Loading...

Saturday, January 14, 2017

75.Breaking Dharma PART 74





Breaking Dharma PART 74...!!!
....


ตอน เกร็ดประวัติศาสตร ์ ดี ชั่ว บ้า
ในศึก เทวะ รบอสูร (เทวาสุรสงคราม) ภาค 2
ว่าด้วย พฤติกรรม...สันดาน อสูร!!!


เกริ่นนำ ;

เมื่อกองทัพอสูรเคลื่อนพลขึ้นเขาพระสุเมรุประชิดสวรรค์ดาวดึงส์
ท้าวสักกเทวราชก็ได้นำกำลังทัพประกอบด้วย เทพ ยักษ์ ครุฑ นาค คนธรรพ์ 
ก็เกณฑ์พลยกกำลังรบตั้งขบวนรอการเผชิญหน้าอยู่พร้อม..

ไอ้จิตวิปริต..เอ๊ยยย์ เวปจิตติอสุรินทร์ต้องการแสดงปัญญาแบบประชาธิปไตยเต็มใบ 
ได้คำรามก้องท้าทายออกมาว่า
"เว้ยเห้ย..เทวานมินทร ไม่ต้องใช้กำลังพลรบกันก็ได้
เราสองมาเอาชนะกันด้วย ตรรกะกฎหมาย กันดีกว่ามั้ย?"

(ตรรกะกฎหมาย = วาจาที่เป็นสุภาษิต,
ทุพภาษิต กฎระเบียบจารีต ที่พูดแล้วทำได้หรือทำไม่ได้)

ท้าวสักกเทวราช ตรัสรับคำท้า จากนั้น เทวะและอสูร
ก็แต่งตั้งตัวแทนปัญญาป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ.. เอ๊ยยย์
..อีกละ...ม่ายช่ายๆ...คณะกรรมาธิการเพื่อตัดสินตรรกะกฎหมายขึ้น..

เมื่ออสูรเป็นฝ่ายท้า ท้าวจิตวิปริต..เวปจิตติอสุรินทร์ เห็นเข้าทาง
เลยต่อให้อีกว่า
"เว้ย เห้ย...เทวานมินทร เราต่อให้ท่านขึ้นว่าก่อน"

ท้าวสักกเทวราช ยังคงยึดถือจารีตตามลำดับอาวุโสอย่างมั่นคงเหนียวแน่น 
ก็ให้เหตุผล ให้เกียรติแก่จอมอสูรว่า
"นี่แน่! ไอ้จิตวิปริต..อ้อ..หามิได้ ท่านเวปจิตติ
ท่านนั้นเป็นผู้อยู่ที่นี่เดิมมาก่อนเรา ท่านควรได้รับเกียรติขึ้นว่าก่อนเถิด"

จอมอสูงงับรับเกียรติเต็มคำ..
เพราะชอบอยู่แล้วเรื่องมีหน้ามีตามาก่อนใคร จึงคำรามสำราก
อวดกฎหมายอันแม่นยำในการปกครองของตนขึ้นว่า
"ธรรมดา ไอ้มวลหมู่มหาประชาชนที่เป็นคนพาลทั้งหลายนั้น
เมื่อไม่มีการปราบปรามอย่างเด็ดขาด
มันก็ย่อมเหิมเกริมทำการร้ายแรงยิ่งๆขึ้น
เพราะฉะนั้น ผุ้มีความคิดดี
สมควรปราบพาลหมู่ใหญ่เหล่านี้
ด้วยกฏหมายที่มีมาตราระวางโทษร้ายแรงที่สุด
ระวางโทษสูงสุด จึงควร "

ตรรกะแรกออกมา เหล่ากองเชียร์อสูรก็ เฮ.สนั่นหวั่นไหว
กระหึ่มยอดเขาพระสุเมรุว่า
"ถูกต้องแท้ ถูกต้องแท้ๆ"

ฝ่ายเทวะ ยักษ์ ครุฑ นาค คนธรรพ์ ต่างนิ่งเงียบอยู่
จอมอสูรจิตวิปริตหัวร่อร่าเอิ๊กอ้าก สมใจนัก กระชั้นเร่งว่า
"เทวานมินทร รีบว่ามา รีบว่ามา..."

ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสอย่างอาจหาญสง่างามว่า
"เทวะแห่งเรา ย่อมรู้จักการปราบผู้เป็นพาลทั้งหลายว่า
เมื่อผู้อื่นกำเริบลุแก่อำนาจนั้น เทวะย่อมมีสติ
ให้สติเป็นที่สงบก่อน อย่างอดทนให้"
ตรรกะแห่งการอดทนให้ ได้รับเสียงเชียร์จากเทวะ นาค ครุฑ คนธรรพ์
แต่พองามว่า
"ถูกแท้ ถูกแท้ๆ..."

ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ ตรัสสวนกลับทันทีว่า
อะโห..วาสวะเทพเจ้า
การอดทนอดกลั้นให้เยี่ยงเทวะของท่านนั้น
พวกเหล่าพาลชนมันก็ย่อมคิดว่า ท่านเกรงกลัวมัน
ก็ย่อมยิ่งพาลยิ่งกำเริบเสิบสาน ยิ่งข่มเหง
เสมือนหนึ่งโคที่ไล่โคที่วิ่งหนีกระนั้น....
ความอดกลั้นอดทนเยี่ยงเทวะจักยังประโยชน์ใดได้...."

กองเชียร์อสูรก็ระเบิดสนั่นหวั่นไหวก้องโกลาหลสวรรค์
ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์ เอิ๊กอ๊ากถูกอารมณ์จึงว่าต่อว่า
"เหว๋ย เหว๋ย เทวานมินทร...ว่าต่อเล้ย ว่าต่อเลย.."

ท้าวสักกเทวราชตรัสอธิบายว่า
"ดูก่อน ท่านท้าวเวปจิตติอสุรินทร์
ผู้เป็นพาลจะเข้้าใจว่า ธรรมแห่งเทวะอดกลั้น เพราะกลัวเขา
หรือไม่ก็ตาม ประโยชน์ทั้งหลาย มีประโยชน์ของตน
เยี่ยมยิ่งกว่าความอดทนย่อมไม่มี ผู้มีกำลังในการอดกลั้น
ย่อมมีกำลังเหนือกว่าผู้ไม่อดกลั้นไม่อดทน
ผู้ไม่มีกำลังย่อมคำรามแล้วละเมิดกฏหมายด้วยตนเองเป็นนิจ
กำลังใดอันเป็นของผู้พาล
กำลังนั้น ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่เรียกว่าเป็นกำลัง
กำลังของผู้ที่ธรรมรักษา ย่อมไม่มีกำลังใดต้านได้
ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธตน
ผู้นั้น ชื่อว่า เลวกว่าผู้ที่โกรธตน
การชื่อว่า ชนะสงครามอันชนะได้ยาก
ชื่อว่าประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่าย
ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นกำเริบ
แล้วมีสติสงบอยู่
ผู้นั้นชื่อว่ารักษาประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายไว้ได้
พวกใดไม่ฉลาดในธรรม ชนทั้งหลายย่อมเข้าใจเอาได้ว่า
พวกนั้นเป็น พาล "


พระพุทธเจ้าเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังดังนี้แล้วจึงตรัสต่อว่า

คณะกรรมการของเทพเจ้าและพวกอสูรนั้น ได้กล่าวขึ้นว่า
"ถ้อยคำของเวปจิตติอสุรินทร์ เป็นถ้อยคำที่นำไปสู่การจับศัสตราอาวุธ
ขึ้นประหัตประหารกัน เป็นถ้อยคำให้เกิดการมุ่งร้าย
ที่ให้ถือผิด ให้วุ่นวายกัน
ส่วนถ้อยคำของเทวานมินทร เป็นถ้อยคำที่ไม่ให้จับศัสตราวุธ
มาประหัตประหารกัน ไม่ให้ถือผิดกัน ไม่ให้มุ่งร้ายกัน
คำชนะด้วยสุภาษิต จึงเป็นของท้าวสักกเทวราช
ภิกษุทั้งหลาย อันความชนะย่อมมีแก่สักกาเทวานมินทร ด้วยอาการดังว่ามานี้แลฯ"




หมายเหตุผู้ถ่ายทอด...
กลับไปดู...ภาษิตลาติน...
ความสงบสุขของประชาชน คือกฎหมายสูงสุด ครับ

...เรื่องจริง มีมาในพระสูตร...
จากพระสูตรนี้ ชื่อพระสูตร สุภาษิตชยสูตร 


Atthanij Pokkasap ถ่ายทอด
11:45น. วันจันทร์ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖



                                                                                                     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap


No comments: