Loading...

Monday, January 2, 2017

26.Breaking Dharma PART 25






Breaking Dharma PART 25...!!!
....


(พับเรื่องหลักสูตร คัมภีร์ ปถมัง...Budhatantric Book of Genesis หนึ่งคัมภีร์ฝึกจิตเพื่อเรียนรู้สรรพศาสตร์ ให้เป็นความลับติดไปกะตัวก่อนครับ...)

มาน้อมใจศึกษา คำสนทนาระหว่างสมเด็จพระบรมศาสดา กับท่านพระอานนท์ พุทธอุปปัฏฐาก กันดู....


พระศาสดา  : อานนท์! เธอเห็นจะทำความสำคัญว่า
                 "ธรรม ของเรา อันบุคคลพึงฟังได้ง่าย กระมัง ?"

พระอานนท์ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ธรรมของพระองค์ อันบุคคลพึงฟังได้โดยยาก หรือ ?

พระศาสดา  : ถูกแล้ว อานนท์!

พระอานนท์ : เพราะเหตุใด? พระเจ้าข้า

พระศาสดา  : อานนท์! บทว่า "พุทโธ" ก็ดี "ธัมโม" ก็ดี "สังโฆ" ก็ดี อันสัตว์เหล่านี้ไม่เคยสดับมาแล้วในแสนกัป แม้เป็นอเนก เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านี้ จึงไม่สามารถฟังธรรมนี้ได้...

..แต่ในสงสาร มีที่สุดอันใครๆตามรู้ไม่ได้ สัตว์เหล่านี้ ฟังดิรัจฉานกถา มีอย่างต่างๆนั่นแล มาแล้ว เพราะฉะนั้น...

...สัตว์เหล่านี้จึงเที่ยวขับ ร้อง ฟ้อนรำอยู่ ในที่ทั้งหลาย มีโรงดื่มสุรา และสนามเป็นที่เล่นเพลิดเพลิน เป็นต้น จึงไม่สามารถ ฟัง ธรรมได้...
การที่ไฟ คือราคะ จะไม่ไหม้ ย่อมไม่มี
การที่เครื่องจับ คือโทสะ จะไม่เข้าจับ ย่อมไม่มี
การที่ข่ายเครื่องดัก คือโมหะ จะไม่เข้าดัก ย่อมไม่มี
(เพราะ) แม่น้ำเสมอด้วย ตัณหา ก็ไม่มี(เช่นกัน)


จาก เรื่อง อุบาสก ห้าคน มลวรรควรรณนา พระธัมมปทัฏฐกถา แปล ภาค ๗
15.00 น. จันทร์ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖



การที่มาแสดงเบรค...เพื่อยืนยันความสูงส่งของ ธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา กลายเป็นว่า
อวดตัว และอหังการ...ก็เอาสิวะ....!!!

สอนกันจน สังคมและบ้านเมืองแหลกยับเยินขนาดนี้แล้ว
ยังไม่มีความรับผิดชอบ....กันขนาดนี้แล้ว...ก้เอาสิวะ....!!!!




...ความลับในกัณฑ์ที่ ๙ แห่งไตรภูมิพระร่วงที่ใช้ควบคู่คัมภีร์สุริยยาตร์ที่ใช้คำนวณ เวลาทั้งจันทรคติและสุริยคติ....ที่เป็นเรื่องโครงสร้างของเวลาที่พระพุทธศาสนาสร้างเป็นหลักฐานเอาไว้ยังรับรู้กันไม่ได้...รู้ธรรมะอะไรกัน...

...พระศาสดายังทรงตรัสอย่างนี้เลย...เก่งกว่าพระศาสดากันทั้งนั้น...สิ...จับผิดและชี้โทษก็ไม่ได้...กลายเป็นอวดตัว อหังการ....ก็ไม่เป็นไร...ฟ้าดินลงโทษสาหัสแน่...




                                                                                                        ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
  

* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

No comments: