Loading...

Monday, January 16, 2017

90.Breaking Dharma ; Special PART






Breaking Dharma ; Special PART !!!



แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ พุธ ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗


เสนอ...

อีกหนึ่งเคล็ดลับ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด
ของ อานาปานสติสมาธิกรรมฐาน ที่สืบทอดมาเฉพาะ..ภายใน..ที่...
ต้องเปิดเผย เมื่อ..มีผู้สนใจไฝ่รู้จริงมาถึง..!!!










...กระหม่อม...ที่เป็นที่ตั้งของ ลมปราณจันทระกลา ศูนย์กลางโยคะธาตุเย็นที่รักษาสมดุลของทวารทั้ง ๙ ร่วมกับ 
ลมปราณสูรยะกลา..ซึ่งมีศูนย์กลางโยคะธาตุร้อนอยู่ที่สมองส่วนล่างส่วนที่ประมวลผล...
การประมวลผลที่ต้องใช้ข้อมูลเปลี่ยนถ่ายกันไปมานับล้านๆข้อมูลในเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาที
ทำให้เซลล์เกิดความร้อน (เหมือนชิป คอมพิวเตอร์ ต้องมีพัดลมระบายความร้อนและประกอบด้วยพื้นที่รองรับข้อมูลที่เหมาะสม  มิฉะนั้นชิปจะระเบิด..เซลล์ในสมองส่วนล่างของมนุษย์ก็เช่นกัน)...


...อำนาจคิดหาเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์  เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจจิตพื้นฐาน...
การยอมรับของนักคณิตศาสตร์ในกลางคริสตศตวรรษที่ 20 
เป็นผลมาจากการพิสูจน์พบทฤษฎีควอนตัมสัมพัทธภาพ 
แต่ยังไม่มีการทราบว่า เวลา คือลำดับเหตุการณ์  ตัวเลขคือสัญลักษณ์ของลำดับเหตุการณ์  เป็นโครงสร้างของ จิต!!!




...หายใจถึงที่สุดแห่งธรรมชาติของสรีระร่างกาย ทั้งหายใจเข้า และหายใจออกได้เมื่อไหร่...สมาธิจะปรากฏเองโดยประสิทธิภาพของลมหายใจที่ละเอียดลึกยาวอย่างยิ่งยวดนั้นเอง..
เพราะประสิทธิภาพสูงสุดของลมหายใจเข้า+ลมหายใจออกเป็นคุณสมบัติโดยตรงของ...
จ ตุ ต ถ ฌ า น (ฌานที่ ๔) คือ..ที่เท็คนิคที่..ท่านเรียกว่า "กายสังขารสงบรำงับ" นั่นเอง...

...เราหายใจตามกิเลสมามากเกินไปแล้ว...จึงบอกว่าต้องสะสสม...ลมหายใจขนาดค่ามโหฬารมากที่ร่างกายขาด
เพราะมัวแต่หายใจตามกิเลส...ครับ

...ลมไอ...ลมขากเสลด...ที่ลำคอน่ะ...อานุภาพความเร็วแรงเท่าพายุทอร์นาโดนะครับ...
หลายคนไม่รู้...ความเร็วลมมากกว่า ๒๐๐ กม/ชม.
และนี่คือ สาระแท้จริงของลมหายใหญ่คุณภาพ..กายไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก..หมายถึง 
โรคทางกาย โรคทางตา..จิตควบคุมได้หมด แม้จะมาจากกรรม..!!!




...เซลล์ทั้งร่างกายเราทำงานที่จำนวน 10 ยกกำลัง ๑๔ คือ ๑๐๐ ล้านล้านเซลล์นะครับ...ถ้าคุมการทำงานคือกระบวนการสันดาปเพื่อปลดปล่อยพลังงาน (Metabolism) ได้จำนวนกว่า ล้านเซลล์ขึ้นไป..พลังงาน ล้านหน่วย ไม่เล็กแล้วนะครับ....

สักกัตวา สังฆะระตะนัง, โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
สงฆ์ คือรัตนะ อันเป็นโอสถประเสริฐสูงสุด

อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง, สังฆะเตเชนะ โสตถินา
ควรค่าแก่การกราบไหว้ แก่การเข้าหาใกล้ชิด มีความสวัสดีเป็นเดช

นัสสันตุปปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
ย่อมกำราบอุบาทว์ และ โรค ทั้งหลายในปราศนาการไป...!!!

ปฏิบัติการนี้...เพื่อการสัมผัสถึงคลื่นพลังงานแห่งพระอริยสงฆ์ ผู้เข้าถึงย้อมหายจากการเป็นโรค 
และอุบาทว์ทั้งหลายไม่อาจกล้ำกราย....สวดมนต์ คนละเรื่องกับปฏิบัติการเพื่อการพิสูจน์พบ ครับ!!!
ดีใจ ที่ทุกท่านสนใจ...




...ศาส์นแห่งพระชินสีห์..
เป็นศาสตร์ของนักรบ (โยธาชีวะ)
ถ้าต้องแพ้...ก็ขอไปตายในสนามรบ
ไม่มีปรองดองหรือทำตัวเป็นกลางกับกิเลส เด็ดขาด...
ราชอาณาจักรไทย...ผิดทิศทางไปจากยุทธศาสตร์และยุทวิธีแห่งการศึกของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงแล้ว...
สังเวชนัก! สังเวชนัก!




...ค่อยๆสะสมศักยภาพเอา..
ลมปราณเก้าอิมจินคี่...คัมภีร์ เก้าอิม กล่าวถึงความเย็นแห่งทวารทั้ง ๙ เมื่อลมปราณส่วนบนสมบูรณ์

...ปู่กะลา ย่ากาลี คือมนุษย์กึ่งยักษ์ผู้รักษาป่าช้าสมัยพุทธกาลมีหน้าที่ถือกระบองตุ้มใหญ่ เดินฟาดกระโหลกคนตายเพื่อให้ปราณที่คั่งค้าง กระจายวิญญาณจะได้ลอยออกจากร่างอย่างสมบูรณ์ มีพลังไปเกิดใหม่...เคยรู้เรื่องกันที่ไหน

...นั้นคือการปลดปล่อยพลังเย็น ออกจากทวารทั้ง ๙ แต่ตกค้างมากที่สุดที่กระหม่อม  
เพราะ ความลับของลมหายใจ...เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวพุทธ...ที่รับการถ่ายทอดภายในเฉพาะ ไม่ทั่วไป....

...ธรรมชาติเกิดจากการฝึกสะสม ไม่ใช่มากำหนดเอาตามความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน...




                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
             
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

89.Breaking Dharma PART 88





Breaking Dharma PART 88...!!!
....


08:15 น.แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๔
วันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗


คนละเรื่อง...
ระหว่างปรากฏการณ์ของผู้ได้สมาธิกับนักเล่นกล
โดยเฉพาะ..สมาธิ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
มาทำความรู้ ความเข้าใจกันไว้ ครับ ;

ข้อที่ ๑.วรรคที่ ๗ (สัปปาณกวัคโค สัตตโม) แห่งอาบัติปาจิตตีย์
จาก ๑๕๐ ข้อบทบัญญัติพระวินัย (ปาติโมกข์) ของภิกษุ กล่าวไว้ว่า..
โย ปน ภิกฺขุ สญจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปยฺย,ปาจิตฺติยํ
.."ภิกษุ พรากชีวิตสัตว์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์"



ต้นคดีบทบัญญัตินี้ คือท่านพระอุทายีเลอะเทอะ (โลฬุทายี)
ที่ต่อมาพัฒนาตนสำเร็จเป็น "ท่านพระอุทายีใหญ่ (มหาอุทายี)"

(ไม่ขอบอกพระสูตรที่พระศาสดาตรัสยืนยันการบรรลุของท่านอุทายี
อยากรู้เหมือนกันว่า พระมีความรับผิดชอบต่อการศึกษาค้นคว้าแค่ไหน!!!)


คดี มีอยู่ว่า...

ต้นไม้ใหญ่ข้างกุฏิของท่านพระอุทายี...ในพรรษาหนึ่ง...
ได้มีฝูงนกนานาพันธุ์บินเข้ามาทำรังอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
ได้สร้างเสียงและถ่ายมูลนำความเดือดร้อนรำคาญ
แก่ท่านพระอุทายีเป็นอย่างมาก

ท่านพระอุทายี จึงประดิษฐ์ธนูน้อยๆ (บันทึกในพระไตรปิฎก
ท่านบรรยายไว้ได้อย่างน่ารักมาก) กับลูกธนูไว้เป็นจำนวนมาก
ยิงนกลงมาอย่างมากมาย
จัดการตัดหัวนกแล้ว ใช้ไม้แบบเดียวกับที่ใช้ทำลูกธนูเสียบหัวนก
นำมาปักเรียงรายเป็นแนวรั้วกั้นล้อมกุฏิอันสวยงามโอ่โถงของตน..

ความทราบไปถึงพระบรมศาสดา จึงตรัสเรียกประชุมและประกาศ
พระวินัยบท.."ภิกษุ พรากชีวิตสัตว์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์" ขึ้น

(อาบัติปาจิตตีย์ คือ ความผิดที่ต้องแสดงออกมาด้วยการยอมรับผิด
ทางวาจา และปฏิญญาว่าจะไม่ทำต่อไปอีก โดยแสดงต่อหน้าภิกษุ
ผู้คุ้นเคยและบริสุทธิ์ไม่กระทำผิดในแบบเดียวกัน)


เหตุเกิดที่พระวิหารเชตวัน พระนครสาวัตถี โดยท่านพระอุทายีแสดงตน
เป็นพระกร่างมาก มีงานหลักคือเบรคการแสดงธรรมของพระอสีติสาวก
(มหาสาวก ๘๐ องค์) เวลาแสดงธรรมโปรดญาติโยมต่อเบื้องพระพักตร์
พระบรมศาสดา...

(เช่นที่ทำให้รู้ว่า พระนิพพานมี ๔ ระดับขั้นก็เกิดจากการเบรคการแสดงธรรม
ของท่านพระสารีบุตร..เบรคว่า..อะแน่ อาวุโสสารีบุตร นิพพานไม่มีเวทนา
แล้วท่านมาบอกว่า นิพพานเป็นสุขได้ยังไง...อย่าแสดงธรรมต่อไปเลย
ท่านพุดคำไม่จริงนี่หน่า...ฯลฯ)


การปรากฏของฝูงนกใหญ่น้อยนานาพันธุ์มาอาศัยที่ต้นไม้ใหญ่
ข้างกุฏิของท่านพระอุทายี...แสดงถึงพัฒนาการของท่านพระอุทายี!!!
ท่านพระอุทายี..ได้สมาธิ
เพื่อขับเคลื่อนภูมิธรรมแห่งตนไปตามวิถีอริยมรรค แล้ว ครับ!!!

(สมาธิ เป็นพลวัตขับเคลื่อนจากดวงตาเห็นธรรม ไปสู่การบรรลุ
สัมโพธิญาณตามขั้นตอน จะเริ่มปรากฏมีตั้งแต่ โสดาบันขั้น..
โกลังโกละ และเอกพีชี..ปรากฏการณ์นี้พัฒนา
ไปตามการบ่มเพาะของ ศรัทธาและศีล คนละส่วนชนิดกันกับสมาธิ
ที่ฝึกอบรมมาจากศิลปศาสตร์)



สิ่งมีชีวิตที่สัมผัสรู้ก่อนใครเพื่อน...ไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนทั่วไป..
หากแต่เป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ทั้งหลายในระบบนิเวศน์ใกล้เคียง
ทีอยู่อาศัยของผู้ได้สมาธิสายพุทธนั้นเอง...

วัดป่าที่ไม้ป่ายืนต้นร่มรื่นมากมาย..
แต่ไร้นกกา กระรอกกระแตเข้ามาอาศัย...
พระ..วัดป่านั้นไม่รู้เรื่องการทำให้ได้มาซึ่งสมาธิครับ
ธรรมชาติในระบบนิเวศน์จะเป็นผู้ยืนยันปรากฏการณ์ได้สมาธิเอง...
เพราะสัตว์..สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์..จะจับคลื่นสัญญาณแห่ง
ความมีเมตตา เอื้อเฟื้อ อบอุ่นได้ หรือเป็นกลางๆไม่มีภัย
จะวางใจและเข้ามาแสดงความคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทสนมด้วย

ขออนุญาตเปิดโปง...ดังนี้.
การท่องกรวดน้ำแผ่เมตตาแล้วความเป็นป่าก็ยังแห้งแล้ง
ไม่มีสัตว์ในระบบนิเวศน์วางใจ...
ไม่ต้องโกหกหลอกลวงกระทั่งตนเองต่อไป..ละครับ....
นักเล่นกลจะได้ไม่มาสวมรอยอวดปาฏิหาริย์ในแบบคล้ายๆกัน
ให้สัตว์ในระบบนิเวศน์..เป็นผู้ตัดสิน....ดีที่สุด


"นายขยะ"
Atthanij Pokkasap





...พระไม่ศึกษาธรรมตามหน้าที่...ไม่มีทางเลยที่จะรู้เรื่องของสมาธิ...พระพุทธศาสนาไร้ผู้พิสูจน์พบเรื่องสมาธิมาหลายชั่วอายุคนแล้ว...รับความจริงกันเสียบ้างอย่าให้พวกนักเล่นกลมันมาหากินดูถูกเอาอยู่เลย...

...ในประวัติศาสตร์จริงเห็นแต่..สมเด็จพระพนรัตน์...ที่ท่านมีสมญานามว่า "สังฆราชไก่เถื่อน" งัยครับ...






                                                                                                      ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
             
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap

88.Breaking Dharma PART 87





Breaking Dharma PART 87...!!!
....



08:00 น. ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ (วันโกน)
วันอาทิตย์ ที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗


ทำความเข้าใจเรื่อง การฉันอาหาร ของพระภิกษุ


หลักฐานการกำหนดขอบเขตและจำนวนการฉันอาหารของพระภิกษุนั้น เป็นคำบอกเล่ากึ่ง
คำสารภาพของ ท่านพระอุทายี..

ทำความเข้าใจเรื่อง ท่านพระอุทายี ;

ในสมัยพุทธกาล ชื่อ "อุทายี" หรือพราหมณ์ตระกูลอุทายี ที่โด่งดังมีอยู่ด้วยกัน ๓ ชื่อได้แก่
๑. อุทายีดำ (กาฬุทายี) ท่านนี้เป็นอดีตอำมาตย์
๒. อุทายีใหญ่ (มหาอุทายี)
๓. อุทายีเลอะเทอะ (โลฬุทายี)

อุทายีใหญ่ และอุทายีเลอะเทอะ นี้  เกจิอาจารย์ไทยนำมาสับสนเละเทะ   ซึ่งในพระสูตรที่ยืนยันว่า เป็นองค์เดียวกัน 
ก็คือพระสูตร ที่เกิดจากคำบอกเล่าและคำสารภาพของท่านเอง โดยเป็นการบอกเล่าเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา 
ขออนุญาตยังไม่บอกชื่อพระสูตร  เพราะเกจิอาจารย์ที่ถ่ายทอดผิดๆ...สมควรไปค้นหาและขอขมาเอง

สรุปว่า.. ตอนที่ท่านยังไม่สำเร็จอรหัต ท่านเป็น พระอุทายีเลอะเทอะ และเมื่อบรรลุอรหัตแล้วท่านจึงเป็น มหาอุทายี
วาทะการด่าผู้หญิง และการวิพากษ์ถึงนิสัยเสียๆหายๆของผู้หญิงทั้งหมดที่ปรากฏในชาดก 
ล้วนเป็นของอดีต ท่านพระอุทายีรูปนี้ ทั้งสิ้น  
แม้เรื่องราวที่เกิดเกี่ยวข้องกับความผิดต่อเพศหญิงในธรรมวินัยสมัยพุทธกาล  ท่านก็คือผู้สร้างคดีมาตรฐานต้นแบบเอาไว้

รวมไปถึง ระดับขั้นของ "นิพพาน" ทั้ง ๔ ขั้น ก็เป็นท่านเลอะเทอะนี้เองที่เบรคการเทศน์โปรดญาติโยมของท่านพระสารีบุตร
ต่อเบื้องพระพักตร์พระศาสดา จนท่านพระสารีบุตรต้องขยายความ  ทำให้ทราบว่า นิพพาน มี ๔ ระดับขั้น 
(ไม่ขอแสดงชื่อพระสูตรที่มา  ต้องการให้พวกเกจิอาจารย์ที่กระทำการละเมิดถ่ายทอดผิดๆ 
สำนึก และค้นหาเอง  ไม่เช่นนั้นก็สะสมการละเมิดผิดไปทุกภพทุกชาติ..)


มาว่าเรื่องการฉันอาหาร ต่อ...

พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า
"ภิกษุทั้งหลาย !
เราขอเตือนเธอทั้งหลาย
จงละการฉันโภชนะ ในเวลาวิกาล
ในเวลากลางวัน นั้นเสียเถิด"

ท่านพระอุทายี (ตอนที่ยังเลอะเทอะอยู่) เล่าเอาไว้ว่า
เมื่อพระศาสดาประกาศท่ามกลางสงฆ์ห้ามการฉันอาหารดังนั้น 
ซึ่งเวลานั้น ท่านอุทายีเองฉันไม่เลือกเวลา 
ได้บังเกิดความเสียใจ ความน้อยใจเป็นอันมาก ว่า
"พระพุทธองค์ผู้ศาสดาขัดลาภเราแล้วหนอ
พระพุทธองค์ผู้ศาสดาขัดลาภเราแล้วหนอ."
แต่..ท่านก็ยืนยันว่า..
แต่สุดท้าย (หลังการตีโพยตีพาย) เพราะความรัก
ความเคารพ ละอาย เกรงกลัว ต่อพระพุทธองค์ผู้ศาสดา
ท่านอุทายีก็ได้พยายามเลิกฉันไม่เป็นเวลา
แต่..ยังฉันตอนเช้า กับฉันตอนเย็น เพียง ๒ มื้อ
จนกระทั่งพระพุทธองค์ผู้ศาสดา ประกาศย้ำ ห้ามการฉันยามวิกาล
เรา..จะเข้าใจว่าฉันยามวิกาลคืออย่างไรมาอ่านที่ท่านเล่าไว้..ดู...

ขณะนั้นเป็นยามค่ำเดือนมืด ของวันหนึ่งในพรรษา
ท่านพระอุทายีได้เข้าไปบิณฑบาตร ณบ้านหลังหนึ่ง
หญิงนางหนึ่งกำลังนั่งล้างภาชนะอาหาร อย่างรีบด่วน
เนื่องจากเดือนมืดและฝนมีเค้าจะตก
ท่านพระอุทายีได้ถือบาตรมายืนแล้วที่เบื้องหน้า
แต่หญิงนั้น ไม่ได้สังเกตเห็น
ก้มหน้าล้างเหล่าภาชนะทั้งหลายอยู่อย่างตั้งใจ
ปรากฏฟ้าแลบ สว่างจ้าแปล้บขึ้น นางก็ได้เห็นร่างสูงใหญ่ทะมึนดำ
ของท่านพระอุทายีปรากฏ ตกใจอุทานร้องว่า
"ความไม่เจริญเกิดขึ้นแล้ว
ความไม่เจริญเกิดขึ้นแล้ว
โอ.โอ..โอ..ปีศาจจะมากินข้า แล้ว"

ท่านพระอุทายี จึงเอ่ยชี้แจงว่า
"น้องหญิง จงฟังคำของเรา
เรามิใช่ปีศาจที่จะมากินเธอหรอก
เราเป็นภิกษุ มายืนอยู่เพื่อรับบิณฑบาตรน่ะ"

น้องหญิงหายตกใจ ก็โกรธ ขึ้นหน้า
(คงมีกรรมร่วมกันในอดีต) แว้ดขึ้นทันทีว่า
"พ่อภิกษุตายแล้วหรือ
แม่ภิกษุตายแล้วหรือ
นี่แนะ..ภิกษุ
ท่านเอามีดเถือโคเชือดท้องตัวเองเสียเถิด ไป๊
ยังดูดีกว่าการที่ท่านมาเทียวบิณฑบาตรไม่เป็นเวล่ำเวลา
อย่างนี้..ไม่ดีเลย"

ในประวัติผลงานของท่านพระอุทายีทุกๆชาติแม้ชาติสุดท้ายขณะนั้น มีแต่ได้เปรียบและเป็นฝ่าย
สั่งการผู้หญิงไม่เคยมีผู้หญิงคนใดมาตวาดว่าแว้ดๆท่านอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต แว้ดเดียวนี้เอง 
ความหมื่นทะลึ่งของท่านจึงพังครืน..ได้สติ เกิดความละอายนำเรื่องนี้มาเล่าและขอขมาต่อ
พระพุทธองค์ผู้ศาสดา...
ท่านอุทายีเลอะเทอะ ได้ปฏิบัติตนกลายเป็นท่านพระอุทายีใหญ่ ด้วยพฤติกรรมสุดท้ายที่ถูก
น้องหญิงสั่งให้ไปตายเพราะเหตุแห่งท้องนี้เอง

และเป็นการยืนยันด้วยว่า..
การฉันอาหารมื้อเดียว อันเนื่องจากได้สติเพราะน้องหญิงแว้ดใส่ 
จนกระทั่งบรรลุพระอรหัตโดยมีพระพุทธองค์ผู้ศาสดาตรัสยืนยันธรรม (นิพพาน ๔ ระดับ น่ะแหละ) 
ที่ท่านพระอุทายีบรรลุจาก อุทายีเลอะเทอะ (โลฬุทายี) สำเร็จเป็น อุทายีใหญ่ (มหาอุทายี) 
ซึ่งหากเป็นเวลากลางวัน   น้องหญิงผู้นั้น หากได้เห็นลักษณะท่านอุทายีย่อมไม่กล้าแว้ดใส่แน่นอน 
เพราะมีบุคคลิกบารมีที่น่าเกรงขาม 
น่าครั่นคร้ามต่อเพศหญิงมาทุกภพทุกชาติ

พระสูตรนี้ยืนยันว่า
ภิกษุพึงฉันอาหาร มื้อเดียวเท่านั้น
แต่หากไม่รู้จักมรรคาแห่งสมาธิ การฉันอาหารมื้อเดียวนั้น
ก็ย่อม ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ครับ


Atthanij Pokkasap





...พระสูตรนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาหารมื้อเดียว
กับความสำเร็จของสมาธิที่ประดิษฐานนิพพาน ธรรมทั้ง ๔ ระดับขั้นครับ...
                                                         
...เพ่งจนเป็นที่มาของอาบัติปาจิตตีย์ว่าด้วย อาบัติห้ามซักสบงจีวรให้กันระหว่างภิกษุและภิกษุณี 
แสดงถึงขอบเขตของการตามบังคับกามจนจิตประกาศอิสรภาพอยู่เหนือการครอบงำของกาม
เป็นที่มาของ สมาธิ...



...ท่านพระอุทายีเสนอ ทานใหญ่แก่สีกา ดังนี้

"น้องหญิงเธอจงให้ทานอันหาได้ยาก แก่ภิกษุเถิด แล้วเธอจักได้บุญใหญ่ อานิสงส์ใหญ่"
"ทาน อันใดหรือเจ้าคะ"
"ทานนั้นชื่อ เมถุน ธรรมจ้ะ น้องหญิง"
เรื่องมีมาแล้วอย่างนี้แล ฯ


...ผลงานชิ้นเด็ด ของท่านพระอุทายี...

"น้องหญิง!
เธอจงให้ทานอันหาได้ยากแก่ภิกษุเถิด
แล้วเธอจักประสบบุญใหญ่ อานิสงส์ใหญ่"

สีกาผู้มีศรัทธาจึงถามด้วยความตื่นเต้นว่า
"ทานอันใดหรือเจ้าคะ ?"

"เมถุน ธรรมจ้ะ น้องหญิง!!!"
นี่คือวาทะแนะนำบุยจากท่านพระ..อุทายี.

เป็นที่มาของรายละเอียด การสอดใส่ มรรคทั้ง ๓ คือ 
ปาก (มุขมรรค)  ทวาร (วัจมรรค)  และอวัยวะเพศ (องคมรรค)



...เพศศึกษาในพระพุทธศาสนาท่านก็มีรายละเอียดสอนได้อย่างลึกซึ้ง...
แต่พระ...กับองค์กรรัฐที่ผูกขาดบริหารจัดการ กลับเป็นทาสกามทาสตัณหาอย่างสิ้นคิด...

เพราะมีและ ให้ "คุณ"...
พระพุทธศาสนาจึงเรียกว่า "กามคุณ"

เพราะ มีความงดงามและแผ่ความงดงาม
ให้กระจายไกลได้
ท่านจึงเรียกพฤติกรรมของ ตัณหาว่า "ตัณหาวิจิตร"
ใครว่าพระพุทธศาสนามองเห็นแต่โทษทุกข์วะ ??!




                                                                                                    ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
        
  


* Story & Photos by  Atthanij Pokkasap