ๑ วัน
คือ ๖๐ มหานาที
จะเห็นได้ว่า ดวงอาทิตย์โคจรไปได้ ๑ ลิปดา= ๑ มหานาที
( ๑ มหานาที = ๒๔ นาทีที่ใช้ในปัจจุบัน)
ดังนั้น...
ดวงอาทิตย์ โคจรไปได้ ๑ ลิปดา = ๒๔ นาทีปัจจุบัน

นี่คือหลักฐานความมหัศจรรย์การค้นพบของพระพุทธศาสนาที่พัฒนาขึ้นมาเป็น
วิชาโหราศาสตร์ไทยขณะฝึกอบรม..อานาปานสติสมาธิ

และยืนยันการค้นพบว่า โลกหมุนรอบตัวเอง พร้อมกับหมุนรอบดวงอาทิตย์ นับระยะทางเป็นองศาได้ จากการสังเกตกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้าไตรภูมิ(ท้องฟ้าในจิต) ๒ กลุ่ม คือ..
กลุ่มดาวนักขัตรฤกษ์ และกลุ่มดาวราศี
โดยสร้างสูตรคำนวณจาก โมเดล ของ เงาหัวที่เกิดจากแสงดวงอาทิตย์

เป็นการค้นพบโครงสร้างพื้นฐานของปรากฏการณ์เวลา
ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ยังไม่รู้วิธีการค้นพบเลย
สรรพวิทยาการปัจจุบัน ไม่มีความรู้เรื่องเวลา มันจึงเป็นศาสตร์
ตอแหล สะสมสร้างความเสียหายให้กับธรรมชาติของสติปัญญา
อันบริสุทธิ์ของมนุษย์...อย่างต่อเนื่อง...
รู้ไว้ใหม่ ให้ถูกต้องกันด้วย...
อย่ามาวิพากษ์พระพุทธศาสนาแบบไม่รู้อะไรเลยอย่าที่กำลังกระทำกันอยู่...ยุติความเลวแห่ง
การไม่รู้จริงกันเสียบ้าง.


Atthanij Pokkasap
เปิดเผยรหัสนัยในปฏิบัติการโยคะเพื่อการค้นพบของพระพุทธศาสนา แบบพูดเองเออเอง.. !!!





อานาปานสติสมาธิ ขั้นที่ ๓, ๔ (หายใจ เข้า+ออก, ยาว+สั้น)





*** Atthanij Pokkasap 5 hours ago


อดใจรอกันอีกระยะนึงครับ...
เนื่องจาก..
อานาปานสติสมาธิ ขั้นที่ ๓, ๔ (หายใจ เข้า+ออก, ยาว+สั้น)
ขั้น ๕, ๖( หายใจเข้า+ออก, ยาว+สั้น, กำหนดรู้กองลมทั้งปวง)
เกี่ยวข้องกับรากฐานวิชาแพทย์แผนพุทธ(แพทย์แผนโบราณแต่ก่อน
คนละเรื่องกะแพทย์แผนไทยตามการชี้นำของ ก.สาธารณสุข !!!)
อย่างละเอียด สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการของวิชา...
วิทยาศาสตร์โภชนาการ หรือโภชนศาสตร์(Nutrition Science)
โดยเฉพาะเรื่องของ ตรีคุณ-ตรีโทษ-ตรีทูต
(สมุฏฐาน ๓ ; วาตะ-ปิตตุ-เสมหะ ของสัมพัทธภาพแห่งมหาภูตรูป ๔
ที่เชื่อมโยงไว้ด้วยกระบวนการหายใจ)

ญาณ ว่าด้วย ความรู้อันเนื่องด้วยกาย(กายานุปัสสนา)
จากปฏิบัติการโยคะของพระพุทธศาสนา เป็นประสบการณ์ค้นพบ
ยิ่งใหญ่เทียบเท่าการค้นพบในห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิคส์
จึงไม่อาจพูดเองเออเอาเอง ได้ครับ

ขอ เวลา "นายขยะ" ปรับเทียบความหมายกับวิชาวิทยาศาสตร์
โภชนาการ(หลักสูตรปริญญาตรี) อีกระยะครับ จึงจะนำมาเผยแพร่
ถ่ายทอดสู่การรับรู้ได้...สมดุลของลมหายใจที่มีคุณภาพต่อมหาภูตรูป ๔
เป็นทั้งหมดของวิชาแพทย์แผนพุทธ.. ไม่ง่ายครับ ไม่ง่าย...

โดยเฉพาะที่ อาจารย์ธัญฯ(คุณธัญภัทร เยอรมัน)กำลังอยากรู้
และได้สอบถามมา....เป็นพิเศษ....

ตอนนี้ ชี้แจง แก้ตัว ตามนี้ก่อนละกัน
(ก็เพราะกำลังเอา มาธิไปลุ้นปรากฏการณ์เลขวันที่ ๑๖ น่ะเลยยัง
แบ่งภาคโม้มาไม่ได้....^ ^)




Atthanij Pokkasap  แก้ วาตะ-ปิตตะ-เสมหะ ด้วยครับ ปิตตะ(น้ำดี) ครับไม่ใช่ ปิตตุ พิมพ์ผิดน่ะ
(ทำผิดเก่ง ย่อมต้องแก้ตัวเก่ง เป็นธรรมดา...ยิ่งผิดเป็นคุณครูสาวๆด้วยละ...เซียวเล่งนึ้ง ไอด้อล อะจิ ครับ ^ ^)







กายานุปัสสนา ขณะฝึก อานาปานสติสมาธิ





*** Atthanij Pokkasap 2 hours ago


(เกี่ยวกะ กายานุปัสสนา ขณะฝึก อานาปานสติสมาธิ
ในปฏิบัติการโยคะฝ่ายพุทธ ทั้งนั้น.. )
มาดู..แหล่งกำเนิด หินโสโครก ในร่างกายมนุษย์ !!!

๑. น้ำลาย ตกตะกอนเป็น หินปูนเคลือบ   ทำลายโคนรากฟัน

๒. น้ำย่อย ตกตะกอน สะสมเป็นก้อนมะเร็งในกระเพาะ   ทำลายระบบการย่อยอาหาร

๓. น้ำดี ตกตะกอน เป็น นิ่ว, ก้อนมะเร็ง ในถุงน้ำดี
    ทำลายประสิทธิภาพการปรับสมดุลภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของเลือด

๔. เลือด ตกตะกอน โดยผลึกคลอเรสโตรอน(เกลือแร่ในไขมัน)
    ทำให้ท่อ และหลอดเลือดคับแคบจนถึงอุดตัน
    ...ฯลฯ

การตกตะกอน เป็นตะกรันติดผนังหลอดเลือด
หรือฝังคราบแน่นในพื้นผิวภายในอวัยวะมาจากเกลือแร่
(ที่ปัจจุบันเรียกรวมๆ ว่าอนุมูลอิสระ)

ปรากฏการณ์กำเนิดหินโสโครกในร่างกายของมนุษย์นี้
สามารถค้นพบสัมผัสได้ด้วยปฏิบัติการโยคะ
ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า "อานาปานสติสมาธิ"

การค้นพบ สัมผัสเพื่อพิสูจน์เห็นนี้ ท่านเรียกว่า กายานุปัสสนา
ความรู้ยิ่งในภายในอันเนื่องด้วยกาย...ครับ
(สายปฏิบัตินี้ ต้องพิสูจน์รู้เห็นองค์ประกอบสรีระร่างของตนเองกันทุกผู้
ทุกตนเอง ตามเป็นจริงกันทั้งนั้น จึงเป็นสายเดียวที่รู้วาระสุดท้ายของชีิวิต
ว่ามาจากไหน และจะไปไหน อย่างไร เมื่อไร)

(ค่อยๆเผย ออกมาทีละนิด ทีละหน่อย ละกัน
ขืนสาธยายาออกมาหมดภายในครั้งเดียว
ท่านทั้งหลายจะต้องตกตะลึงพรึงเพริศ
กะความยิ่งใหญ่อย่างเหลือเกินของพระพุทธศาสนา
ทำใจกันไม่ได้ ว่า วิทยาการที่เป็นความรู้ทุกวันนี้
ที่ท่านรู้มาจนเป็นปริญญา...ไม่ได้รู้ห่าอะไรเลยเกี่ยวกับ
ความเป็นไปแห่งชีวิตของตนเอง...อ่ะครับ!!! )


Atthanij Pokkasap
10:10 น.ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
วันเสาร์ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗




Atthanij Pokkasap  ตะกรันอยู่ในถุงอัณฑะ..หรือติดตามท่อน้ำเชื้อ เรียกว่า กล่อน.   




            


หัวใจ และ มโนวิญญาณธาตุ





*** Atthanij Pokkasap about an hour ago



หัวใจ...ของเราท่าน...
มีจุดกำเนิดไฟฟ้า ๔ จุด
ความแรงอยู่ระหว่าง -60 ไปจนถึง +20 มิลลิโวลท์
กระแสไฟฟ้าเกิดจาก การทำงานของเซลล์
จะไปกระตุ้นที่ จุดแรก(Sinus Node) ก่อน
แล้วส่งกระแสไปยังเซลล์กล้ามเนื้อ
ทำให้เกิดการบีบตัว การกระตุ้นเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง
กล้ามเนื้อหัวใจก็จะบีบตัวครั้งหนึ่ง
ซ้ำๆกันเช่นนี้ตลอดไป ทำให้ระบบการหายใจและสูบฉีดเลือด
ไปเลี้ยงทั่วองคาพยพร่างกายดำรงและดำเนินไปได้

ณ จุดกำเนิด ๔ จุดที่ว่านี้..
เป็นอิสระสัมพันธ์กัน แต่ถ้ามีการช็อตลัดวงจร..
หัวใจก็จะเกิดการเต้นแรง สะเปะ สะปะ ไม่มีจังหวะสม่ำเสมอ
และ ถ้าจุดใดจุดหนึ่งเสีย ที่เหลือจะพยายามเข้าทำหน้าที่แทน
แต่จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง และทำงานหนัก

จุดกำเนิด ๔ จุดนี้ พระพุทธศาสนาค้นพบเรียกเป็นศัพท์เทคนิค
ประสาชาวพุทธโบราณว่า...* มโนวิญญาณธาตุ*

มีการทำงานประสานกับ สมองส่วนล่างหลังกระบอกตา
ที่เป็นสมองส่วนประมวลผลของประสบการณ์ของสมองทั้งหมด
ที่มาของความฝันชนิดต่างๆตามระดับลึกของจิต
และเป็นที่มาของ "ตาทิพย์(ทิพยจักษุ..Clairvoyance)"

เมื่อผสานคลื่นหัวใจเข้าเป็นเอกภาพกับสนามแม่เหล็กดวงดาว
ของโลก(ที่มาของ จินตามยปัญญา..ปัญญาโดยสัญชาตญาณ
ที่พบได้ในสัตว์หลายชนิดที่รู้ภัยพิบัติธรรมชาติล่วงหน้า อย่าแปล
อย่างที่พวกพระปริยัติแปล..เพราะจะขัดแย้งกับหลักพุทธคุณ !!!)



Atthanij Pokkasap
11:17 น.ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
วันเสาร์ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗






Atthanij Pokkasap  มหัศจรรย์แห่ง ชีวฟิสิคส์(Bio-Physics)ของชีวิตสัตวบุคคล ที่พระพุทธศาสนาค้นพบ จึงแบ่งการทำงานของอวัยวะภายในตามหลักธาตุ ๔(ดิน น้ำ ไฟ ลม)และพลังงาน..ไม่ใช่แบ่งแบบวิชาชีววิทยาสมัยใหม่ที่ทำทฤษฎีพลังงานตกหายไปทั้งดุ้น


Piraphan Nonthaphan    แล้วเกี่ยวเนื่องกับต่อมไพนีล (เรียกถูกหรือเปล่าำม่แน่ใจค่ะ) อย่างไรคะ   จะเรียกว่าจุดกำเนิด ๔ จุดนี้คือธาตุ ๔ ของร่างกายหรือเปล่าคะ


Atthanij Pokkasap  เค้าเป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าประจำลิ้นหัวใจทั้ง ๔ ห้อง ครับ อันที่
ปฏิบัติการโยคะของพระพุทธศาสนาประมาณว่าโตเท่าเมล็ดของดอกบุนนาค เป็น
"มโนวิญญาณธาตุ" ฐานผลิต "จิต" ให้เข้ามาเป็นผู้เสพย์.คลื่นพลังงานจากอายตนะทั้ง ๕ จนเกิดธัมมารมณ์ แล้วผลิตซ้อน "จิต" ผู้เสพย์ธัมมารมณ์อีกต่อหนึ่งเกิดเป็นอารมณ์ต่างๆสร้างเครือข่ายมอมเมากักขังจิต..เป็นกู พวกกูชุลมุนตามที่กำลังเป็นกันอยู่นี่งัย...


Atthanij Pokkasap  การตามหา จิต อัศวินผู้ขี่ม้า โดยที่ม้า คือ ลมหายใจเข้า+ลมหายใจออก ยากกว่า คาวบอยล่าม้าในยุคสร้างอเมริกา หลายร้อยเท่า แต่ สนุกกว่ามาก.ถ้าเรารู้ว่า ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของเราเอง   มันยิ่งใหญ่พอๆกะ ดาราจักรทางช้างเผือก...ที่ประกอบด้วยดวงดาวมากกว่า ๔ แสนล้านดวง...วิทยาการปัจจุบันไม่เคยสอนให้มนุษย์มีสำนึกเคารพรักตัวเองกันเอาเสียเลย...



Mareep Nnag Yakkhanugann    ก็ตามอภิธรรมที่ว่าถึง "หทยวัตถุ" เป็นที่อาศัยเกิดของ "จิต"...ตั้งแต่กำเนิดในภูมิที่สัตว์ต้องอาศัยรูปเกิด...อย่างนี้เทวดามารพรหม(เฉพาะรูปพรหม)ยมยักษ์นาคาหรืออมนุษย์ทั้งหลายทั่วไปก็ต้องมีหทยวัตถุและมโนวิญญาณธาตุด้วยหรือเปล่า...คำว่ามโนวิญญาณธาตุเป็นชื่อเรียกรวมของจิตที่ทำหน้าที่ประเภทนี้???...


Atthanij Pokkasap  เทวดามารพรหมยมยักษ์ที่เป็นทิพยกายไม่มีหทยวัตถุ ภิกษุฆ่าอมนุษย์พวกนี้จึงอาบัติเป็นปาจิตตีย์ ไม่เป็นปาราชิกงัยครับ ความมีชีวิตของทิพยกายเป็นผล(Effect)เท่านั้น ไม่ใช่ตัวกำเนิด(ธาตุ) ก็เคยมีการสงสัยนะ..ว่า เทวดาเป็นโอปปาติกะ ไม่ได้เกิดในครรภ์ ทำไมเทวดาจะต้องมีสะดือด้วย? ก็คิดแบบมนุษย์น่ะ


Mareep Nnag Yakkhanugann    แสดงว่าพวกนี้ไม่มีลมหายใจด้วยหรือเปล่าครับ...ผมยังสังสัยว่าพวกนี้เขาปฏิบัติกรรมฐานกันเหมือนมนุษย์ได้หรือเปล่า...แต่ก็ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วก็สามารถบรรลุธรรมได้เลยด้วยหรือนั่นอาจจะเป็นเพราะได้บำเพ็ญมาอย่างเปี่ยมล้นแล้วเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆๆ...


Atthanij Pokkasap  เอฟเฟคส์ ที่มีการกระตุ้นเพิ่ม ก็พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ(เป็นพวกที่ไม่กลับมาสู่ตระกูล คือการเกิดอีก )เช่นเอกพีชีโสดาบัน พวกอนาคามีก็ใช่ครับ