Loading...

Monday, January 16, 2017

85.Breaking Dharma PART 84





Breaking Dharma PART 84...!!!
....



วันศุกร์ ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗ (๒)
07:30 น. ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔


กำเนิด * อานาปานสติสมาธิ * ตอนที่ ๓


ความเดินตอนที่แล้ว (PART 83)

พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดง อานาปานสติสมาธิกถา แก่ภิกษุทั้งหลายชาวแคว้นวัชชีที่รอดพ้นจาก
การคิดปลงชีวิตตนเองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติการโยคะชื่อ อสุภกัมมัฏฐาน 
โดยเริ่มต้นคุณแห่ง สมาธิในอานาปานสติว่า  
อานาปานสติ เมื่ออบรมทำให้มาก ย่อมให้คุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข 
ยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วๆ  ให้อันตรธานสงบไปโดยฉับพลัน  
ดุจละอองฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นในเดือนท้ายฤดูร้อนแล้ว ถูกฝนใหญ่ตกลงมาใส่ฉะนั้น

แล้วเริ่มพระสูตรปฏิบัติการโยคะการหายใจด้วย การตั้งสติบ่ายหน้าสู่กรรมฐานโดย
มีสติหายใจเข้า
มีสติหายใจออก
มีสติหายใจเข้ายาว มีสติหายใจออกยาว
มีสติหายใจเข้าสั้น มีสติหายใจออกสั้น
๔ หัวข้อก่อน เป็นปฐม...หมวดที่ ๑
และมีคำอธิบายของท่านพระสารีบุตรอรรถาธิบายอยู่ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า  
ลมหายใจคือวัตถุ ที่ทำให้ จิต และสติ มั่นคง  ซึ่งเมื่อ จิตและสติมั่นคงย่อมทำให้เกิดความรู้เนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา)

อะไร คือ ความรู้เนื่องด้วยกาย ???!!



* หัวใจมนุษย์ คือ นาฬิกา !!!* รู้เรื่องมั้ยเนี่ย???

ย่อหน้าสุดท้าย บทที่ ๘ เอกภพ และ ดร.ไอน์สไตน์ (The Universe and Dr.Eistein) พรรณนาไว้ดังนี้ ;

*เมือ่ใดก็ตามที่ได้มีการพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ก็ได้รับการยืนยันอย่างเต็มที่ว่า  ทฤษฎีนี้ใช้ได้ ข้อพิสูจน์เรื่องการช้าลงของระยะเวลานั้น มาจากการทดลองของ เอช.อี.ไอฟส์ (H.E.Ives) แห่งห้องปฏิบัติการของบริษัทเบลล์ (Bell Telephone Lab.) ในปี ค.ศ.1936   อะตอมซึ่งให้แสงนั้น ถือว่าเป็นนาฬิกาชนิดหนึ่ง  เพราะอะตอมที่ให้แสงที่มีความถี่และความยาวคลื่นจำกัด  ซึ่งอาจจะวัดได้อย่างละเอียดโดยอาศัยสเปกโตรสโคป

ไอฟส์ เปรียบเทียบแสงที่ออกมาจากอะตอมของไฮโดรเจนซึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง กับแสงที่กระจายออกจากอะตอมของไฮโดรเจนซึ่งอยู่นิ่ง และพบว่า  ความถี่ของการสั่นสะเทือนของอิเลคตรอน ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ลดลงเท่ากับที่สมการไอน์สไตน์ได้พยากรณ์ไว้พอดี    สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์อาจจะพบวิธีทดสอบทฤษฎีนี้ด้วยวิธีที่น่าสนใจกว่าที่กล่าวแล้ว

เนื่องจากไอน์สไตน์ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนที่ใดๆก็ตาม ซึ่งเป็นจังหวะ อาจใช้วัดเวลาได้ เช่น
หัวใจมนุษย์ ก็เป็นนาฬิกาอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นตามทฤษฎีแห่งสัมพัทธภาพ   คนที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้ความเร็วของแสง  หัวใจของเขาจะเต้นช้าลง   
การหายใจและการทำงานของระบบอื่นในร่างกายของเขาก็จะช้าลงด้วย  แต่ตัวเขาเองจะไม่สำนึกถึงความช้านี้   
เพราะนาฬิกาของเขา จะช้าลงในอัตราเดียวกัน   แต่ผู้ที่อยู่ในที่ซึ่งอยู่นิ่ง จะเห็นเขา "แก่" ช้าลง.
... ... ...

ครับ! วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพจากการค้นพบของไอน์สไตน์ในต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ได้อธิบายการทำงานของหัวใจ    
พระโยคาวรในพระพุทธศาสนาไว้แล้วอย่างถุกต้อง...เพราะ..
พระพุทธศาสนาได้นำเอาความสั้นยาวของลมหายใจ ไปใช้วัดค่าเวลาตอนสร้างสูตรคำนวณหาเวลาในระบบสุริยคติ และ
ระบบจันทรคติจากท้องฟ้าในไตรภูมิ (นวมกัณฑ์ กัณที่ ๙ แห่งไตรภูมิพระร่วง ที่มาของคัมภีร์ สุริยยาตร์) เป็นมาตรากระจาย 
ค่าเวลาภายใน (อันโตนาที) ที่สัมพันธ์กับเวลาภายนอก (พหิรนาที หรือพหินาที ก็เรียก) ไว้ดังนี้

๑๐ อักษร เป็น ๑ ปราณ
๖ ปราณ เป็น ๑ พืช
๑๕ พืช  เป็น ๑ บาท
๔ บาท  เป็น ๑ นาที
๖๐ นาที เป็น ๑ วัน

หมายถึง...
หายใจได้ ๖ ครั้ง เงา (เงาร่างของพระโยคาจารที่เกิดจากแสงสว่างดวงอาทิตย์ และหรือดวงจันทร์) ยาวออก หรือสั้นเข้าเท่ากับความยาวเมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งเมล็ด ท่านเรียกว่า ๑ พืช ยาวเท่ากับรอยเท้า เท่ากับ ๑ บาท....ฯลฯ

สูตรคำนวณเวลาที่เกิดจากความสัมพันธ์ของการหายใจเข้าหายใจออก
และความสั้นยาวของเงาร่าง..พระโยคาวจร..นักปฏิบัติการโยคะในพระพุทธศาสนา เป็นที่มาของวิชาโหราศาสตร์ไทย
อีกนัยะ ก็คือ วิชาโหราศาสตร์ไทย คือภาคคำนวณว่าด้วยเวลาตามประสบการณ์การค้นพบปรากฏการณ์เวลาของพระพุทธศาสนา น่ะเอง

พระพุทธศาสนาได้ค้นพบปรากฏการณ์เวลา ดังที่ท่านพระนาคเสนได้วิสัชนาถวาย คิงเมนันเดอร์ (พระเจ้ามิลินทราช) 
เมื่อพ.ศ.๓๙๒ ว่า
"เวลา เกิดจาก ปฏิจจสมุปปาท (ทุกขสมุทัย)"

นี่คือ ความรู้ (เรื่องเวลา) อันเนื่องด้วยกาย (กายานุปัสสนา)
เพราะ เตวิชชา (วิชชา ๓) ที่เป็นกิจสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็คือ
ความรู้ลำดับเหตุการณ์ในอดีต
(บุพเพนิวาสานุสสติญาณ...เวลาในอดีตของ ตัวชีวิตเจ้าของนาฬิกาหัวใจนั้น)

ความรู้ลำดับเหตุการณ์ในอนาคต
(จุตูปปาตญาณ..เวลาในอนาคตของตัวชีวิตเจ้าของนาฬีกาหัวใจนั้น)

สุดท้าย...ความรู้ในการสิ้นสุดของเวลาที่ประเสริฐสุดขณะปัจจุบัน
(อาสวักขยญาณ)

ประสบการณ์ค้นพบปรากฏการณ์เวลาที่วิทยาศาสตร์สัมพัทธภาพเรียกว่า จิตวิสัยแห่งเวลา 
หรือเวลาอันเป็นจิตวิสัย (Subjectivity of Time)
คือปฏิบัติการในอานาปานสติสมาธิ และได้ภาคคำนวณออกมาเรียกว่าวิชาโหราศาสตร์ไทยครับ

พระพุทธศาสนา ไม่ได้ง่าย หยาบ อย่างที่พวกท่านทั้งหลาย...
เที่ยวอวดภูมิกันเลย...

ขอโทษ..ขอโทษ ว่ะครับ
พวกท่านทั้งหลาย ไม่ได้รู้จักพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ตามเป็นจริงกันเลยนี่หว่า....!!!


AtthaniJ Pokkasap
อัญเชิญและถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาตามเป็นจริง ดังนี้




...ไม่รู้ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าในไตรภูมิ...ก็คือไม่รู้เรื่องเวลา..ไม่รู้เรื่องเวลา ก็คือ ไม่รู้จักตนเอง (กายานุปสสนา)..
เพราะหัวใจ คือผู้ผลิตเวลาของชีวิต!!!

...๖๐ นาที เป็น ๑ วัน...หน่วยนาที ที่เป็น นาที ที่ใช้อ่านควบคู่องศาที่โลกหมุนรอบตัวเอง (360 องศา) ที่เป็น ๑ วัน ๑ คืน กับที่โคจรผ่านราศี (๑๒ ราศี ..มังกร, กุมภ์..,มีน..) ในแต่ละเดือน..ครับ  ไม่ใช่นาทีสากล  แต่ภาษาไทยยืมไปใช้ในความหมายของสากล..

...๑๐ อักษร ก็คือ คณนา..การนับในใจตอนหายใจเข้า หายใจออก แบบเดียวกะนับ ๑-๑๐ บนเวทีมวย 
แต่จะช้ากว่าอีกนิดหน่อยครับ

...ปฏิบัติการโยคะ ว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ ของพระพุทธศาสนา
แค่ ๔ ขั้นตอนแรก (จากทั้งหมด ๑๖ ขั้นตอน)
คงต้องยาวหลายตอนกว่าจะได้อธิบายวิธีการปฏิบัติเพื่อพิสูจน์พบ
สนามเวลา (Time Field) ที่รองรับอานุภาพอันยิ่งใหญ่
ของ "ผู้ลำดับเหตุการณ์ (ที่มาของ "เวลา") คือ "จิต"
..ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ
เพราะ ปรากฏการณ์ธรรมชาติของเวลาที่พระพุทธศาสนาค้นพบ
เป็นปรากฏการณ์เดียวกับในห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิคส์
มูลค่านับหมื่นๆล้านบาทของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า (Modern Science)
แห่งคริสตศตวรรษที่ 20 ได้ค้นพบ !!!

...พวกดูถูก และเหยียบย่ำพระพุทธศาสนา  หาทางกลับดวงดาวที่ล้าหลังไปเลย...อย่ามาเสนอหน้าที่โง่ๆ บนดาวโลกดวงนี้
กันอยู่อีกเลย....

...จิต ของมนุษย์แต่ละหนึ่งชีวิต  ยิ่งใหญ่เท่าๆกะ ความกว้างใหญ่ไพศาลของดาราจักรทางช้างเผือกที่มีดาวสมาชิกอยู่มากกว่า ๔ แสนล้านดวง...เมื่อไม่รู้จักธรรมชาติที่ประกอบเป็นสัตวบุคคลของตนเอง
ก็อย่าใช้ความโง่บัดซบไปเที่ยวดูถูกประณาม ผู้อื่นเพราะนั้น คือ
การสาบแช่งตัวเองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่ใครก็ทำให้ไม่ได้...!!!

...อานิสงส์ขั้นพื้นฐานของการฝึกอานาปานสติ
การปรับอุณภูมิร่างกาย :
ตั้งสติ หายใจเบาๆ รวยรินๆ ยาวๆสุดๆ
จะทำให้กระบวนการเมตาโบลิสม์ในเซลล์ร่างกายทำงานช้าลง
อุณหภูมิร่างกายจะลดลง 2-10 องศาเซลเซียส จะทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น
ที่รู้สึกร้อน ทุรนทุราย เพราะหายใจหยาบๆ สั้นๆ (เหมือนหมา)





                                                                                                       ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
   
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: