Loading...

Sunday, January 8, 2017

47.Breaking Dharma PART 46





Breaking Dharma PART 46...!!!
....



ตอน ทฤษฎี บอดคลำช้าง


(๑๓๘) ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้แล
มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ครั้งนั้นแล
พระราชาพระองค์นั้น ตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมา สั่งว่า
ดูกร บุรุษผู้เจริญ นี่แน่ะ เธอ คนตาบอดในพระนครสาวัตถีมีประมาณเท่าใด
ท่านจงบอกให้คนตาบอดเหล่านั้น ทั้งหมด มาประชุมร่วมกัน

บุรุษนั้นทูลรับพระราชดำรัสแล้ว พาคนตาบอดในพระนครสาวัตถีทั้งหมด
ไปเข้าเฝ้าพระราชาถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบบังคมทูลว่า
ขอเดชะ พวกคนตาบอดในพระนครสาวัตถีมาประชุมกันแล้ว พระเจ้าข้า

พระราชาพระองค์นั้นตรัสว่า
แนะพนาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงแสดงช้าง แก่พวกคนตาบอดเถิด

บุรุษนั้น แสดงช้างแก่คนตาบอดแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า
ขอเดชะ คนตาบอดเหล่านั้น ได้สัมผัสช้างแล้ว แลบัดนี้
ขอให้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงสำคัญเวลาอันควรเถิดพระเจ้าข้า

พระราชา จึงตรัสถามคนตาบอดทั้งหลายว่า
ดูกร คนตาบอดทั้งหลาย พวกท่านได้สัมผัสช้างแล้วหรือ?

คนตาบอดเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า

พระราชาจึงตรัสถามต่อว่า
ท่านทั้งหลายกล่าวว่า ข้าพระพุทะเจ้าทั้งหลาย ได้สัมผัสและรู้จักช้างแล้ว ดังนี้ ช้างเป็นเช่นไร?

คนตาบอดพวกที่ได้คลำศรีษะช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนหม้อ พระเจ้าข้า

พวกคนตาบอดที่ได้ลูบคลำหูช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนกระด้ง พระเจ้าข้า

คนตาบอดที่ได้ลูบคลำงาช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนผาล พระเจ้าข้า

คนตาบอดที่ได้ลูบคลำงวงช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือเหมือนงอนไถ พระเจ้าข้า

คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำตัวช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนฉางข้าว พระเจ้าข้า

คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำเท้าช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนเสา พระเจ้าข้า

คนตาบอดพวกที่ลูบคลำหลังช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนครกตำข้าว พระเจ้าข้า

พวกคนตาบอดที่ได้ลูบคลำโคนหางช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนสาก พระเจ้าข้า

คนตาบอดพวกที่ลูบคลำปลายหางช้าง กราบทูลว่า
ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนไม้กวาด พระเจ้าข้า

คนตาบอดเหล่านั้น ได้ทุ่มเถียงกันและกันแล้วว่า ช้างเป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่เป็นเช่นนี้
ช้างไม่ใช่เป็นเช่นนี้ ช้างเป็นเช่นนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระราชาพระองค์นั้น ได้ทรงมีพระทัยชื่นชม เพราะเหตุนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นคนตาบอด ไม่มีจักษุ
ย่อมไม่รู้จักประโยชน์  ไม่รู้จักความฉิบหายใช่ประประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์  ไม่รู้จักธรรม
ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม ก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปาก
ว่าธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้   ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ


จากข้อ (๑๓๘) กิรสูตร ว่าด้วยความเห็นต่างกัน  อุทาน  ขุททกนิกาย  
ไตรปิฎก สยามรัฐ เล่ม ๒๕/๔๕


Atthanij Pokkasap รายงานจากขอนแก่น
06:40 น.แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๑๐ วันจันทร์ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖



...ความเห็นต่าง...มันก็เป็นเรื่องบอดคลำช้าง
กำเนิดนิทานทฤษฎีบอดคลำช้าง เป็นพระพุทธวจนะ...ที่มาของบอดคลำช้างทั้งหมด....
ใครรู้จริง ไม่รู้จริง..พระพุทธศาสนาตัดสินที่ หลักการ ๕ ข้อ..แสดงมาแล้วก่อนหน้า...

๑.รู้เพราะเชื่อ (ศรัทธา)..ไม่ผ่าน
๒.รู้เพราะ พอใจซะอย่าง (รุจิ)..ไม่ผ่าน
๓.รู้เพราะ เรียนตามๆกันมา (อนุสสวนะ)...ไม่ผ่าน
๔.รู้เพราะ วิเคราะห์ได้โดยอาศัยหลักการทางตรรกะ (ปริวัตักกะ)...ไม่ผ่าน
๕.รู้เพราะ อาศัยการพิสูจน์ได้ตามเงื่อนไขทฤษฎีที่ตนกำหนด (ทิฏฐินิชฌานขันติ)...ก็..ไม่ผ่าน

ถ้าให้ผ่าน  มันก็อุปาทานทั้งนั้น...เพราะมันเป็นเลขฐาน ๒  คือ จริงก็ได้เท็จก็ได้...
ที่เถียงกันก็เพราะเป็นบอดคนละแก๊งค์..ทั้งนั้น...





                                                                                   ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: