Loading...

Tuesday, January 10, 2017

54.Breaking Dharma PART 53





Breaking Dharma PART 53...!!!
....


การดับขันธ์ของพระแม่เจ้า มหาปชาบดีโคตมีเถรี
และศากิยานีเถรี ๕๐๐ องค์;
การปรินิพพานหมู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สมัยพุทธกาล
.....ขออาราธนาตัดตอนเป็นบางช่วง


..ครั้งนั้น พระมหาโคตมีภิกษุณีพระมาตุจฉาของพระพิชิตมาร
อยู่ในสำนักนางภิกษุณีในพระนครอันรื่นรมย์นั้น
พร้อมด้วยพระภิกษุณี ๕๐๐ พระองค์ ซึ่งล้วนแต่พ้นจากกิเลสแล้ว
เมื่อ พระมหาปชาบดีโคตมีนั้นอยู่ในที่สงัด
ตรึกนึกคิดอย่างนี้ว่า
การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของคู่พระอัครสาวกก็ดี
ของพระราหุล พระอานนท์ พระนันทะก็ดี เราไม่ได้เห็น
เราอันพระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ทรงอนุญาตแล้ว
พึงปลงสังขาร แล้วปรินิพพานก่อนเถิด
พระภิกษุณี ทั้ง ๕๐๐ พระองค์ ก็ได้ตรึกอย่างนั้นเหมือนกัน
แม้ แม่เจ้าเขมาภิกษุณี เป็นต้น ก็ได้ตรึกเช่นนี้ เหมือนกัน

ครั้งนั้น...
เกิดแผ่นดินไหว กลองทิพย์ดังขึ้นเอง
ทวยเทพที่สิงสถิตอยู่ในสำนักนางภิกษุณี
ถูกความโศกบีบคั้น หลั่งน้ำตาแล้ว ณ ที่นั้น

(เหตุการณ์ปรินิพพานครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ กูฏาคารศาลา
ป่ามหาวัน นอกพระนครเวสาลี แคว้นวัชชี)

พากย์...

แล้วเหล่าแม่เจ้าเถรีทั้งหมดหลังจากปลอบโยนอุบาสกอุบาสิกา
และเหล่าเทวดาที่อาศัยอยู่ในเขตสำนักหมดแล้ว
ก็มายังสำนักคือวิหารที่พระศาสดาทรงประทับอยู่
กราบทูลลาปรินิพพานแล้ว ณ เบื้องพระพักตร์สมเด็จพระบรมศาสดา

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า..
ดูกร พระโคตมี
คนพาลเหล่าใด สงสัยในการตรัสรู้ธรรมแห่งสตรีทั้งหลาย
ท่านจงแสดงอิทธิฤทธิเพื่อละเสียซึ่งทิฏฐิของคนพาลเหล่านั้น !!!

ครั้งนั้น
พระโคตมีเถรีเจ้า ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
เหาะขึ้นสู่อัมพร แสดงฤทธิ์เป็นอันมาก ตามพระพุทธานุญาต
คือองค์เดียวเป็นหลายองค์ก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้
ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้
...ฯลฯ
(มีรายละเอียดมหัศจรรย์มาก ยกไว้...)

พระเถรีเจ้าครั้นแสดงฤทธิ์ต่างๆแล้ว ลงจากนภาดลอากาศ
ถวายบังคมพระผู้ส่องโลกแล้ว ประทับลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
กราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้นายกของโลก
หม่อมฉันมีอายุได้ ๑๒๐ ปี
แต่กำเนิดแล้วเพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว
หม่อมฉันจักทูลลานิพพาน

(ตอนนี้บริษัททั้งหมดประนมมืออัญชลีให้แม่เจ้าเล่าถึงบุพจรรยา
ที่มาของความสำเร็จต่างๆกระทั่งมาสู่การปรินิพพานในวันนี้  
ซึ่งพระแม่เจ้า ก็เล่าอดีตชาติทั้งหมดให้บริษัทที่มาประชุมร่วมรับรู้ได้ทราบอย่างละเอียด
การกระทำตอนนี้ ถือเป็น ประเพณี พระอรหันต์ก่อนนิพพานด้วย...พระไทยไม่รู้เรื่อง)

จากนั้นเถรีร่วมวิหารแม่เจ้า คือ ศากิยานีภิกษุณี ๕๐๐ พระองค์
ก็มากราบทูลลานิพพานพร้อมกันหมดด้วยว่า
ข้าแต่พระมหาวีระเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายมีญาณ
ในอรรถ ธรรม นิรุติ และปฏิภาณ เกิดที่สำนักของพระองค์
ผู้เป็นพระนายกมหามุนี
พระองค์เป็นผู้อันหม่อมฉันทั้งหลายได้วิสาสะแล้ว
ได้ทรงโปรดมีจิตเมตตา อนุญาตให้หม่อมฉันทั้งปวง นิพพานเถิด.

พระพิชิตมารได้ตรัสว่า
เมื่อท่านทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่าจักนิพพาน
เราจักไปว่าอะไร ก็บัดนี้ท่านทั้งหลาย
จงสำคัญกาลเวลาเอาเองเถิด.

แม่เจ้าภิกษุณี ทั้ง ๕๐๐ พระองค์ทะยอยถวายบังคมพระพิชิตมารแล้ว
พากันลุกจากที่นั่งนั้นไปสู่สำนักตน
นั่งพับเพียบบนอาสนะอันประเสริฐ ปลอบโยนเหล่าอุบาสิกาทั้งหลาย
ที่พากันมาร้องไห้คร่ำครวญระงมวิหารว่า
ลูกทั้งหลายเอ๋ย
การพร่ำเพ้อซึ่งเป็นไปในบ่วงแห่งมารไม่ควรเลย
สังขตธรรมทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง
มีแต่จะพลัดพรากจากกัน หวั่นไหวไปมา

(ต่อไปนี้ คือ วิธีการเข้าปรินิพพาน...)
ต่อจากนั้น
แม่เจ้าก็ละอุบาสิกาเหล่านั้นเสีย
เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญาญัญจายตนฌาน
อากิญจัญญายตนฌาน
และเนวสัญญานาสัญญายตนฌานตามลำดับ
แล้วพระโคตมีเถรีเจ้าก็เข้าฌานทั้งหลายโดยปฏิโลม
แล้วก็เข้า ปฐมฌานไปตราบเท่าถึงจตุตถฌาน
ครั้นออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว ก็ดับไป
เหมือนเปลวประทีปที่หมดเชื้อ ดับไป ฉะนั้น
...ฯลฯ

ทวยเทพ นาค อสูร และพรหม ต่างก็พากันสลดใจ
กล่าวขึ้นในทันใดนั้นเองว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
เหมือนอย่างพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีเจ้านี้ได้ถึงความย่อยยับไปแล้ว
และพระเถรีเจ้าทั้งหลายผู้ทำตามคำสอนของพระศาสดา
ซึ่งแวดล้อมพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีเจ้านี้ ก็พากันดับไปแล้ว
เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อดับไป ฉะนั้น

(จากนั้นท่านพระอานนท์ก็เป็นพิธีกรจัดการสั่งประชุมภิกษุทั้งแผ่นดิน
ทั้งหมดรีบเร่งเดินทางมาร่วมงานประชุมเพลิงพระสรีระของอรหันต์หญิงทั้งหมด
โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน จัดเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพุทธกาลด้วย)

มีพระพุทธวจนะตรัสในตอนท้ายบันทึกไว้ดังนี้..

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จงรู้ไว้อย่างนี้เถิด
พระโคตมีเถรีเจ้า เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ทิพโสตธาตุ
และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณรู้ทั่วถึง ปุพเพนิวาสญาณ
ชำระทิพจักษุให่หมดจด
อาสวะทั้งสิ้นของพระนางหมดสิ้นไปแล้ว
บัดนี้ภพใหม่ไม่ได้มีอีก...
...
บุคคลผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสด้วยดีแล้ว
ข้ามพ้นโอฆะคือกามพันธุ์ บรรลุอจลบทแล้ว
ย่อมไม่มีคติที่ใครๆจะรู้ได้
ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง
มีสติปัฏฐานเป็นที่โคจรเถิด
ท่านทั้งหลาย อบรมโพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.


จาก ข้อ (๑๕๗) มหาปชาบดีโคตมีเถรีปทาน  อปทาน  ขุททกนิกาย
ไตรปิฎก สยามรัฐ เล่ม ๓๓/๔๕


Atthanij Pokkasap รายงาน จากขอนแก่น
20:30 น ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันพุธ ที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖




...ประเพณีดับขันธ์เข้าประนิพพาน..พระไทยวันนี้ ไม่รู้เรื่อง ครับ.

...ศากิยานี..คือ เจ้าหญิงในราชวงศ์ศากยะสายของพระแม่เจ้ามหาปชาบดีโคตมี นะครับ  
สมัยพุทธกาลมีเจ้าหญิงหลายราชวงศ์ออกบวชกันเป็นชุดหลายหมื่นพระองค์เลย...ใน บันทึกไตรปิฎก บอกไว้ ๓ ชุด..ชุดละหมื่นพระองค์    มีชุดหนึ่ง จำนวนหมื่นแปดพันองค์ด้วยครับ....ปัญหาเพศหญิงถูกข่มเหงมีมาก..พระพุทธศาสนาเป็นทางออกที่ยังไม่มีใครค้นคว้าครับ.

...ดูกร โคตมี  คนพาลเหล่าใดสงสัยในการตรัสรู้ธรรมแห่งสตรีทั้งหลาย....
สาธุ..เห็นพระพุทธวจนะนี้ชัดเจนกันนะครับ....ใครหมิ่นสตรีว่าบรรลุธรรมไม่ได้  คือ พาลลลลล....!!!

...ก่อนปรินิพพาน   พระอรหันต์ ต้องแสดงฤทธิ์ตัดสงสัยของพวกอันธพาล ครับ....
นี่คือจารีตแห่งพระอรหันต์ตลอดสายที่บันทึกมาในพระไตรปิฎก....
พวก "มัน" ทำไม่ได้จึงว่า พระไตรปิฎก บิดเบือน...ครับ..!!!!

...ยิ่งใหญ่มาก...แต่ทั่วไปกลับมักจะบอกว่าหญิงบรรลุธรรมได้ยากกว่าชาย...และแม้ได้ฌานก่อนตายก็ไปได้แค่ปาริสชาพรหมเท่านั้น...เป็นที่มาของการดูถูกและเหยียดเพศหญิงว่าไม่ให้แตะต้องสถานศักดิ์สิทธิ์ เป็นวิบัติต่อการศึกษาวิชาไสยศาสตร์   น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง..เพราะอยุธยามีแม่แบบเรืองนางทองประศรี  แม่ของขุนแผนถ่ายทอดไสยศาสตร์ให้พลายงามหลานย่าอยู่...




                                                                              ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap


No comments: