Loading...

Tuesday, January 3, 2017

31.Breaking Dharma PART 30






Breaking Dharma PART 30...!!!
....


ข่าวสารจาก พุทธกาล

ตอน เหตุเกิดที่ หมู่บ้านแม่หญิง (มาติกคาม..Matikagam ) ตอนที่ ๑


หมู่บ้านแม่หญิง..มาติกคาม  เป็นหมู่บ้านใหญ่ใกล้เชิงเขาหิมาลัยอยู่ทางภาคเหนือของแว่นแคว้นพระเจ้าโกศล   มีอยู่วันหนึ่ง ภิกษุ ๖๐ รูป ทูลอาราธนาให้ตรัสบอก "พระกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต" ในสำนักพระศาสดา ณ วิหารเชตวัน  พระนครสาวัตถีแล้ว    ได้จาริกมาสู่หมู่บ้านนี้เพื่อแสวงหาสถานที่จำพรรษา


(คำบอกว่า "พระกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต"   แสดงว่า  การปฏิบัติสมณธรรม  มีเป็นขั้นตอนการบรรลุ  บันทึกไว้แต่ หัวข้อ  ไม่ปรากฏรายละเอียด    เพราะเป็นการถ่ายทอดภายใน  ไม่ปรากฏในบันทึกใดๆทั้งสิ้นนอกจาก "หัวข้อ" หรือ อุทเทส)


แม่หญิงเจ้าบ้าน..มาติกมาตา (Matikamata) ได้ต้อนรับนิมนต์คณะภิกษุทั้ง๖๐ รูปแล้วถามจนทราบจุดประสงค์จึง...


(มารยาทและประเพณีในการปวารณาของโยมที่แสดงต่อนักบวช)


เมื่อมาติกมาตาทราบว่า  พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย  แสวงหาที่จำพรรษา  จึงหมอบลงที่ใกล้เท้า หัวหน้าคณะภิกษุแล้วกล่าวว่า  "ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักอยู่ ณ ที่นี้ตลอด ๓ เดือนนี้ไซร้  ดิฉันและลูกบ้านทั้งหมดจักรับสรณะ ๓ ศีล ๕ และทำอุโบสถกรรม"

ภิกษุ ทั้ง๖๐ รูป  ปรึกษากันว่า "เราทั้งหลายเมื่ออาศัยอุบาสิกานี้   ไม่มีความลำบากด้วยภิกษา  จักสามารถทำการสลัดออกจากภพได้"    ดังนี้แล้วจึงรับคำ  มาติกมาตาจึงนำลูกบ้านทั้งหลายมาชำระวิหารอันเป็นที่อยู่ถวายแล้วแก่ภิกษุ ๖๐ รูปนั้น.

เหล่าภิกษุนั้นปรึกษากันว่า   พวกเราไม่ควรยืนไม่ควรนั่งในที่ที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป   เว้นแต่ในกาลเป็นที่บำรุงพระเถระเวลาเย็น และในกาลที่เป็นภิกษาจารในเวลาเช้าเท่านั้น  จึงรวมกัน    กาลที่เหลือไม่ควรอยู่ร่วมกัน    อีกอย่างหนึ่ง  ภิกษุใดไม่มีความผาสุก  มาตีระฆังในวิหารขึ้นแล้ว   เราจักพากันมาตามสัญญาณระฆัง  ทำยาแก่ภิกษุนั้น.


(การไม่ทำบาปทั้งปวงและการยังกุศลให้ถึงพร้อม  คือสถานภาพที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน  ความดีความชั่วเกิดขึ้นเพราะมนุษย์อยู่ร่วมกัน  กระทำให้กันและกัน   แต่...การอบรมจิต (สจิตฺตปริโยทปนํ) มนุษย์ต้องอยู่กับตัวเองผู้เดียวเท่านั้น!!!)


(มาติกมาตา มหาอุบาสิกา  เรียนถาม "สมณธรรม")

เมื่อเห็นภิกษุต่างรูปต่างอยู่   มาติกมาตา  ถึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ  ถ้าพวกท่านไม่มีความทะเลาะวิวาทกันไซร้    เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงไม่มา   เหมือนเมื่อมาสู่เรือนดิฉันในครั้งแรกคือโดยรวมกันทั้งหมด   แต่นี่กลับมาทีละรูปๆจากแต่ละที่  แต่ละที่

เถระหัวหน้าภิกษุทั้ง ๖๐ ตอบว่า
"มหาอุบาสิกาพวกฉันนั่งทำสมณธรรมในที่แห่งหนึ่งๆในแต่ละรูปจ้ะ"

มาติกมาตา..."พระคุณเจ้าทั้งหลาย  ชื่อว่า  สมณธรรมนั้นคืออะไร?"
เถระหัวหน้าภิกษุ .."มหาอุบาสิกา  พวกฉันทำการ สาธยายอาการ ๓๒   เริ่มตั้งซึ่งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพอยู่จ้ะ"

มาติกามาตา..."ท่านเจ้าข้า   สมณธรรมนี้   ย่อมสมควรแก่เหล่าพระคุณเจ้าเท่านั้น  หรือย่อมสมควรแก่ดิฉันด้วยเล่า?"

เถระหัวหน้าภิกษุ..."มหาอุบาสิกา  ธรรมนี้  อันพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงห้ามแก่ใครๆ"

มาติกมาตา..."ถ้าอย่างนั้น  ขอพระคุณเจ้าท่านจงให้อาการ ๓๒  และขอจงบอกการเริ่มตั้งซึ่ง
ความสิ้น และความเสื่อมไปในอัตภาพแก่ดิฉันบ้าง"

เถระหัวหน้าภิกษุ.."มหาอุบาสิกา  ถ้าอย่างนั้น   ท่านจงเรียนเอา"
แล้วเถระหัวหน้าภิกษุก็ถ่ายทอดให้หมด...


(สังเกตไหมครับ...ท่านบันทึกเล่าเฉพาะ "หัวข้อ" ทั้งสิ้น  ไม่มีรายละเอียดเลย   ในบันทึกไหนๆก็เป็นแบบนี้   รายละเอียดนั้นล้วนเป็น "มุขปาฐะ"  คือถ่ายทอดผ่านปากทั้งสิ้นครับ    
เทคนิคการตั้ง อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตานั้น    เป็นเทคนิคการพิจารณาและกำหนดสมาธิ   ซึ่งได้แก่  อนิมิตสมาธิ  อัปณิหิตสมาธิ และสุญญตสมาธิ   ไม่ใช่คิดเอาเองอย่างที่สอนในสำนักทั้งหลายอย่างทุกวันนี้ครับ เราสาบสูญการถ่ายทอดและผิดพลาดกันมาไกลมาก  จนเกิดผู้ไม่รู้จริงเต็มแผ่นดิน!!!)


จำเดิมแต่นั้น  มาติกมาตา มหาอุบาสิกาก็ได้ทำการสาธยายซึ่งอาการ ๓๒ และเริ่มตั้งไว้ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในตน ได้บรรลุ มรรค ๓  ผล ๓  ก่อนภิกษุเหล่านั้นทีเดียว  ปฏิสัมภิทา ๔ และ โลกียภิญญา  ได้มาถึงแก่มาติกมาตา มหาอุบาสิกา โดย มรรค นั้นแล    
นางออกจากสุขอันเกิดแต่มรรคและผลแล้ว   ตรวจดูด้วยทิพยจักษุใคร่ควญอยู่ว่า ..
"เมื่อไรหนอแล   พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรของเรา  จึงจักบรรลุธรรมนี้...ฯลฯ"


(มรรค ๓  ผล ๓ คือ อนาคามี   ได้สมาธิชั้นสูง มีฤทธิ์ แล้วครับ   ปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องธรรมของผู้ได้ฌาน คือเป็นกลุ่ม "ฌานวิสัย" ปุถุชนไม่ควรแตะต้องครับ    เพราะจะฉิบหายพินาศทันตาเห็น
..นี่เป็นปฐมบทของ "ทักขิไณยบุคคล"  ที่พระพุทธศาสนาปรารถนาสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนต่อทุกขนาดสังคม   เพื่อให้มนุษย์มีสติรู้ดีรู้ชั่วต่อหน้าที่ความเป็นมนุษย์ครับ   เป็นหน้าที่พื้นฐานของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว)


จบตอนที่ ๑ จาก เรื่อง ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  จิตตวรรควรรณนา  ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒

Atthanij Pokkasap
รายงาน ณ เวลา 08.09 น.วันเสาร์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๖





...สมาบัติที่พระอนาคามีเข้าได้แล้วให้ผลทันตาเห็นมี ๓ ระดับ คือ

๑.เนกขัมมสุข (สุขเกิดจากหลีกเร้นออกจากกาม)

๒.วิเวกสุข (สุขเกิดแต่จิตเป็นอิสระเสรียิ่งขึ้นไปกว่าข้อที่ ๑.)

๓.สมาธิสุข (สุขอันเกิดแต่ พัฒนาการสูงสุดของข้อ ๑. และ ๒ รวมกัน

ในขณะสมาบัติ  ผู้คิดอกุศลต่อพระอนาคามีจะพินาศย่อยยับฉิบหายทันที  แต่ผู้คิดดีนั้นถ้าเป็นขณะที่ท่านออกจากสมาบัตินั้น ไปตักบาตรทำบุญกับท่านอานิสงส์ใหญ่ตามปรารถนาทุกอย่างจะเกิดขึ้นทันตาเห็นในวันนั้นเอง

...ทักขิไณยบุคคลพื้นฐานของพระพุทธศาสนานี้ ไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยวันนี้ครับ...มหาชนจึงแยกบาปบุญคุณโทษไม่ออก 
คนชั่วก็ไม่ได้รับกรรมชั่วทันตาเห็นจนเหิมเกริมกลาดเกลื่อนสังคมที่กำลังล่มสลาย...

...ครับ  เป็นสิ่งที่ผมพยายามเตือนพวกที่ศึกษาผิวเผินแล้วอวดตนว่ารอบรู้ธรรม...พหุสัจจะ  ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ง่ายอย่างที่ถือปฏิบัติกันครับ...

หนักเข้าๆอวดตัวเลยว่า  รู้น้อยก็ได้  ขอให้ปฏิบัติจริง...บอดสั่งบอดให้ไปบอกบอดไปจูงบอดที่มือด้วนไปคลำช้างในกระจกเงานะจิ...



                                                                                                    ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: